เรื่องและภาพ : ณัฐชานันท์ กล้าหาญ

Soft Power อำนาจที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือตั้งใจ

โดราเอมอน, วงบอยแบนด์สัญชาติเกาหลีใต้ BTS, การ์ตูนดาบพิฆาตอสูร, Slumdog Millionaire, ซูชิ, ซีรีส์เกาหลีใต้, วงดนตรีเดอะบีเทิลส์, ภาพยนตร์ James Bond, เทศกาลดนตรี Coachella หรือแม้กระทั่งคอนเซ็ปต์กรุงเทพฯ เมืองเดินได้ ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว

เราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้สังคมที่มีปรากฏการณ์ดนตรี หนังสือ เทศกาล อาหาร และสิ่งละอันพันละน้อยจนผสมผสาน ดัดปรับ และพัฒนาตามช่วงชีวิตที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจนิยามสิ่งนี้ว่าเป็น soft power หรืออำนาจละมุน

หากคำถามที่น่าสนใจจากการพูดคุยกับ ผศ.ดร. กีรติ ชื่นพิทยาธร อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าด้วยเรื่อง soft power และ “การข้ามพรมแดนรัฐชาติ” (transnationalism) ผ่านสื่อ คือเราควรจะให้ความสำคัญกับเส้นทางการเกิดขึ้นของ soft power มากกว่าจะนิยามหรือกำหนดว่าสิ่งไหนเป็นหรือไม่เป็น soft power

ตามข้อมูล ดร. นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ ในเว็บไซต์ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร การข้ามพรมแดนรัฐชาติ หรือtransnationalism หมายถึง ปรากฏการณ์ทางสังคมที่คนกลุ่มต่างติดต่อเชื่อมโยงผ่านความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ซึ่งมิได้จำกัดอยู่ภายในดินแดนของรัฐชาติใด แต่ติดต่อเชื่อมโยงข้ามอาณาเขตของรัฐชาติสมัยใหม่ อาศัยเทคโนโลยีสื่อสารเข้ามาช่วยติดต่อสัมพันธ์ ทำให้การสื่อสารรวดเร็วขึ้น

เทคโนโลยีในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ โดยเฉพาะการขนส่งและการสื่อสาร เช่น เครื่องบิน โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ วิดีโอ ทำให้โลกติดต่อสัมพันธ์กันอย่างเข้มข้น โลกจึงเต็มไปด้วยการหลั่งไหลของผู้คน ภาพลักษณ์ และวัตถุ สิ่งเหล่านี้ส่งต่อข้ามพรมแดน ทำให้เกิดข้อถกเถียงใหม่เกี่ยวกับผลกระทบของสินค้า สื่อ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งมีการอพยพย้ายเข้า ย้ายออกของผู้คนภายในรัฐชาติ

รัฐชาติใช้ soft power เป็นเครื่องมืออย่างไรในการสร้างสำนึกความเป็นชาติให้กับประชากรของตัวเองที่แทรกซึมอยู่ทั่วโลก

อุตสาหกรรมบันเทิงและการโปรโมตผ่านสื่อคือเจตนาที่เกิดขึ้นจากรัฐ หรือจริงๆ แล้วเป็นแค่เรื่องบังเอิญ?

…….

softpower07

soft power ที่ตอนแรกเป็นคำศัพท์ทางรัฐศาสตร์ มาเกี่ยวโยงกับการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม วัฒนธรรม โดยเฉพาะเรื่องสื่อได้อย่างไร

“soft power เป็นคอนเซ็ปต์ทางรัฐศาสตร์สายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โจเซฟ ไนย์ (Joseph Nye) ใช้คอนเซ็ปต์นี้แบ่งว่าอะไรเป็น hard power (อำนาจแข็ง) อะไรเป็น soft power ในการเจรจาต่อรองทางการทูตแบบ hardcore หรือกระแสหลัก เขาก็พูดถึงการเจรจาที่ไม่ได้ใช้กำลัง มีการต่อรอง ประนีประนอม

“อำนาจในทางรัฐศาสตร์มีสามรูปแบบคือ หนึ่ง อำนาจในการปกครอง (ruling power) คืออำนาจที่ใช้จากบนลงล่าง ผู้ปกครองสู่ผู้ถูกปกครอง สอง อำนาจที่ปะทะจากล่างขึ้นบน คือถ้ามีอำนาจก็ต้องมีการต่อต้านอำนาจ เช่น นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) กลุ่มนักเรียนเลวหรือผู้ประท้วง เป็นอำนาจของประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาล ส่วนอำนาจแบบที่ ๓ จะเข้าใจยากหน่อย มาจากนักคิดชื่อ มีแชล ฟูโก (Michel Foucault) เรียกว่า micro physics of power เป็นอำนาจที่มีอยู่ทุกอณูในสังคม คืออำนาจในการสอดส่องดูแลตรวจสอบ สร้างวินัยให้คน ไม่จำเป็นต้องมาจากรัฐ แต่มาจากสถาบันศึกษาที่สร้างให้คนเป็นแรงงานในตลาด สถาบันศาสนาดูแลเรื่องศีลธรรม โรงพยาบาลที่ต้องการจัดการระเบียบคนไข้ ฟูโกพูดถึงวาทกรรมที่ทำให้เรารู้สึกผิดชอบชั่วดี ทำตามกฎ ปัจจุบันเราต้องการอำนาจนี้จัดระเบียบสังคม”

soft power ก็ลอยๆ ปะปนอยู่ในอำนาจทั้งสามนี้ แต่นำมาใช้อย่างแพร่หลายในแง่มุมของการขอความร่วมมือทางการเมืองมากกว่า

“เราอาจต้องพูดถึง hard power ก่อน อำนาจแข็งมองการเมืองว่าเป็นการบังคับ การใช้กำลัง (coercion) ฉะนั้นจะพูดถึงอำนาจทางทหาร (military power) อำนาจทางเศรษฐกิจที่ใช้ห้ามการผูกขาด ห้ามการนำเข้าสินค้า การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (economic sanctions) แต่จะเน้นอำนาจทางทหารเป็นหลัก เพราะความมั่นคงของชาติยังคงเป็นจุดประสงค์สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

“ระบบรัฐชาติเกิดมาตั้งแต่สมัยสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลีย (Treaty of Westphalia) ที่บอกว่าโลกจะแบ่งเป็นรัฐชาติที่มีพรมแดนชัดเจน มีอำนาจอธิปไตยของตัวเอง จนถึงปัจจุบันเรายังไม่มีรัฐบาลที่อยู่เหนือพวกนั้น เพราะฉะนั้นรัฐในโลกจึงมีความโกลาหลอยู่ จริงอยู่ที่มีการร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น องค์การ NATO ประชาคมอาเซียน ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้มีรัฐบาลเดียวปกครองประเทศทั้งหมดในโลกเหมือนรัฐบาลในประเทศที่ปกครองคนในประเทศนั้นๆ

softpower06

“แต่ soft power จะมองแบบ politics as cooperation คือการสร้างหรือขอความร่วมมือ หรือรวมถึง politics as persuasion หรือการโน้มน้าวให้มาร่วมมือกัน สร้างสันติภาพ เรามาคุยกันได้ไหม ทำไมเอะอะต้องส่งกำลังทหาร ดังนั้นพอพูดถึง soft power ก็จะพูดถึงสามประเด็นสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมวัฒนธรรม (cultural industry) สื่อ และการเคลื่อนย้าย (mobility) ที่เชื่อมโยงกับคำว่า การข้ามพรมแดนรัฐชาติ (transnationalism)

“ในแง่มุมของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม สื่อ และการเคลื่อนย้าย เราเห็นได้ชัดเจนว่า มีการใช้สื่อเป็นเครื่องมือโปรโมต เช่นโปรโมตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือเป็นอำนาจอย่างหนึ่ง ที่ไม่ได้เอื้อประโยชน์เพียงแค่เศรษฐกิจของแต่ละประเทศ แต่เป็นการสร้างทุนทางวัฒนธรรมเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวด้วย

“ดังนั้นถ้าจะพูดให้เห็นภาพและเชื่อมโยงกับเป้าประสงค์ของรัฐ การรักษาสถานที่ที่ถือเป็นมรดกโลก เช่น วัดพระแก้ว เกาะรัตนโกสินทร์ การแสดงโขน ฯลฯ ก็เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญของรัฐ

“ในบริบทเช่นนี้ เราอาจเห็นแล้วว่าเมื่อวัฒนธรรมเป็นสินค้าและเป็นทุนอย่างหนึ่ง การใช้ soft power ก็คือการสนับสนุนทุนนี้ อุตสาหกรรมวัฒนธรรมรวมทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าหนังสือวิชาการ การศึกษา ศาสนา วรรณคดี วรรณกรรม เพลง ภาพยนตร์ สื่อ สื่อยุคใหม่ สื่อสังคม สื่ออินเทอร์เน็ต รวมทั้งการสร้างแบรนด์เมืองให้เป็น creative city อย่างกรุงเทพฯ เมืองสร้างสรรค์

“แล้วสื่อก็เกี่ยวกับตัวบุคคล เซเลบริตี ดารา ซึ่งเป็น soft power ที่ทำให้คนคล้อยตาม แต่ยุคปัจจุบันเกิดการเลื่อนไหลของทุนและวัฒนธรรมทางความคิด ที่สำคัญคือการเดินทางไปมาหาสู่สะดวกขึ้น เครื่องมือสื่อสารที่มาพร้อมอินเทอร์เน็ตทำให้เราติดต่อกับคนต่างชาติได้ง่ายขึ้นในยุค mobility

“หรือที่ญี่ปุ่นทำแคมเปญ Good Japan เพราะต้องการจะบอกว่าคนญี่ปุ่นไม่ได้ดูแปลกประหลาด แต่ก่อนญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอาณานิคมในยุคสงครามโลก ถึงแม้จะแพ้สงคราม แต่ญี่ปุ่นก็ปิดประเทศและพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว และหนึ่งในนโยบายของรัฐคือใช้ soft power หรือวัฒนธรรม Good/Beautiful Japan เพื่อโปรโมตความเป็นญี่ปุ่น ชาวอเมริกันมองว่าคนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมที่ต่างจากสหรัฐอเมริกาโดยสิ้นเชิง เช่น ทำไมต้องทำท่าทางประหลาดหรือดูอัธยาศัยดีตลอดเวลา ทำไมมีการ์ตูนแปลกๆ ที่มีความน่ารักผสมความรุนแรง หรือรูปแบบประหลาดๆ ของกลอนไฮกุ แต่ญี่ปุ่นกลับเติบโตอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจทัดเทียมสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้วในยุคสงครามเย็น ทำไมวัฒนธรรมมาจากคนละทางแต่มาจบที่ความเป็นโลกที่ ๑ เหมือนกันได้

“ญี่ปุ่นก็ต้องใช้ soft power เพื่ออธิบายว่านี้เป็นสินทรัพย์ของฉันนะ ฉันเป็นประเทศที่สวยงาม มีอารยธรรม อย่าลืมว่าญี่ปุ่นมีเรื่องความรุนแรงเยอะ เช่น คามิกาเซะ ยากูซ่า ซึ่งเขาพยายามใช้ soft power ที่แสดงออกถึงความอ่อนโยน สุภาพ ความสวยงาม มาบรรเทา”

ปัจจุบันคนมีลักษณะเป็นประชาชนของโลกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแรงงานข้ามชาติ เช่น แม่บ้านฟิลิปปินส์ไปทำงานที่ฮ่องกง หรือคนจีนที่ทำธุรกิจบริษัทข้ามชาติ ตัวแสดงเหล่านี้มีความสำคัญในยุคใหม่เป็นอย่างมาก

โลกมีกลุ่มนักธุรกิจที่ไม่ยึดติดอยู่กับพื้นที่อีกต่อไป เช้าอาจใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านในสหรัฐอเมริกา แต่ไปดินเนอร์กับบริษัทข้ามชาติที่สิงคโปร์ เรามีสายการบิน low-cost มากมาย ที่สร้างการเดินทางท่องเที่ยวให้เป็นกิจกรรมของทุกคน อีกทั้งเรายังสามารถสืบค้นข้อมูลข่าวสารเรื่องท่องเที่ยวได้อย่างไม่สิ้นสุด

สิ่งนี้จึงอธิบายความสัมพันธ์ที่ไม่ได้อยู่ในชาติเหมือนแต่ก่อน ตัวอย่างชัดเจนคือ ชุมชนพลัดถิ่น (diasporas) ในประเทศต่างๆ เช่น คนอินเดียในสหรัฐอเมริกา คนเวียดนามในแคนาดา ที่ soft power จะเริ่มตอบโจทย์กลุ่มนี้ในแง่ที่ว่า พวกเขาจำเป็นต้องมีอุตสาหกรรมวัฒนธรรมหรือสื่อที่ใช้สร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนพลัดถิ่นทั่วโลกเพื่อสร้างความเป็นชาติ

“ตัวอย่างเช่น Bollywood เริ่มแรกคืออุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นในเมืองบอมเบย์ พอเมืองมุมไบ (บอมเบย์เปลี่ยนชื่อเป็นมุมไบใน ค.ศ. ๑๙๙๕) พัฒนาเป็นเมืองสากล รัฐก็เข้ามาแทรกแซงและผลักดันให้เป็นศูนย์กลางภาพยนตร์ระดับโลก เจริญทั้งด้านไอที เทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต ปัจจุบันรัฐบาลพยายามส่งเสริมให้เป็น Global Media industry เพราะมันไม่ได้เติบโตแค่สื่อภาพยนตร์ แต่สื่อเพลง ดนตรีก็บูมหมด แต่คนที่ทำให้ Bollywood ประสบความสำเร็จคือแฟนคลับในชุมชนพลัดถิ่นที่กระจายอยู่ทั่วโลก มีหนัง Bollywood ที่พูดถึงความเป็นชาติ ความเป็นบ้าน การโหยหาอยากกลับบ้าน เหล่านี้ก็มองเป็น soft power ได้”

softpower05

อาจารย์กีรติเล่าต่อว่า ในทัศนะของเขา ความคาดหวังของรัฐในการใช้ soft power หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมสื่ออาจเกิดจากเหตุผลหลักๆ คือต้องการให้อุตสาหกรรมสื่อนั้นเจริญเติบโต แต่ถ้ามองในมุมของการส่งออกวัฒนธรรมว่าเป็น soft power ที่รัฐตั้งใจหรือไม่ ก็อาจต้องกลับไปศึกษาให้ละเอียดจริงๆ ก่อน เช่น การที่ละครไทยโด่งดังในภูมิภาคอาเซียน ในประเทศลาว กัมพูชา หรือที่ประเทศเกาหลีใต้ส่งออกซีรีส์จนติดงอมแงมกันทั่วโลก สร้างเม็ดเงินมหาศาลจากวงบอยแบนด์และเกิร์ลกรุ๊ป จนเกาหลีใต้สร้างตัวตนขึ้นมาชัดเจน

“soft power มีทั้งด้านในกับด้านนอก ด้านในคือทำในรัฐตัวเอง ตัวอย่างสำคัญเช่น การสร้างบุคลิกผู้ชายที่เป็นอปป้า (oppa แปลว่า พี่ชายในภาษาเกาหลีใต้) รัฐบาลเกาหลีใต้มีนโยบายใช้ความเป็นสุภาพบุรุษที่คนไทยและคนต่างชาติหลงใหลเพื่อลดทอนความรุนแรง เพราะในสังคมเกาหลีใต้จริงๆ เป็นสังคมปิตาธิปไตยที่มีความรุนแรงทางเพศ แล้วผู้หญิงเกาหลีใต้ก็ต่อต้านโดยการเป็นหม้าย แยกตัวออกมาเป็นผู้หญิงทำงาน ไม่ต้องการแต่งงาน รัฐบาลจึงสร้างสิ่งนี้มาเป็น soft power คือไม่ทำให้หายไปได้โดยอัตโนมัติ แต่ช่วยบรรเทา ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศ

“soft power ด้านนอกเกี่ยวกับ mobility และการส่งออกวัฒนธรรม คือทำเพื่อตอบโจทย์ชุมชนพลัดถิ่น เช่น คนเกาหลีใต้พลัดถิ่น สมัยก่อนคนเอเชียโดยเฉพาะผู้ชายถูกมองว่ามีความเป็นผู้หญิง (feminine) ดูเป็นเนิร์ด การที่รัฐบาลจะทำให้คนเกาหลีใต้ในสหรัฐอเมริกาหรือในยุโรปดูดีได้ ก็คือ soft power คือ transnationalism ที่เชื่อมโยงไปทั่วโลก ไม่ได้แค่กระจุกตัวอยู่ในประเทศ

“ประเด็นยากคือต้องดูเจตนารมณ์ มันมีนโยบายที่ผลักดันโดยใคร ภาคเอกชนหรือภาครัฐบาล หรือเกิดโดยบังเอิญ เช่น การบอกว่าวง BTS ถูกสร้างเป็นบอยแบนด์ในระดับโลกโดยใช้เวลาวางแผน ๒๐ ปี และเป็น soft power อาจจะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน

“มันอาจเป็น soft power บางช่วงเวลา เพราะมีองค์ประกอบหลายอย่างโน้มนำไปทางนั้น วง BTS โตในเกาหลีใต้ก่อน และโชคดีที่เจอหัวหน้าค่ายที่ต้องการไประดับโลก หลังจากดังในญี่ปุ่นแล้ว ค่ายเพลงก็ผลักดันให้เข้าสู่ตลาดเพลงฝรั่ง”

ข้อมูลจากนิตยสาร Forbes ระบุว่า ปัจจุบันวง BTS ทำยอดขายอัลบัมแซงวงเดอะบีเทิลส์และ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ในชาร์ตเพลงบิลบอร์ดเมื่อราวเดือนมกราคม ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา และสั่นสะเทือนไปไกลมากกว่าอุตสาหกรรมดนตรี นั่นคือ วง BTS ได้เป็นตัวแทนกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติครั้งที่ ๗๖

softpower04

“หากเราย้อนดูประวัติศาสตร์ของวงเดอะบีเทิลส์ จะเห็นทิศทางเดียวกันที่เกิดด้วยความบังเอิญ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นผู้ประกอบการของอุตสาหกรรมของอังกฤษที่ต้องการสร้างวัฒนธรรมป็อปขึ้นมา ก็เลยส่งวงสี่เต่าทองที่อยู่ดีๆ ก็ใส่สูทขึ้นมาร้องเพลง แล้วก็ดังถล่มทลาย หลังจากนั้นก็ไม่มีบอยแบนด์วงไหนสู้ได้อีก จนกระทั่งมาเจอ BTS ที่มีแฟนคลับอยู่ทั่วโลก แล้วก็เป็นกลุ่มเล่นอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่า Army ซึ่งถ้ามองโดยความเป็นสัญลักษณ์ เราคิดว่ามันเข้ากรอบ soft power ได้”

กลับมาที่ประเทศไทยสักนิด อาจารย์กีรติให้ความเห็นว่า อาจยังพิสูจน์ไม่ได้ชัดเจนว่ารัฐต้องการสร้าง soft power นอกจากเรื่องท่องเที่ยวกับพวกสินค้า OTOP

“แต่มีปรากฏการณ์ที่สื่อไทยต้องการผลักดันตัวเอง เช่นร่วมมือกับผู้กำกับไต้หวัน แล้วสื่อไทยก็ไปดังที่ลาตินอเมริกา หนังไทยขึ้นอันดับใน Netflix เม็กซิโก เหมือนซีรีส์วายของไทยไปดังที่จีน ฟิลิปปินส์ ก็เหมือน soft power กำลังเริ่มก่อตัว แต่อนาคตจะไปทิศทางไหน เราต้องดูว่ามีตัวแสดงอื่นกระโดดเข้ามาหรือเปล่า อย่าง Bollywood พัฒนามานานแล้ว พอรัฐเห็นจังหวะและเห็นด้วยว่าด้านไอทีก็โต เมืองก็ทันสมัย และชาวอินเดียก็ไปอยู่ทั่วโลกจึงสนับสนุน

“เราอาจดูได้แค่ว่าเขาต้องการจะเป็นสากล (cosmopolitan) แค่ไหน เช่น เรื่องการเมืองหรือการเคลื่อนไหว ถ้าคุณมีเจตนารมณ์ที่เป็นสากล ต้องการสร้างความสัมพันธ์ของคนทั่วโลกผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องการให้การเคลื่อนไหวนี้อยู่ที่เมืองนี้หรือประเทศนี้เท่านั้น”

ดังนั้นปรากฏการณ์การส่งออกวัฒนธรรมนี้ ไม่ว่าจะเพื่อตอบโจทย์คนเกาหลีพลัดถิ่น คนอินเดียพลัดถิ่น หรือเพื่อเป้าประสงค์ของรัฐที่อยากให้อุตสาหกรรมสื่อในประเทศเบ่งบาน ก็บ่งบอกได้ดีถึงอำนาจในการโน้มน้าวให้ประชากรทั่วโลกเห็น “ตัวตน” ของชาตินั้นๆ มากขึ้น