ธรรมวัตร นันทะวรการ : เขียน
ดรัณภพ แช่มมี : ภาพ

บันทึกจากกองขยะ
ภูเขาขยะตั้งสูงกลางตำบลแพรกษาใหม่ อยู่ร่วมกับคนในชุมชนแม้จะรับได้หรือไม่ก็ตาม

มือผมเริ่มสั่น น้ำหนักถุงดำที่ถืออยู่คล้ายจะเพิ่มขึ้น ถังขยะใบเดิมตั้งอยู่ไม่ไกล ช่วงเวลาฝ่าฟันความเหนื่อยล้าออกไปทิ้งขยะนี้เองที่ผมได้พบกับบันทึกเล่มนี้

บันทึกเล่มเล็กกว่าฝ่ามือซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อนวางรวมอยู่กับกองหนังสือเก่า รู้ตัวอีกทีผมก็เริ่มเปิดหน้ากระดาษเก่าเขรอะนั้น

บันทึกจากกองขยะ หน้าปกเขียนไว้โดยไม่มีการตกแต่งใดนอกจากรอยขีดย้ำใต้คำ

ความบางของกระดาษทำให้ต้องเปิดอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ กลางหน้าเขียนว่า “ชีวิตคนกับขยะ” บรรทัดต่อมาคือ “บันทึกเล่มนี้บอกเล่าชีวิตผู้เกี่ยวข้องกับขยะ เพื่อสร้างการรับรู้และตระหนักรู้เรื่องขยะผ่านชีวิตคนที่แวดล้อม”มุมซ้ายล่างระบุว่าเนื้อหาแบ่งออกเป็นสามส่วน ประกอบด้วยผู้อาศัยอยู่ใกล้กองขยะ ผู้สร้างรายได้จากการขายขยะ และผู้เก็บของเก่า

garbagediary2
กองขยะร้านขายของเก่าข้างโรงขยะอ่อนนุช
garbagediary3
หน้าบ้านผู้อาศัยในซอยอ่อนนุช 86 ที่ตั้งของโรงขยะอ่อนนุช ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ
garbagediary4
คุณยายบัติผู้เลี้ยงตัวเองด้วยการเก็บขยะและของเก่า

บทนำ : ชีวิตกับกลิ่นที่ชินชา

“ผู้อยู่อาศัยใกล้ขยะต้องเผชิญความเสี่ยงมาก นี่เป็นเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ ในสังคมขนาดใหญ่”

ตำบลแพรกษาใหม่ จังหวัดสมุทรปราการ ต้อนรับผมด้วยวิวภูเขาซึ่งหาไม่ได้ในเมืองใหญ่ แต่เป็นภูเขาของเศษสิ่งทิ้งขว้างจากชาวเมืองสูงเสียดเมฆ มิใช่สีเขียวขจีตามธรรมชาติ

กองขยะใหญ่โตมโหฬารสูงราวกำแพงเมืองนี้คือ “บ่อขยะแพรกษา” ซึ่งรองรับขยะจำนวนมหาศาลจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหลายแห่งในจังหวัดสมุทรปราการ ภายใต้การจัดการของบริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด

ความมหึมาของภูเขาขยะทำให้ผมสงสัยการทำงานของประสาทรับกลิ่นของตนเอง เพราะจมูกเหมือนจะไม่ได้กลิ่นใดทั้งที่มีขยะจำนวนมากสุดในชีวิตอยู่ตรงหน้า ผมนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนจะนั่งรถมายังแพรกษาใหม่

สามชั่วโมงก่อนหน้า

สายลมยามสายโชยพัดมากระทบใบหน้าผมทันทีหลังก้าวขาลงจากรถ ณ ปากซอย อ่อนนุช 86 กรุงเทพมหานคร ลมไม่ได้พัดหอบความเย็นมาให้พอคลายร้อน แต่มีบางสิ่งที่จมูกรับรู้ได้ว่าไม่ปรกติ ยิ่งเดินลึกเข้าไปในซอย ยิ่งชัดขึ้นว่าเป็นกลิ่นขยะ

กลิ่นเหม็นเปรี้ยวชวนเวียนหัวลอยคละคลุ้งไปกับกลิ่นจากรถขยะหลายคันที่วิ่งนำหน้าผมเข้าไป สมชื่อ “ซอยโรงขยะ” เพราะเป็นที่ตั้งของศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช หรือโรงขยะอ่อนนุช ซึ่งเปิดทำการมาหลายทศวรรษ โรงขยะแห่งนี้รับหน้าที่กำจัดขยะหลักของชาวกรุงเทพฯ ราว 3,400-4,000 ตันต่อวัน ซึ่งเป็นต้นตอปัญหามลพิษทางกลิ่นจนได้รับการร้องเรียนจากผู้อยู่อาศัยโดยรอบอยู่บ่อยครั้ง

ที่อยู่อาศัยเริ่มปรากฏขึ้นตามสองข้างทาง กองขยะเฉพาะประเภทหน้าบ้านบางหลัง ป้ายร้านอาหารที่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา หรือสินค้าร้านสะดวกซื้อ สะท้อนว่าแต่ละชีวิตต่างต้องทำมาหากินเพื่อความอยู่รอดต่อไปแม้อยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้

“สถานีขนถ่ายมูลฝอยอ่อนนุช” ป้ายสีเขียวตัวหนังสือสีเงินมาพร้อมกลิ่นเหม็นที่ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเข้าใกล้ ผมหันมองทัศนียภาพโดยรอบที่ไม่ชินตานัก ถุงขยะสีดำมันวาวกองเล็กใหญ่กระจุกกันบนทางเท้า บางส่วนล้นจากถุงหรือวางกองนอกถุง บางส่วนเน่าเสียส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ พื้นถนนมีร่องรอยน้ำเสียจากรถขยะ

ผมเดินเลี้ยวเข้าซอยเล็กถัดจากโรงขยะไม่กี่ร้อยเมตร ขณะลมพัดความฉุนของขยะโชยมาเป็นระยะ เสียงเพลงลูกทุ่งจากบ้านหน้าปากซอยก็ดังต้อนรับควบคู่กันไป ตรงหน้าคือชุมชนขนาดย่อมอันสงบเงียบ บ้านเรือนหลายหลังเรียงขนานตามแนวถนน

แม้ขึ้นชื่อว่าซอยโรงขยะ แต่กิจวัตรประจำวันของชุมชนขนาด 40 หลังคาเรือนแห่งนี้จำต้องดำเนินต่อ ผมได้พูดคุยเรื่องกลิ่นขยะกับ “อ๊ะและฮวา” สองหญิงวัยไล่เลี่ยผู้มีศักดิ์เป็นน้าและหลาน

“กลิ่นมีเป็นบางครั้ง เวลาฝนลง อากาศชื้น ๆ ลมแรง ๆ ก็มีกลิ่นขยะลอยมาแบบนี้… แต่เราก็อยู่ได้ ไม่ได้เดือดร้อนอะไร” อ๊ะอธิบายว่ากลิ่นขยะเป็นเรื่องปรกติของคนที่นี่ ช่วงฝนพรำตามฤดูอาจมีกลิ่นแรงบ้าง แต่แก้ได้โดยการอยู่ในบ้านและปิดประตูหน้าต่างให้ดี

“กลิ่นมีอยู่แล้ว หน้าฝนจะเยอะ ถ้าไม่ใช่หน้าฝนไม่ค่อยเท่าไรหรอก” ฮวาตอบขณะตากผ้า อาจเพราะเธอต้องทำงานหกวันต่อสัปดาห์ จึงไม่มีเวลาอยู่บ้านมากนัก

อ๊ะหัวเราะเบา ๆ พร้อมคลี่ยิ้มหลังผมพูดถึงกลิ่นขยะที่ตีจมูกตั้งแต่หน้าซอย พลางเน้นย้ำว่ากลิ่นเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญหา อาจเพราะเธออยู่ในพื้นที่มานานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต “เมื่อก่อนนี้ป้าวิ่งรถผ่านก็ได้กลิ่นเหมือนกัน แต่พอมาอยู่แล้ว 20 กว่าปีก็ชินไป” สีหน้าของเธอคล้ายระลึกถึงความทรงจำบางอย่าง

จมูกผมเองก็เริ่มชินกับกลิ่นเหม็นของขยะภายในเวลาชั่วโมงเศษที่เดินเตร่อยู่ในซอยอ่อนนุช 86 ไม่ต่างจากผู้อาศัยบริเวณนี้

garbagediary5
ป้ากุ้งกำลังคัดแยกพลาสติก เป็นงานเสริมที่สร้างรายได้ให้ผู้สูงอายุในชุมชน
garbagediary6
คุณป้าในชุมชนกองขยะหนองแขม กำลังขัดทำความสะอาดรองเท้าจากกองขยะเพื่อนำไปขาย
garbagediary7
ลุงต้นและป้าต้น คู่สามีภรรยานำเสื้อผ้าที่ซื้อต่อจากกองขยะมาซักและตาก เป็นรายได้หลักของครอบครัว
garbagediary8
ป้าตุ๊กในชุมชนกองขยะหนองแขม กำลังเลือกขยะและของเก่าที่ยังพอใช้ได้ เพื่อนำมาทำความสะอาดและขายต่อ

บทตาม : ชุมชนขยะคืนชีพ

“ผู้สร้างรายได้จากการขายขยะเองก็จำเป็นในระบบรีไซเคิลขยะ ขาดไปไม่ได้”

ตลอดเส้นถนนพุทธมณฑลสาย 3 วิวทิวทัศน์ยังละม้ายคล้ายในเมือง แต่ตึกสูงบางตาลง เมื่อเลี้ยวเข้าสู่ซอย 3 และซอย 5 เป็นที่ตั้งของ “ชุมชนกองขยะหนองแขม” ซึ่งบรรยากาศและทัศนียภาพขัดกับคำว่า “กองขยะ”

ก่อนผมเดินทางเข้าสู่พื้นที่ชุมชนกองขยะหนองแขม ภาพในหัวยังไม่ชัดเจนนักว่าจะมีอะไรรออยู่ รู้เพียงว่าชุมชนแห่งนี้มีผู้ทำหน้าที่ “คืนชีพ” ให้ขยะ

ผมได้พบกับ “บู้” บรรจง แซ่อึ้ง ประธานชุมชนกองขยะหนองแขม ผู้มีความผูกพันกับชุมชนแห่งนี้มาแต่ครั้งยังเยาว์ จึงอาสาพัฒนาและดูแลความเป็นอยู่ของชาวบ้านมาตลอด 30 ปี

“สมัยก่อน ขยะมาทิ้งที่หนองแขม 3,200 ตันต่อวัน ชาวบ้านก็คุ้ยขยะ มีทั้งคนดั้งเดิม คนจากกองขยะดินแดง คนจากภาคอีสาน จากอ่างทอง จากสุพรรณฯ เข้ามาเก็บขยะเพื่อยังชีพ” บู้อธิบายความเป็นมาของชุมชนแห่งนี้ ซึ่งอดีตเคยเป็นชุมชนแออัด แม้กองขยะจะเป็นพื้นที่ให้ชาวบ้านมาคุ้ยหาของประทังชีพ แต่ก็มีผลกระทบด้านมลภาวะ

ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้เปลี่ยนไปภายใต้การนำของบู้ ภาพชุมชนที่เปรอะเปื้อนด้วยมลทินจากขยะ ยาเสพติด และความแออัด กลายเป็นชุมชนที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบมากขึ้น

“พวกเราทำมาหากินกับขยะเพื่อยังชีพ พวกเรามีประโยชน์ต่อสังคม ต่อสิ่งแวดล้อม เรารีไซเคิลขยะมา 30-40 ปี ตั้งแต่หนุ่มสาวยันแก่เฒ่า การรีไซเคิลนี่คือการยังชีพ และการยังชีพนี้มีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ต่อเศรษฐกิจ” คุณค่าของชาวชุมชนกองขยะในมุมมองของบู้ทำให้ผมอยากเห็นการคืนชีพให้สิ่งที่คนทิ้งขว้างเพื่อสร้างรายได้ มอบประโยชน์แก่สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

ชาวบ้านในชุมชนกองขยะหนองแขมจะซื้อขยะเพื่อนำมาคัดแยกคุณภาพ แล้วจึงทำความสะอาดเพื่อรีไซเคิล ราวกับเฟ้นหาคุณค่าที่ยังหลงเหลือของสิ่งที่ทิ้งขว้าง อย่างการทำงานของ “นึงและตุ๊ก” คู่พี่น้องวัยกลางคน ผู้มีหน้าที่พิจารณาว่าของเก่าชิ้นใดยังใช้งานได้ จากนั้นจึงปัด เช็ด ถู ล้าง และตากตามความเหมาะสม ก่อนจะนำไปขายมือสองในตลาดนัด

“ที่เขาเอามาส่งนี่เลอะมาก เราก็เอามาล้าง ถ้าล้างไม่ได้ก็เช็ดอย่างเดียว” นึงพูดถึงกระบวนการจัดการขยะ พลางเพ่งพินิจกระเป๋าสะพายสีดำใบซีด ก่อนจะหยิบผ้าขี้ริ้วสีแดงมาเช็ดทุกซอกมุมอย่างไม่รีบเร่ง รอบตัวเธอห้อมล้อมด้วยกองข้าวของเครื่องใช้หลากหลายชนิด ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ หลายชิ้นไม่ต่างจากของใหม่แกะกล่อง

ผมนั่งมองนึงและตุ๊กจัดการกับกองสิ่งของรอบตัว พลางครุ่นคิดว่าเหตุใดคนทิ้งถึงไม่ให้คุณค่าแก่ของเหล่านี้

“เนี่ย อย่างชิ้นนี้ หนูมองว่ามันสะอาดไหมล่ะ นี่ขนาดว่าเขาทิ้งมา” ตุ๊กหันมาถามก่อนจะยื่นให้ดู ผมพยักหน้าพร้อมเพ่งพินิจกล่องข้าวสีชมพูสดใส ฝายังอยู่ ชิ้นส่วนยังครบ มีช้อนส้อมกับตะเกียบ ไร้ส่วนแตกหัก ไม่มีรูรั่วหรือรอยบิ่น

“บางทีมันก็ยังมีค่าสำหรับเรา แต่สำหรับเขาไม่ เขาก็โยนทิ้งแล้วไง เขาเลือกได้ไง แต่อย่างเราเลือกไม่ได้” ตุ๊กกล่าว

garbagediary9
กมกระดานเล็กสภาพไม่แย่ในกองขยะของเก่ามอบรอยยิ้มให้ป้าตุ๊ก
garbagediary10
บรรยากาศชุมชนกองขยะหนองแขมที่อยู่ร่วมกับขยะและพัฒนาไปด้วยกัน

บทท้าย : ลมหายใจของหญิงชรากับหมาจร

“ผู้เก็บของเก่ามีเหตุมีผลที่ต่างกันไปในการเลือกมาเก็บ คนนี้เรียกว่าเหนือความคาดหมาย”

หากขับรถลัดเลาะไปตามถนนอนุสรณ์ประเสริฐ ทะลุออกไทรม้าซอย 7 ในจังหวัดนนทบุรี คุณอาจสะดุดตากับภาพหญิงชราปั่นจักรยานพ่วงสีแดงอย่างคล่องแคล่ว ตะกร้าหลังมีขวดน้ำดื่มพลาสติกขนาดใหญ่เล็กต่างกันสองสามขวด ข้างๆ มีถุงใส่ขวดหรือกระป๋องน้ำอัดลมเปล่าที่เธอเก็บมา พร้อมถุงพลาสติกบรรจุข้าวสวยผสมเนื้อสัตว์ซึ่งเป็นอาหารของเหล่าสุนัขจรจัดที่เธอเฝ้าเลี้ยงดูมาทั้งชีวิต

ผมพบกับ สมบัติ กรุดสายสะอาด หญิงชราวัย 82 ครั้งแรกระหว่างนั่งรถ เธอปรากฏตัวคู่กับจักรยานคันเก่ง สวมเสื้อลายดอกและผ้าถุงลายไทย ก้ม ๆ เงย ๆ บริเวณกองขยะที่มีผืนผ้าพลาสติกคลุม เธอบอกผมว่านั่นคือจุดพักขยะก่อนนำไปขาย

“ถ้าไม่มีหมาก็ไม่อะไรมากหรอก ข้าวห้าบาทเนี่ยก็กินไม่หมดเลยมื้อหนึ่ง” สมบัติให้ความสำคัญกับชีวิตสุนัขจรจัดมากกว่าตัวเธอเอง คนในซอยรู้จักในนาม “ยายบัติ คนเลี้ยงหมา”เพราะช่วง 4 โมงเย็นคือเวลาออกจากห้องเช่าไปให้อาหารสุนัขจรจัดหลายสิบตัวตามพงหญ้า ข้างถนน หรือตามตรอกซอกซอย เธอทำกิจวัตรนี้ทุกวันแม้สุขภาพไม่เอื้ออำนวย

“ฉันเลี้ยงมา 40-50 ปีแล้ว เมื่อก่อนบ้านอยู่ในสวนตรงนี้ มีหมาเกือบ 100 ตัวเลี้ยงไว้ที่บ้าน ที่เลี้ยงนี่หมาจรจัดทั้งนั้น” สมบัติพูดพร้อมชี้ไปยังบริเวณที่เคยอยู่อาศัย ผมจึงเข้าใจเหตุผลที่เธอผูกพันกับเหล่าสุนัขจรจัด เพราะอดีตเคยเลี้ยงกับแฟนอยู่ร่วม 100 ตัว

ผมถามว่านำอาหารไปให้บริเวณไหนบ้าง สมบัติจึงบอกเส้นทางที่ปั่นจักรยานให้อาหารในทุกเย็น เธอจำได้หมดว่าบริเวณไหนมีสุนัขอยู่บ้าง “ตรงในป่าโล่ง ๆ ฝั่งโน้นก็มี หมาอยู่ในนั้นแต่มันไม่กล้าออกมา ป้าก็เดินบุกน้ำลุยโคลนเอาไปให้มันกิน”

ขยะที่สมบัติเก็บมาด้วยน้ำพักน้ำแรงคือแหล่งรายได้หลัก แต่ด้วยข้อจำกัดด้านอายุกับสุขภาพเข่า จึงไม่สามารถปั่นจักรยานนำไปขายด้วยตัวเอง ต้องรอให้ขยะที่จุดพักมีมากพอแล้วค่อยเรียกผู้ซื้อเจ้าประจำมาเก็บประมาณเดือนละครั้ง ได้เงินครั้งละ 300-400 บาท ซึ่งส่วนหนึ่งจะแบ่งมาซื้ออาหารให้เหล่าหมาจรจัด

ขวดพลาสติกเปล่า กระป๋องน้ำอัดลม กองกระดาษ และขยะอีกหลายประเภทคือสิ่งที่สมบัติเก็บได้ตลอดเส้นทาง ขยะจึงเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงเธอกับสุนัขจรจัด เนื่องจากเธอใช้ชีวิตเพียงลำพัง สุนัขเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวที่เป็นดั่งเหตุผลในการมีชีวิตอยู่

“มันสงสารเขาไง พอเราไม่ไปให้เขาเนี่ย หลับตาเห็นภาพเขามานั่งคอยเรา ไม่สบายยังไงไม่รู้ ปวดหัว ปวดตัว ปวดขา ปวดหลัง กินยาแล้วก็นอนพักสักแป๊ปหนึ่ง พอไปได้ต้องไปแล้ว อยู่ไม่ได้ ต้องเอาอาหารไปให้เขา มันทนไม่ได้ ทำใจไม่ได้”

หากหญิงชราผู้นี้ไม่ได้เก็บขยะ รายได้คงไม่พอหาเลี้ยงอีกหลายชีวิต แล้วเธอคงไม่เหลือสิ่งยึดเหนี่ยวอีกต่อไป

เย็นวันหนึ่งผมนั่งรถผ่านขณะสมบัติกำลังหอบหิ้วถุงเศษอาหารไปให้สุนัขจรจัดที่ “กลัวคน” แม้กระทั่งเธอผู้ให้อาหารมานาน เธอเดินโขยกเขยกฝ่าพงหญ้าสูงลึกจากถนนเข้าไปหลายสิบเมตร สุนัขหกตัวยืนอยู่ บางตัวกระดิกหาง แลบลิ้นน้อย ๆ ด้วยความยินดีที่ได้เห็นหญิงชราอีกครั้ง เธอใช้กระสอบปูเป็นถาดอาหาร แล้วจึงแกะถุงพลาสติกที่ถือมาตลอดทาง เมื่อเธอหันหลังกลับออกจากพื้นที่รกชัฏ สุนัขสองสามตัวก็วิ่งโร่เข้ามาหาถาดอาหาร

บันทึกสิ้นสุดลงที่ประโยคดังกล่าว หลากหลายชีวิตในบันทึกอาจจบลง แต่ชีวิตก็ยังต้องเดินหน้าต่อ

ข้าพเจ้ามองถุงพลาสติกขนาดกลางในมือ ด้านหน้าประดับด้วยโลโกร้านสะดวกซื้อชื่อดัง ภายในบรรจุทั้งขวดพลาสติกหน้าตาบู้บี้ กระดาษชำระเปรอะคราบน้ำมันจากห้องครัว และถุงขนมขบเคี้ยวหลายห่อจนเกือบล้น ปลายทางคือถังขยะสีดำสนิท

ขยะในถังบ้างเหม็นบูด บ้างเน่าเสีย บ้างปะปนกันหลายประเภท บ้างถูกทิ้งทั้งที่ยังใช้งานได้ ซึ่งจะเดินทางไปยังบ่อขยะหรือโรงขยะที่แม้มีการจัดการควบคุม แต่ก็สร้างมลพิษแก่ผู้อาศัยบริเวณใกล้เคียง บางส่วนอาจส่งต่อไปยังผู้คัดแยกขยะเพื่อหาคุณค่าที่ยังพอหลงเหลือ หรือบางส่วนอาจช่วยให้บางคนดำรงชีพต่อได้

การตระหนักถึงขยะในมือก่อนทิ้งลงถังและการแยกประเภทขยะจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราทุกคนในฐานะ “ผู้ทิ้ง” ต้องรับผิดชอบการกำจัดขยะร่วมกัน

“ขยะนั้นมีหลากหลาย แต่ชีวิตคนที่เกี่ยวข้องกับขยะก็หลากหลายไม่แพ้กัน”

บรรณานุกรม

กัญมณฑ์ แต้มวิโรจน์. (2566, 18 ธันวาคม). ภูเขาขยะแพรกษาใหม่ ปัญหาในลมหายใจ ที่คนอยู่ใกล้ไม่มีใครอยากพูดถึง. ไทยรัฐพลัส. https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/104036

iGreen. (2025, 7 March). โรงขยะอ่อนนุช’ จ่อปิดฉากปี 69 มลพิษจะสิ้นสุดลง?. https://www.igreenstory.co/pollution-5/#google_vignette

ผู้เขียนขอขอบคุณ

  • คุณป้าอ๊ะและคุณป้าฮวา ชาวบ้านซอยอ่อนนุช 86 และชาวบ้านซอยอ่อนนุช 88
  • คุณลุงบู้ บรรณจง แซ่อึ้ง และชาวบ้านในชุมชนกองขยะหนองแขม
  • คุณยายสมบัติ กรุดสายอะอาด
  • และผู้ที่ชีวิตเกี่ยวข้องกับขยะทุกท่าน