หมายเหตุ : ชื่อบทความฉบับเต็ม “อีอีซี นิคมฯ จะนะ ยกเว้นผังเมืองกิจการขยะ รัฐบาลปรกติไม่น่าจะทำได้ ถ้ามันเป็นแนวทางประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชนจะมีความหมายมากกว่านี้” – สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม EnLaw

ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล : สัมภาษณ์
ณภัทร เวชชศาสตร์ : ถ่ายภาพ
วันสัมภาษณ์ : ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔

สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม EnLaw

จากรัฐประหารสู่การลงประชามติ

ปี ๒๕๔๙ เราทำงานที่ EnLaw แล้ว เป็นองค์กรด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน ช่วยเหลือชาวบ้านกรณีต่างๆ แต่เราเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับรัฐประหารและมิติทางการเมืองหลังสลายการชุมนุมปี ๒๕๕๓ เข้าร่วมกับองค์กรด้านสิทธิ ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนผู้ได้รับผลกระทบ รับหน้าที่เหมือนเป็นผู้จัดการ ประสานงานว่าเขาจะใช้สิทธิรับการเยียวยาหรือร้องเรียนร้องทุกข์ตามกลไกของรัฐได้อย่างไร แต่ยังไม่ได้ถึงขั้นขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างมากนัก

ปี ๒๕๕๗ เกิดรัฐประหาร เราและ EnLaw มองว่าไม่ไหวแล้ว เครือข่ายภาคประชาชนควรคุยกัน จนมาจัดกิจกรรมร่วมกันก่อนลงมติร่างรัฐธรรมนูญ คิดว่าต้องส่งเสียงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

กิจกรรมครั้งแรกจัดที่ธรรมศาสตร์ช่วงเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๙ รวม ๔๓ องค์กร บอกว่าถึงเวลาก้าวออกมาใส่ใจเรื่องการลงประชามติรัฐธรรมนูญ

เราประสานงานให้องค์กรต่างๆ เข้าร่วมเป็นเครือข่ายประชาชนในแต่ละพื้นที่ ทั้งเครือข่ายเกษตร รัฐสวัสดิการ ให้แต่ละองค์กรเสนอความคิดเห็น

บรรยากาศตอนนั้นจำกัดสิทธิที่จะเข้าถึงการทำความเข้าใจรัฐธรรมนูญ มีการปิดกั้นข้อมูล น้องๆ ที่ไปแจกใบปลิวถูกจับ แต่เราคิดว่าเลิกไม่ได้ พยายามสื่อสารว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะมีปัญหา

จริงๆ กิจกรรมของเราก็คือการรณรงค์ไม่ให้รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าคุณจะเห็นว่าร่างมันดีก็ได้ พูดมาสิว่ามันดีอย่างไร ปรากฏว่าเครือข่ายทั้งหมดตัดสินใจไปในทางเดียวกันคือโหวตโน เพราะต่างก็เห็นปัญหาอยู่แล้ว

enlaw02

การรัฐประหารกับปัญหาเชิงโครงสร้าง

ขณะที่เราเติบโต ทหารที่ทำรัฐประหารก็เติบโตเหมือนกัน

รัฐประหารปี ๒๕๕๗ ควบคุมจำกัดสิทธิของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด รวบอำนาจมากยิ่งขึ้น การตัดสินใจอยู่ในมือคนคุมอำนาจที่วางแผนร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเอื้อต่อการรวบอำนาจ การก้าวไปสู่ประชาธิปไตยต่อไปจะยาก สะท้อนว่าเราอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจที่เป็นเผด็จการชัดเจน เราต้องมาคิดว่าจะปล่อยให้เป็นแบบนี้หรือ

หลังรัฐประหาร ๒๕๕๗ เครือข่ายต่างๆ ถกเถียงกันเรื่องโครงสร้างรัฐธรรมนูญ มองเห็นความเชื่อมโยงโครงสร้างของการใช้อำนาจ แล้วก็ฐานรากสู่ความเป็นประชาธิปไตย ถ้าไม่เปลี่ยนการใช้อำนาจของรัฐบาลให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ทำแค่ “ขับเคลื่อนรายประเด็น” มันไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน เพราะคนใช้อำนาจไม่ได้สนใจปัญหาหรือตัวประชาชนอย่างแท้จริง

ถ้าอยากเห็นสังคมเปลี่ยนแปลง ทุกๆ ปัญหาถูกให้ความสำคัญ แต่ก็ต้องแก้ตั้งแต่ฐานรากของโครงสร้างการใช้อำนาจ กฎหมายต้องมีความเป็นธรรมและเท่าเทียมจริง

๔-๕ ปีที่ผ่านมา EnLaw หันมาทำเรื่องโครงสร้างทางการเมือง กลไกทางสังคม รัฐธรรมนูญมากขึ้น

เรามองว่าสิ่งแวดล้อมกับการเมืองเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองก็ต้องวิ่งไล่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมรายประเด็นไปเรื่อยๆ ทำไม่ไหวหรอก เพราะมันมีปัญหาสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ

แต่ถ้าเราเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงอำนาจก็จะลดปัญหา นำไปสู่การแก้ไข องค์กรเราก็เลยต้องขับเคลื่อนมิติทางการเมือง ซึ่งก็ตอบโจทย์วัตถุประสงค์ขององค์กร

ในยุค คสช. เรารู้สึกแย่มาก เป็นองค์กรที่แนะนำให้ชาวบ้านใช้สิทธิตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ แต่ คสช. ใช้อำนาจออกคำสั่ง จับตัว เชิญตัว เรียกพบ เข้าควบคุม ชาวบ้านลุกขึ้นสู้ก็มีเจ้าหน้าถือปืนเข้ามาหา อาศัยอำนาจที่เขาเขียนเอง แล้วเราจะเอาอะไรมาแนะนำชาวบ้าน

อีอีซี นิคมฯ จะนะ ยกเว้นผังเมืองกิจการขยะ ให้สร้างโรงไฟฟ้า รัฐบาลปรกติไม่น่าจะทำได้ ถ้ามันเป็นแนวทางประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชนจะมีความหมายมากกว่านี้

มันเป็นยุคแห่งการใช้อำนาจพิเศษเหนือกฎหมายปกติ เช่น การออกกฎหมายโดยไม่มีส่วนร่วมของประชาชนและลดทอนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม อย่างคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 ให้ยกเว้นผังเมืองกิจการขยะและให้สร้างโรงไฟฟ้าได้ทั้งประเทศ

อำนาจหนึ่งที่หายไปคืออำนาจต่อรองของประชาชน เดิมมีน้อยอยู่แล้วยังถูกรัฐบาลและ คสช. ทำลายทิ้ง เสียงประชาชนแทบไม่มีความหมาย

ถ้าไม่ใช่รัฐบาลทหารชุดนี้ เขตพัฒนาพิเศษอีอีซีจะเกิดขึ้นได้ไหม การมีอีอีซีสะท้อนการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ กลายเป็นว่าเอาสามจังหวัดให้คณะกรรมการอีอีซีบริหาร

กลไกอำนาจต่างๆ ทำให้คุณอยู่เหนือรัฐราชการ อำนาจการตัดสินใจ การให้ใบอนุญาตก็ลบหลู่กลไกปรกติ

ฐานเรื่องสิ่งแวดล้อมคือฐานชีวิตของทุกคน มันคือความเท่าเทียมอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นการให้ความสำคัญในมิติเรื่องสิ่งแวดล้อมคือให้ความสำคัญกับมนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

แต่รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีมิติเรื่องพวกนี้เลย

PM 2.5 แม้ว่าจะวิกฤตมาก แต่มาตรการด้านกฎหมายก็ไม่ชัดเจน

คนรุ่นใหม่กับอนาคตประเทศ

ถึงเสียงเราจะเบาและมีอำนาจไม่เท่าเขา แต่ก็พยายามส่งเสียงและจัดกิจกรรมให้ยุติการออกกฎหมายที่ไม่ชอบธรรม รวมทั้งวิพากษ์กฎหมาย

เรามีความหวังอยู่ที่คนรุ่นใหม่ รัฐประหาร ๒๕๕๗ ทำให้เห็นการสร้างกฎหมายที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่อีกส่วนหนึ่งเราเห็นพลังของคนรุ่นใหม่ในการรวมกลุ่ม กล้าออกมาพูด กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าปฏิเสธวิถีวัฒนธรรมแบบเดิมๆ ที่แม้แต่เราก็ยังไม่กล้าวิพากษ์อย่างชัดเจนต่อสาธารณะ

คนรุ่นใหม่รู้จักสร้างอำนาจต่อรอง แม้ว่าวันนี้จะยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงชัดเจน แต่สังคมไทยเปลี่ยนหลายมิติแล้ว โครงสร้างอำนาจอาจยังไม่เปลี่ยนแต่ถูกสั่นคลอน ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะมันสะสมวิถีวัฒนธรรมการใช้อำนาจแบบนี้มาเป็นร้อยๆ ปี

กระบวนการยุติธรรมถูกตั้งคำถามมากขึ้น สถาบันต่างๆ อันเป็นที่เคารพศรัทธาก็ถูกตั้งคำถาม

เราไม่ได้บอกว่าทุกอย่างถูกหรือผิด ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรัก ที่จะไม่รัก ลองฟังเหตุผล มองด้วยหลักการ

อีกสิ่งหนึ่งที่ถูกเขย่ามากคือการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เมื่อคุยกันบนฐานข้อมูล ไม่ใช่ความเชื่อ ปัญหาจะคลี่คลายได้ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ประเทศในอนาคตคือประเทศของคนรุ่นใหม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เราคิดคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมันต้องเชื่อมกับฐานราก

สิ่งที่คนรุ่นใหม่ทำต้องเชื่อมกับคนที่อยู่ในฐานรากของประเด็นปัญหา ถ้าไม่เชื่อมกับฐานราก เมื่อมีอำนาจก็อาจกลายเป็นคนใช้อำนาจที่มองไม่เห็นปัญหาอย่างถ่องแท้ แล้วจะเกิดผลกระทบอีก

คนรุ่นใหม่ต้องสร้างการทำงานกับประชาชนในมิติต่างๆ ถึงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ครอบคลุม ยกตัวอย่างคนที่เติบโตในเมืองอาจเห็นปัญหาจราจร มลพิษ ฝุ่น PM 2.5 แต่ปัญหาว่าทำไมเกษตรกรยังต้องใช้สารเคมี ทำไมต้องทำไร่ขนาดนี้ ป่าอุดมสมูบรณ์ในลุ่มน้ำชั้น ๑ เอ รัฐบาลให้ทำเหมืองได้ แต่ทำไมชาวบ้านบางกลอยในป่าแก่งกระจานอยู่ไม่ได้

ถ้าคนรุ่นใหม่ไม่ได้เชื่อมโยงฐานรากแล้วเข้าไปอยู่ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เขาอาจจะยังอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าทำเหมือง ไม่ให้ชาวบ้านอยู่แก่งกระจาน

enlaw06

หากมีรัฐประหารอีกครั้ง

เราต้องสร้างวัฒนธรรมการไม่ยอมรับรัฐประหาร

ไม่ใช่แค่สร้างกับคนรุ่นใหม่ แต่กับภาคประชาสังคมหรือองค์กรต่างๆ ด้วย ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางองค์กร บางกลุ่มก็ยอมรับรัฐประหาร ยอมรับการใช้อำนาจนำไปสู่ความสำเร็จในประเด็นที่ตัวเองขับเคลื่อน

ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าหลายองค์กรไม่กล้าก้าวเข้ามาเพราะมองว่าเป็นเรื่องการเมือง กลัวกระทบกับประเด็นที่ตัวเองทำ บางกลุ่มยังใช้วิธีเจรจาต่อรอง ล็อบบี้งานของตัวเอง มันอาจจะมีมิติแบบนั้น

การสร้างวัฒนธรรมไม่ยอมรับรัฐประหารคือความท้าทาย

ทหารมีวัฒนธรรมการใช้อำนาจแบบเด็ดขาด สะท้อนจากการเขียนรัฐธรรมนูญ เขาคิดว่าตัวเองตัดสินใจถูกต้องที่สุด ไม่เชื่อมั่นในกลไกอื่นๆ ถึงพยายามรวบอำนาจ

ถ้าเกิดรัฐประหารอีกครั้งยังตอบไม่ได้ว่าเราจะทำอะไร คงต้องมีกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายตามสถานการณ์

การรัฐประหารไม่มีอะไรดี ถ้าจะมีข้อหนึ่งที่เราเห็นจากรัฐประหาร ๒๕๕๗ คือมองเห็นความเลวร้ายชัดเจนขึ้น ทำให้คนที่ทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นมา การแอบเลวร้ายอาจทำให้คนยังยอมรับได้ เรายอมรับการไกล่เกลี่ยหรือการประนีประนอมเพื่อโอบอุ้มความเลวร้ายไว้ เมื่อเกิดเหตุปะทะก็จะมีการเจรจาเพื่อให้มันจบๆ แล้วบอกให้ลืมไป ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงไม่ถูกพิสูจน์ว่าใครกระทำ และคนกระทำความผิดไม่ได้ต้องรับโทษ

ขณะที่รัฐประหารครั้งนี้ทำให้ปรากฏถึงความชัดเจนของสิ่งเลวร้าย