โดย : พินนพร พลทม

ท่ามกลางเมืองหลวงที่กว้างใหญ่ วุ่นวายแต่มากมายในเรื่องโอกาส ในทุกจังหวะที่ผู้คนต้องเร่งรีบ เพื่อนที่โตมาด้วยกันที่ต่างหวัดมักชอบพูดว่า “อยู่กรุงเทพมหานครจะไปเดินช้าเหมือนอยู่บ้านเราเมืองต่อนยอนไม่ได้นะ” ซึ่งมันจริงเหมือนที่เพื่อนบอก แต่จะเป็นอย่างไรหากใจกลางกรุงเทพฯชวนให้เราได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง เมื่อมีจอหนังที่ไม่ได้อยู่ในโรง แต่กลับอยู่กลางเมืองหลวง

ผ้าสแลนสีน้ำเงินถูกปูลงพื้นหน้าลานหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครที่ข้างหน้าเป็นจอโปรเจคเตอร์ใหญ่ บรรยากาศที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากช่วงวัย หลายเชื้อชาติ เสียงเจี๊ยวจ๊าว โต๊ะที่มีกล่องระบายสีและกระดาษที่พาเราไปเขียนถึงคนที่รักและจากไป ใครหลายคนเขียนถึง พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย

แต่เรานั้นเราเขียนถึง หลง(สุนัขตัวโปรดที่จากไป) เหนื่อยล้ามาแค่ไหน แค่โอบกอดเขา ก็เหมือนได้พลังกลับมาเต็มเปี่ยม ที่ผ่านมาเราเอาแต่ชะล่าใจว่าเขาจะอยู่ตรงนั้นไปตลอด เมื่อมาถึงเว“ลา” สิ่งที่เสียดายที่สุดไม่ใช่การจากลาแต่คือเวลาที่เราไม่ได้ใช้ร่วมกัน

สิบเจ็ดมกราคมสองห้าหกเก้า ใกล้เวลาที่หนังจะฉายเรื่อง “หลานม่า” ภาพยนตร์ที่ไม่เล่าเพียงแต่เรื่องของอาม่ากับหลานชาย แต่ยังมีเรื่องของสิ่งที่ผู้สูงวัยต้องการ แต่แทบไม่มีลูกหลานให้ได้นั่นคือ “เวลา” ลูกหลานมองข้ามไป

vera05

แต๋ว อุษา รับบทเป็น “อาม่าเหม้งจู” พูดในวงเสวนาก่อนภาพยนตร์จะฉาย ซีนที่ไม่ควรพลาด และซีนที่ตนเองชอบมากที่สุดนั่นก็คือวันตรุษจีนที่ทุกคนมากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา เพราะนั่นคือเทศกาลที่จะได้เจอหน้ากัน ในครอบครัวคนจีนจะมีการพบปะกันในเทศกาลสำคัญ เช่น ตรุษจีน สารทจีน เช็งเม้ง เพื่อกราบไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เพราะนั่นเป็นวัฒนธรรมครอบครัวคนจีนที่มีมาเนิ่นนาน

ความชะล่าใจ สู่ เว“ลา”

ตรุษจีนหรือ เทศกาลขึ้นปีใหม่ตามประเพณีของชาวจีน ชาวจีนเรียกขานเทศกาลนี้ว่า ชุนเจี๋ย (春节) เมื่อพูดถึงตรุษจีนความรับรู้แรกของวัยรุ่นก็คงหนีไม่พ้น ซองแดงหรืออั่งเปา แต่พอโตขึ้นมาอีกนิดจึงได้รู้ว่าไม่ได้มีเพียงแค่ซองแดงที่น่าตื่นเต้น แต่ยังมีการได้พบเจอญาติผู้ใหญ่ ลูกพี่ลูกน้องได้พูดคุย และได้รู้ว่าเทศกาลตรุษจีนแบ่งออกเป็น 3 วัน คือ วันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว

ซึ่งของไหว้ที่เห็นประจำ คือ ไก่ สื่อถึงความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ความขยันขันแข็ง และความซื่อสัตย์ เพราะว่าไก่เป็นสัตว์ที่ตื่นเช้าและขยันขันแข็ง จึงถูกนำมาใช้เป็นตัวแทนของความพากเพียร นอกจากไก่แล้วก็ยังมีเป็ด ปลา หมึก หมี่ซั่ว ส้ม สาลี่ เม็ดบัว ขนมเทียน ขนมเข่ง ซาลาเปา ฯลฯ

แต่สิ่งที่รอคอยในวันตรุษจีนสำหรับตัวเรา นั่นคือ ขนมเข่ง ในภาษาจีนเรียกว่า เหนียนเกา (年) สื่อถึงความหวานชื่น ความราบรื่น และความอุดมสมบูรณ์ในชีวิต ซึ่งหากนำขนมเข่งไปไหวเจ้า ไหว้บรรพบุรุษในวันตรุษจีน ก็จะทำให้ชีวิตมีความหวานชื่นเหมือนขนมเข่ง

เข้าสู่วันสำคัญที่สุดของเทศกาลตรุษจีน วันที่เต็มไปด้วยบรรยากาศกลิ่นธูปลอยฟุ้ง โดยการไหว้ก็จะแบ่งเป็น3ช่วงเวลา ตอนเช้ามืด ไหว้เทพเจ้าต่าง ๆตอนสายก่อนเที่ยง ไหว้บรรพบุรุษ ตอนกลางคืน ไหว้ผีไร้ญาติ

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญที่ครอบครัวชาวจีนมักจะใช้เวลาร่วมกัน บรรยากาศที่เต็มไปความอบอุ่นใจ เสียงพูดคุย เรื่องราวมากมายที่มาเล่าสู่กันฟัง

“ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” ขอให้สมปรารถนาในเดือนใหม่ ปีใหม่ขอให้ร่ำรวยมั่งคั่ง

แต่เมื่อหลังจบวันนั้นลงทุกอย่างก็กลับเข้าที่เดิม การพูดคุยในบ้านเบาลง สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือของกินในตู้เย็น ซึ่งเปรียบเสมือนฉากในภาพยนตร์ที่อาม่าได้พูด

“กูแค่ไม่ชอบวันหลังตรุษจีนเท่านั้นเอง ที่ของกินน่ะมันเหลือเต็มตู้เย็น แล้วกูต้องมานั่งกินอยู่คนเดียว” คำพูดของอาม่าเหม้งจู(แต๋ว อุษา) ที่พาเราสัมผัสได้ถึงความเหงาที่เกิดขึ้นของผู้สูงอายุในสังคมไทยจริง เมื่อต้องถูกทิ้งไว้เบื้องหลังทั้งจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ที่ลูกหลานออกไปใช้ชีวิต ทำงาน หรือ แต่งงานมีครอบครัวเป็นของตัวเอง ไม่เพียงแต่เทศกาลสำคัญแต่ยังมีทุกวันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ถือเป็นโอกาสได้เจอกันอีกครั้ง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถเจอกันพร้อมหน้าพร้อมตาได้อีกครั้ง

หากถามว่าตรุษจีนยังมีความสำคัญหรือเปล่า เราเชื่อว่าตรุษจีนก็ไม่ต่างจากเทศกาลสงกรานต์ของไทยหรือวันปีใหม่ ตรุษจีนเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่พี่น้องคนจีนซึ่งเดินทางไปทำงานต่างบ้านต่างเมืองจะได้กลับมาพบปะกันอีกครั้ง การกราบไหว้บรรพบุรุษก็สื่อถึงความกตัญญู แม้จะต้องลดทอนลงไปบ้างตามยุคสมัย

“ข้าวสาร กลายเป็นข้าวสุก” เรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดไปแล้ว ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไข เปลี่ยนแปลงให้เหมือนเดิมได้อีก

เรามักให้ความสำคัญกับการตายของคนใกล้ตัว แต่กลับลืมตอนที่เขายังมีลมหายใจ เวลาทำงานไม่มีวันหยุดเพื่อพบเจอ และสิ่งสำคัญที่ผู้อายุต้องการมากกว่าเงินทอง

คือ “เวลา” เวลานี่แหละ กลับเป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่ผู้สูงอายุจะกล้าเอ่ยปากขอจากลูกหลาน

“เดี๋ยวกูไปหาหมอเอง ไม่รบกวนเวลาพวกมึงหรอก”

ลูกหลานมักได้ยินคำนี้จากผู้สูงวัยอยู่บ่อยครั้ง ที่แสดงความเข้มแข็งที่แอบแฝงไปด้วยความเกรงใจลูกหลาน และไม่ต้องการเป็นภาระต่อลูกหลานแม้ในยามเจ็บป่วย

vera08

เช็งเม้ง (清明节) มาจากคำว่า 清明 (ชิงหมิง) ในภาษาจีนกลาง การไหว้บรรพบุรุษของชาวจีนในวันเช็งเม้ง ถือเป็นการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ เพื่อรำลึกถึงคุณความดี

ที่บรรพบุรุษของเราได้กระทำไว้ เป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิต เป็นการสร้างความสามัคคีไม่ใช่เพียงแค่การไปไหว้บรรพบุรุษ แต่คือวันที่ลูกหลานกลับไปยืนอยู่ต่อหน้าความตาย เพื่อย้ำว่าคนที่จากไปยังมีความหมายกับคนเป็น

ฮวงซุ้ย(สุสานจีน) ที่มีความเชื่อมาอย่างยาวนานว่าหากทำเลฮวงซุ้ยดี จะส่งผลให้ลูกหลานมีความสุข ร่ำรวยและประสบความสำเร็จ

“ก็ถ้ากูมีฮวงซุ้ยใหญ่ๆนะ พวกมึงจะได้อยากมาเจอกันไง เขาบอกว่าลูกหลานก็จะได้เจริญก้าวหน้า คนอื่นเขามองมา ก็จะได้บอกว่าลูกหลานบ้านนี้กตัญญู” ในประโยคนั้น ไม่มีพื้นที่ให้ความต้องการของตัวเอง มีเพียงความหวังของคนเป็นม้า เป็นอาม่า ที่ขอเพียงเพื่อให้ลูกหลานเดินไปข้างหน้าได้อย่างงดงาม

vera09

“มึงมาอยู่นี่ก็ดีเนอะ สนุกดี” คำพูดจากอาม่าเหม่งจู้ที่บอกหลานชาย เป็นประโยคบอกเล่าที่เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ถูกต่อลงอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง โดยสิ่งที่สำคัญไม่ใช่เงินทอง

เพียงต้องการแค่ได้ยินเสียงใครสักคนมาช่วยกลบเสียงที่เงียบงันมาตลอดหลายปี

สิ่งที่ผู้สูงวัยต้องการแต่ไม่มีลูกหลานคนไหนให้ได้เลย คือ “เวลา”

vera10

เราอาจจะกำลังเป็นคนที่ใครสักคนรออยู่
ใครสักคนที่รอเรากลับไปบ้าน
ใครสักคนที่เวลาของพวกเขาเหลือน้อยลงทุกวัน