เรื่อง : ณภัทร เวชชศาสตร์

Climate Change Is Racist โลกรวนไม่ได้ป่วนแค่ขั้วโลก

น่าฉุกคิดว่าสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือ Climate change นั้น ไม่ใช่เพียงแค่ภาพน้ำแข็งละลาย หมีขั้วโลกจมน้ำ หรือฝนไม่ตกตามฤดูกาล

ผู้อ่านคงทราบแล้วว่า ไอ้โลกรวนเนี่ย มันโดนเหมือนกันหมด ไม่ว่าคุณจะจนหรือรวย

คำถามของผมคือ จริงหรือ?

จะว่าอย่างไรถ้าจะบอกว่า ผลกระทบจากสภาวะโลกรวน ทุกคนไม่ได้เจอเหมือนกัน

จะว่าอย่างไรถ้าจะบอกว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมีเรื่องการเมืองซ่อนอยู่

จะว่าอย่างไรถ้าจะบอกว่า เพศสภาพที่ต่างกันจะได้รับผลกระทบต่างกัน

หนังสือ Climate Change Is Racist: Race, Privilege and the Struggle for Climate Justice เขียนโดย Jeremy Williams พาให้เราหาคำตอบในเรื่องนี้

lokruan01

ผิวขาว ผิวดำ ผิวน้ำตาล ผิวเหลืองl ทำไมต้องผลิตซ้ำเรื่องสีผิว ?

Jeremy Williams เป็นชาวอังกฤษ ผิวขาว เติบโตในมาดากัสการ์และเคนยา เขาเป็นนักเขียนอิสระที่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมนานาชาติและวัฒนธรรมศึกษาเป็นพิเศษ

ในช่วงต้นของหนังสือที่หนา ๑๘๗ หน้า Jeremy ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ขณะที่หนังสือกำลังวางจำหน่าย หลายคนอาจสงสัยว่าสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะเกี่ยวข้องกับการเหยียดเชื้อชาติได้อย่างไร ทำไมคนชอบโยงเรื่องการเหยียดเชื้อชาติเพื่อผลิตซ้ำความเกลียดชังไปเสียทุกเรื่อง ในทางกลับกัน บางคนที่เห็นชื่อหนังสืออาจจะเห็นด้วยโดยปริยายโดยไม่จำเป็นต้องอ่านเนื้อหา แต่ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ Jeremy ก็อยากเชิญให้คนที่เห็นหนังสือนี้ได้อ่านและหาคำตอบด้วยกันว่าท้ายสุดเราจะจัดการปัญหานี้อย่างไรได้บ้าง

เรื่องสีผิวค่อนข้างอ่อนไหว คำบางคำ เช่น เอกสิทธิ์คนขาว (White privilege) อาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งผู้เขียนก็ตระหนักดี เขากล่าวไว้ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีเจตนากล่าวโทษ แต่หากจะพูดถึงมิติทางเชื้อชาติของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศก็คงยากที่จะหลีกเลี่ยงการใช้คำที่อ่อนไหว

lokruan02

แพะรับบาป

หลายคนมักเคยได้ยินวาทกรรมที่ว่า “สภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไม่เลือกหน้า ไม่ว่าคุณจะจนหรือรวย ทุกคนโดนเหมือนกัน” หากมองแบบผิวเผินก็อาจจะจริง แต่หากมองให้ลึกลงไปในรายละเอียด อาจจะไม่จริงเสียทีเดียว

หากดูแผนภาพการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อบุคคลแล้ว จะพบว่าประเทศที่มีสีเข้มส่วนใหญ่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง เช่น จีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย รัสเซีย ญี่ปุ่น ฯลฯ ขณะที่ประเทศในแถบแอฟริกา บาฮามาส กลุ่มประเทศที่เป็นเกาะ ฯลฯ มีแถบสีจาง สะท้อนถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อบุคคลต่ำ

แต่หากเป็นแผนภาพที่พูดถึงความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ แถบสีแทบจะกลับตาลปัตร ประเทศที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยมีโอกาสเจอภัยพิบัติสูงกว่า รุนแรงกว่า โดยเฉพาะในแถบแอฟริกา อเมริกาใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามลำดับ ในขณะที่ประเทศที่เป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นได้ผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

Jeremy ขยายความว่า หากดูอัตราการใช้ไฟฟ้าของมาดากัสการ์ โดยเฉลี่ยพวกเขาใช้เพียงแค่ ๗๘ กิโลวัตต์ต่อครัวเรือนต่อปีเท่านั้น ในทางกลับกัน ประเทศแคนาดาใช้ไฟฟ้าถึง ๑๔,๖๑๒ กิโลวัตต์ต่อครัวเรือนต่อปี รองลงมาคือคูเวตอยู่ที่ ๑๔,๐๐๙ กิโลวัตต์ต่อครัวเรือนต่อปี และสหรัฐอเมริกาคือ ๑๒,๑๕๔ กิโลวัตต์ต่อครัวเรือนต่อปี

หากมองในภาพรวมแล้ว มีเพียงแค่ ๒๗ ประเทศทั่วโลกที่ใช้ไฟฟ้าสูงกว่า ๘,๐๐๐ กิโลวัตต์ต่อครัวเรือนต่อปี ในขณะที่มากกว่า ๓๐ ประเทศใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า ๑๕๐ กิโลวัตต์ต่อครัวเรือนต่อปี ดังนั้น หากจะใช้วาทกรรมที่ว่า “เราทุกคนกำลังใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง” ก็คงจะไม่ถูกนัก อาจจะต้องพูดว่า “คนบางกลุ่มกำลังใช้ไฟฟ้าอย่างสิ้นเปลือง” ซึ่ง “คนบางกลุ่ม” ก็คือคนผิวขาวที่กำลังบอกให้คนทั่วโลกประหยัดพลังงาน

lokruan03

ถ้าไม่ใช่ฉัน ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจ

“หากเกิดภัยพิบัติแบบเดียวกัน ระหว่างประเทศที่รวยกับประเทศที่จน สื่อจะเลือกประเทศไหนในการนำเสนอข่าว?”

ในประเทศที่รวยกว่ามักจะมีนักข่าว ช่างภาพ ผู้ประกาศข่าวมากกว่า ส่งผลให้เรื่องบางเรื่องในประเทศที่กำลังพัฒนาอาจไม่มีการรายงานข่าว และนำไปสู่การรับรู้ที่ผิดพลาดได้

เมื่อช่วง ค.ศ. ๒๐๒๐ หน่วยงานบรรเทาทุกข์และพัฒนาอย่างเป็นทางการของคริสตจักรคริสต์ (Christian Aid) ได้ทำแบบสำรวจกับชาวอังกฤษว่า “คิดว่าเชื้อชาติไหนจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมากที่สุด” มีเพียง ๒๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ตอบว่า คนผิวดำ คนเอเชีย คนอาหรับ ในขณะที่ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ตอบว่า คนผิวขาว ซึ่งผิดกับความเป็นจริงที่ได้กล่าวไว้ตอนต้น

หากมองในแง่การนำเสนอข่าว เมื่อ ค.ศ. ๒๐๑๙ ภัยแล้งที่มาดากัสการ์ส่งผลต่อประชาชนกว่า ๒.๙ ล้านคน แต่มีการนำเสนอเรื่องนี้เพียงแค่ ๖๑๙ บทความเท่านั้น ขณะที่ช่วงเวลาใกล้เคียงกันข่าวการประกวดร้องเพลง Eurovision Song Contest 2020 มีการนำเสนอกว่า ๕๐,๓๐๐ บทความ

lokruan04

เสียสละเพื่อส่วนรวมสิ

Jeremy กล่าวถึงหนังสือ This Changes Everything: Capitalism vs. The Climate เขียนโดย Naomi Klein ที่กล่าวว่า “สิ่งที่ตามมาจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจคือการมีพื้นที่รองรับของเสีย ซึ่งบางทีก็เป็นเรื่องยอมรับกันได้ หากอยู่ใต้วาทกรรมที่ว่าด้วยเรื่องการพัฒนาทางเศรษฐกิจ” ส่งผลให้บางพื้นที่จำเป็นต้อง “เสียสละเพื่อการพัฒนา”

ช่วง ค.ศ. ๒๐๑๙ มีกระแสข่าวเกิดขึ้นเมื่อเชฟชื่อดังชาวอังกฤษ Hugh Fearnley-Whittingstall ปีนขึ้นไปบนบ่อขยะที่มาเลเซียแล้วพบขยะจากอังกฤษ ย้อนไปก่อนหน้านี้อังกฤษรวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้วได้ส่งขยะรีไซเคิลมาที่จีน แต่แล้วใน ค.ศ. ๒๐๑๗ จีนประกาศแบนการนำเข้าขยะรีไซเคิลจากต่างประเทศ ส่งผลให้จุดหมายปลายทางเปลี่ยนมาเป็นมาเลเซียและไทย ซึ่งประเทศทั้งสองเพิ่งแบนการนำเข้าขยะไม่นานมานี้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ ในพื้นที่ที่มีโรงงานรีไซเคิลขยะอย่างชุมชนโคกหัวข้าว อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา แหล่งน้ำที่เดิมใช้อุปโภคบริโภคได้ ปัจจุบันมีการปนเปื้อนสารเคมีจำพวกโลหะหนัก สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรจำนวนมาก

lokruan05

ภาพหมีขาวและน้ำแข็งที่กำลังละลาย

“การเคลื่อนไหวทางการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมีความคิดของคนขาวมากเกินไป (Too White)”

ปัญหานี้สะท้อนออกมาในห้องประชุมต่างๆ เพราะชุดความคิดที่กำหนดกรอบนโยบายแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นส่วนใหญ่มาจากโลกตะวันตกหรือคนผิวขาว กลุ่มที่มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่น

ผู้เขียนบอกว่าทุกคนมีเวลาที่จำกัด ไม่ใช่ทุกคนจะอุทิศเวลาให้การเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม “คนผิวดำจะมาสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้อย่างไร ในเมื่อชีวิตประจำวันยังต้องพะว้าพะวังกับความปลอดภัยของชีวิตตัวเอง ไม่ว่าจะบนถนน ในชุมชน หรือแม้แต่ในบ้าน”

การที่กลุ่มคนบางกลุ่มยังคงเผชิญปัญหาส่วนตัวและไม่สามารถออกมาเคลื่อนไหวในการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ทำให้แนวคิดส่วนใหญ่นั้นถูกครอบงำโดยคนที่มีอภิสิทธิ์ การละเลยแนวคิดจากกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบ กลุ่มชนเผ่าชาติพันธุ์ การกำหนดกรอบนโยบายโดยไม่คำนึงถึงบริบททางพื้นที่และวัฒนธรรม ท้ายสุดก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดได้ และเสียงของคนที่ควรจะได้พูด ควรมีโอกาสออกแบบนโยบาย ก็จะถูกกลบไปด้วยลัทธิที่เชื่อว่าคนผิวขาวเป็นคนสูงส่งยิ่ง (White supremacy)

“ฉันมองว่าการเคลื่อนไหวเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate movement)

มีแต่คนขาว มีแต่คนชนชั้นกลางขึ้นไป และส่วนใหญ่ก็พูดแต่เรื่องต้นไม้ หมีขาว

มากกว่าพูดในแง่มุมของมนุษย์ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั่วโลก”

Mattias Lehman

ผู้อำนวยการสื่อดิจิทัลของ Sunrise Movement

lokruan06

ความหลากหลายทางเพศ ความหลากหลายทางผลกระทบ

หากจะพูดว่าเพศต่างๆ ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแตกต่างกัน ก็เป็นเรื่องยากที่จะสรุปได้ทันที เพราะแต่ละภูมิภาคก็มีปัญหาเรื่องความเท่าเทียมทางเพศแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเรื่องฐานเงินเดือนขั้นต่ำ โอกาสการเข้าถึงอาชีพ ความต่างกันเชิงอำนาจทางการเมือง ตัวอย่างหนึ่งที่หนังสือยกขึ้นมาก็คือในครอบครัวที่ยากจนและขาดแคลนอาหาร ส่วนใหญ่ผู้หญิงมักจะเป็นคนสุดท้ายที่ได้รับอาหารหลังจากผู้ชายและเด็ก สำหรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่จะเกิดภัยแล้ง การขาดแคลนอาหาร เพศหญิงก็จะตกอยู่ในสภาวะเดียวกัน

ในภาคเกษตรกรรม หลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา ผู้ชายต้องออกไปทำงานหาเงินให้ครอบครัว ส่วนผู้หญิงจะรับหน้าที่ทำเกษตรซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวะภูมิอากาศ เมื่อเกิดสภาวะโลกรวนก็จะส่งผลให้ผู้หญิงรับภาระมากขึ้น

อนึ่ง มีงานวิจัยว่าเพศหญิงมีโอกาสเสียชีวิตในภัยพิบัติทางธรมชาติเช่นน้ำท่วมมากกว่าผู้ชายอีกด้วย

สภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมีแนวโน้มที่จะเพิ่มภาระให้กลุ่มผู้มีความหลากหลาย LGBTQ+ มากขึ้นไปอีก เพราะส่วนหนึ่งถูกผลักให้เป็นคนชายขอบไปแล้ว ก็จะยิ่งโดนผลักไปให้ไกลขึ้นอีก หรือยิ่งกว่าเสียเปรียบ (Double marginalization)

ในการเคลื่อนไหว มี Queer ที่เป็นนักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างว่า “กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมีโอกาสประสบปัญหาการเป็นผู้ไร้บ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่” ในส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่กับบริบททางวัฒนธรรมและกลุ่มทางศาสนาด้วย มีให้เห็นในบางประเทศแล้วว่ากลุ่มคนที่เป็นเกย์มีสิทธิต่ำกว่าเพศอื่นๆ

lokruan07

ความเห็นของผู้อ่าน

Jeremy Williams กล่าวไว้ตอนต้นว่า “หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือเขียนง่าย การเลือกใช้คำ สรรพนาม ทุกอย่างมีผลตามมาเสมอ”

ในฐานะที่ผมเขียนบทความสรุปนี้ก็อดที่จะเห็นด้วยไม่ได้ว่า การเขียนเรื่องนี้ต้องเลือกใช้คำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบใคร หรือผลิตซ้ำความเกลียดชัง

ผมมองว่าหากเราเลือกปฏิเสธการพูดถึงปัญหาให้รอบด้านและวิพากษ์อย่างตรงไปตรงมาด้วยเหตุและผลต่างหากที่จะไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่แท้จริง การเขียนบทความนี้ผมไม่ได้มีเจตนาว่าเชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่งดีกว่า เพราะท้ายสุดองค์ความรู้ที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลกนั้นก็มีประโยชน์ร่วมกัน

อนึ่ง ผมเห็นด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไม่ใช่ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่หมายถึงชีวิตของผู้คนที่จะได้รับผลกระทบอีกด้วย อย่างในบริบทของประเทศไทยก็เห็นได้ชัดว่าสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างคาดเดาไม่ได้ ซึ่งสำหรับผมอาจจะไม่ได้หนักหนาอะไร หากร้อนก็เปิดแอร์ หนาวก็ออกไปเดินเล่น แต่สำหรับผู้คนที่ต้องพึ่งพาสภาพภูมิอากาศในการประกอบอาชีพ อาจเป็นหนังคนละม้วน อย่างเช่นชาวประมงพื้นบ้านที่ต้องพึ่งพาลมฟ้าอากาศ ก็อาจสูญเสียรายได้

ในบริบทของกรุงเทพมหานคร มีรายงานคาดการณ์แล้วว่า ค.ศ. ๒๐๓๐ มีโอกาสเกิดน้ำท่วมบ่อยขึ้นจากสภาวะน้ำทะเลหนุนสูงและดินทรุดตัว หากคนพอมีรายได้ก็อาจมีกำลังทรัพย์ที่จะโยกย้ายถิ่นฐาน แต่คนที่มีรายได้น้อยก็อาจต้องรอความช่วยเหลือของรัฐบาลต่อไป

สิ่งที่หนังสือเล่มนี้ฝากไว้คือการมองปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ปัญหาที่มีเพียงแต่สีเขียวจ๋า แต่หมายถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ความเท่าเทียม และระบบทางการเมือง ที่ซึ่งท้ายสุดแล้วเกี่ยวข้องกันอย่างปฏิเสธไม่ได้

เราไม่สามารถแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยเลือกที่จะไม่พูดอีกปัญหาหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ร่วมกัน เพราะท้ายสุดภาษีที่จะถูกนำไปใช้ในโครงการพัฒนาต่าง ๆ ก็เป็นเม็ดเงินที่เราจ่ายไป

โครงการที่จะสร้างขึ้นมีการรับฟังความเห็นคนในพื้นที่เท่าไร ผู้มีส่วนได้เสียมีใครบ้าง เป็นโครงการที่ทึกทักเองหรือไม่ เป็นโครงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้จริงๆ ใช่ไหม

ผมมองว่าการตั้งคำถามเหล่านี้ต่อผู้มีอำนาจ อาจเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Vulnerability to climate change map 2020, ND-GAIN Country Index, based on the university of Notre Dame Global Adaptation Index.
  2. Hannah Ritchie, Our World in Data, 2019. https://ourworldindata.org/contributed-most-global-co2
  3. Analysis for the Guardian, Richard Heede, Climate Accountability Institute, 2019.
  4. https://www.bbc.com/news/av/science-environment-48581673
  5. Christian Aid, Covid, Climate Change and Racism poll
  6. Suffering in Silence: The most 10 under-reported humanitarian crises of 2019, January 2020. https://insights.careinternational.org.uk/publications/suffering-in-silence-the-10-most-under-reported-humanitarian-crises-of-2019.
  7. Discarded: Communities on the frontlines of the global plastic crisis, GAIA, 2019. https://wastetradestories.org/wp-content/uploads/2019/04/Discarded-Report-April-22.pdf
  8. This Changes Everything: Capitalism vs. the Climate, Naomi Klein, Allen Lane, 2014, p. 310.
  9. Gender Difference in Poverty and Household composition through the Life-cycle: A Global Perspective, Ana Maria Munoz Boudet et al., Policy Research Working Paper 8360, World Bank, 2018. http://documents.worldbank.org/curated/en/135731520343670750/pdf/WPS8360.pdf
  10. Facts and Figures, UN Women, 2012. https://www.unwomen.org/en/news/in-focus/commision-on-the-status-of-women-2012/facts-and-figures
  11. ‘Progress on the Sustainable Development Goals: The Gender Snapshot 2019’, UN Women, 2019. http://www.unwomen.prg/en/digital-library/publication/2019/09/progress-on-the-sustainable-development-goals-the-gender-snapshot-2019
  12. “The gendered nature of natural disasters: the impact of catastrophic events on the gender gap in life expectancy, 1981-2002”, Eric Neumayer and Thomas Plümper, Annals of the Association of American Geographer, Vol. 97(3), 2007, pp. 551-66.