
แม้ว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดส่วนมากมักเป็นการเล่าเรื่องราวทางพุทธศาสนา เช่นพุทธประวัติ ชาดก คติจักรวาล แต่นอกจากภาพพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และตัวละครที่กล่าวถึงในเรื่อง ยังมักมีบุคคลอื่นแทรกด้วยด้วย โดยเฉพาะที่เป็นส่วนประดับตกแต่งอันไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องโดยตรง อย่างที่ศัพท์ช่างไทยเรียกว่า “ภาพกาก” คือเป็น “ตัวประกอบ” หรือ “หมู่มวล” ที่เป็น “บุคคลนิรนาม” ผู้ไม่ปรากฏชื่อในเรื่อง เช่น พลทหาร นางกำนัล ชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้า และเด็กๆ
จิตรกรมักจะเขียน “ภาพกาก” เหล่านี้ ให้กำลังประกอบกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ซื้อขายข้าวของ ยืนชมมหรสพ เดินไปเดินมา ตักน้ำตำข้าว พูดคุยเล่นหัว รวมทั้งยังเพิ่มเติมอารมณ์ความรู้สึกเข้าไปในสีหน้าท่าทาง ซึ่งบ่อยครั้งก็ดูน่าขบขัน สัปดี้สีประดน
ในทัศนะของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (ซี. เฟโรจี) รายละเอียดเหล่านี้ มีคุณค่าในฐานะช่วยฉายภาพอดีตให้เราได้เห็น ดังที่ท่านกล่าวไว้ในหนังสือ “คุณค่าของจิตรกรรมฝาผนัง” (2502) ว่า
“ภาพเขียนเหล่านี้ ยังเป็นตำนานอันซื่อสัตย์ที่จารึกไว้ซึ่งเรื่องราวอันเป็นจริง ซึ่งจารีต ประเพณี และระเบียบแบบแผน ที่มีอยู่ในอดีต ด้วยเหตุนี้ ภาพเขียนเหล่านี้ จึงเป็นของมีค่าในการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี เช่น ภาพพระสถูปเจดีย์ที่ตบแต่งประดับประดาไว้อย่างสวยงาม มีรูปพระพุทธเจ้า หรือพระโพธิสัตว์ ซึ่งบรรดาทวยเทพ จ้าวนาย หรือชนสามัญ พากันมาสักการบูชา ภาพพระมหากษัตริย์ทรงขัตติยาภรณ์ เสด็จออกท่ามกลางเสวกามาตย์ราชปุโรหิต ภายในพระราชวังอันโอ่อ่า ภาพป้อมปราการมีผิวพื้นผนังฉาบทาด้วยปูนขาวอย่างน่าดูตามแบบของไทย มีประตูเข้าออก ภาพบรรดาฝูงชนมากมายพากันเดินไปมา บ้างก็พักผ่อน บ้างก็ประกอบการงาน บ้างก็สนทนาปราศรัยกัน บ้างก็เล่นหัวสนุกสนาน ภาพป่าดงพงไพร อันเป็นที่อยู่ของหมู่กินรีกินรา สัตว์ในนิยาย มีสัตว์ทุกชนิด นับตั้งแต่ช้างตัวมหึมา ลงมาจนถึงกระรอกกระแตตัวเล็กๆ ช่วยให้แนวไพรมีชีวิตชีวาขึ้น ภาพในชนบท มีทุ่งข้าวกว้างใหญ่ไพศาล มีกระท่อมชาวนา มีสัตว์เลี้ยง หรือความเป็นอยู่ของประชาชนตามริมแม่น้ำลำธาร มีเรือพายไปมาตามลำคลองอันคดเคี้ยว…”
คำอธิบายทำนองนี้ยังสืบทอดมาจนถึงบรรดาลูกศิษย์ของศาสตราจารย์ศิลป์ด้วย เช่นในบทความ “จิตรกรรมฝาผนังไทยในฝั่งธนบุรี” (2526) อาจารย์สุรศักดิ์ เจริญวงศ์ กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า
“แม้ภาพจะแสดงเกี่ยวกับเรื่องราวทางศาสนาและตำนานตามพระคัมภีร์ แต่นอกจากรูปปราสาทราชมณเฑียร หรือรูปทรงพระ นาง ที่ต้องดำเนินไปตามจุดหมายแห่งเรื่องราวนั้นๆ แล้ว รูปทรงอื่นๆ เช่นอาคารส่วนรองประเภทกำแพง ซุ้มประตู บ้านเรือน รูปทรงคน เช่น ชาวบ้าน ขุนนาง รูปทรงสัตว์ ต้นไม้ และรวมทั้งรูปทรงสิ่งของเครื่องใช้ประจำวัน ช่างก็จะจำลองจากสิ่งที่เป็นจริงในยุคนั้นๆ ออกมา ภาพจิตรกรรมฝาผนังในยุคนี้จึงแสดงคติความเชื่อ ระเบียบประเพณี ชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมในยุคนั้น แม้กระทั่งบรรยากาศอันร่มเย็น ความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์และภูมิประเทศของไทยออกมาอย่างชัดเจน”
หากแต่ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ตกทอดมาจนถึงยุคสมัยปัจจุบันของเรา เป็น “ตำนานอันซื่อสัตย์ที่จารึกไว้ซึ่งเรื่องราวอันเป็นจริง” โดย“ช่างก็จะจำลองจากสิ่งที่เป็นจริงในยุคนั้นๆ ออกมา” เสมอไปหรือไม่ ? เพราะกว่าจะมีผลสำเร็จมาเป็นภาพเขียน ยังต้องผ่านกระบวนการคัดสรร การตัดสินใจของช่าง (และเจ้าของงาน) ว่าจะวาดอะไรลงไปบ้าง ย่อมมิใช่การบันทึกรายละเอียดทุกสิ่งราวกับลั่นชัตเตอร์กล้องถ่ายรูป
ตัวอย่างเช่นพุทธศาสนิกชนล้วนตระหนักดีว่าเรื่องราวชาดกหรือพุทธประวัติ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เมื่อนานแสนนานมาแล้ว ดังนั้น หากใครต้องการจะวาดภาพ ควรนำเสนอเรื่องราวเหล่านั้นเช่นไร จะให้บุคคลในเรื่องแต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนคนร่วมยุคที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน หรือจะเลือกวาดให้สวมเสื้อผ้าแบบที่คิดว่าเป็นของโบราณ ให้สมกับที่เป็นเรื่องซึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งกระโน้น
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังนั้น กำลังบอกเล่าเรื่องของใคร ที่ไหน เมื่อใด แล้วเราจะเชื่อถือภาพจิตรกรรมนั้น ในฐานะ “ของมีค่าในการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์” ได้แค่ไหน เพียงใด

