ขรัวอินโข่ง : กระดาษปิดฝาเรือน

คำกล่าวที่ว่า ขรัวอินโข่งเขียนจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปเมืองฝรั่งตามอย่าง “กระดาษปิดฝา” นอกจากปรากฏในพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จากนิตยสาร “สิลปิน” แล้ว ยังมีอยู่ใน “สาส์นสมเด็จ” ส่วนที่เป็นลายพระหัตถ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ฉบับวันที่ 5 พฤษภาคม 2484 ว่าภาพเขียนปริศนาธรรมฝีมือขรัวอินโข่งในพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศนั้น “อาจารย์อินโข่งไม่เคยไปยุโรปก็จริงอยู่ แต่แกได้อาศัยรูปฝรั่งทำกระดาษปิดฝาเรือนเข้ามาขาย เขียนรูปฝรั่งสมัยต้นศตวรรษที่ 19 ได้”

“กระดาษปิดฝาเรือน” ที่ทั้งสองพระองค์ทรงกล่าวถึง หากแปลความตรงตามตัวอักษร ย่อมได้แก่ “วอลเปเปอร์” (wallpaper) คือกระดาษพิมพ์ลายสำหรับผนึกตกแต่งฝาผนัง อย่างที่ทำเป็นรูปวิวทิวทัศน์เมืองฝรั่ง หากผู้เขียนเห็นว่า โดยนัยอย่างกว้าง ย่อมหมายรวมเอา “รูปฝรั่ง” ที่เป็นภาพพิมพ์จากแม่พิมพ์โลหะ (engravings) สำหรับใส่กรอบแขวนประดับผนังไว้ด้วย

ตัวอย่างเช่นภาพวาดใส่กรอบซึ่งแขวนบนผนังเหนือหน้าต่างในวิหารพระนอน วัดโปรดเกศเชษฐาราม อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ อันเคยมีผู้จัดให้อยู่ใน “สกุลช่างขรัวอินโข่ง” มีภาพหนึ่งแสดงทิวแถวต้นไม้รอบสระน้ำใหญ่ อีกฟากเป็นตึกฝรั่งหลังใหญ่ มีชายหญิงในชุดแต่งกายแบบตะวันตกเดินเล่นตามถนนรอบสระ รูปนี้สามารถเทียบได้กับภาพพิมพ์รูปบ่อปลาในพระราชวังฟองแตนโบล (Veue de l’Etang de Fontainbleau et de la cour des fontaines dans l’Eloignement) ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 18 จากชุดภาพพิมพ์ผลงานของ J. Rigaud (Jacques Rigaud ค.ศ. 1680–1754) จิตรกรและช่างแกะแม่พิมพ์ชาวฝรั่งเศส

ส่วนอีกภาพหนึ่งจากวัดโปรดเกศฯ ที่เป็นรูปวาดจตุรัสล้อมรอบด้วยตึกหลายชั้น ตรงกลางมีอนุสาวรีย์รูปแท่งทรงสูง ย่อมมีต้นแบบเป็นภาพพิมพ์ยุคต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 รูปจัตุรัสลาปลาสดูชาเตเลต์ (Vue de La Place du Chatelet) ในกรุงปารีส อันมีน้ำพุปาล์มิเยร์ (Fontaine du Palmier) ที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของนโปเลียนอยู่ตรงกลาง

หนังสือ “โฆษณาไทยสมัยแรก” (2531) ของเอนก นาวิกมูล เคยนำเสนอหลักฐานว่า ภาพพิมพ์ทำนองนี้น่าจะมีแพร่หลายในกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 4 ดังปรากฏในรายการสินค้าที่ถูกนำออกขายเลหลังช่วงเดือนพฤศจิกายน 2408 จากหนังสือพิมพ์ “บางกอกรีคอเดอร์” ของหมอบรัดเลย์ ว่าอย่างหนึ่งในนั้นคือ “Several Fine Engravings and Paintings” (ภาพพิมพ์และภาพวาดอย่างงามๆ หลายชิ้น)

ผู้เขียนยังใคร่ขอเสนอเพิ่มเติมด้วยว่า รูปภาพที่ขรัวอินโข่งและคณะศิษย์นำมาใช้เป็น “ต้นแบบ” คงมีที่มาหลากหลาย และอาจมีภาพพิมพ์ไม้ ที่เรียกว่า “อูกิโยเอะ” (ukiyo-e) ของญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วย

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 หลังจากญี่ปุ่นเปิดประเทศ ภาพพิมพ์เหล่านี้ถูกส่งออกไปขายทั่วโลก จนแพร่หลายกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ศิลปินตะวันตกยุคอิมเพรสชันนิสม์ เหตุที่สันนิษฐานเช่นนี้ เพราะเคยเห็นอูกิโยเอะบางภาพของ อุตะงะวะ ฮิโรชิเงะ ที่ 3 (Utagawa Hiroshige III ค.ศ. 1842-1894)ที่พอจะเทียบเคียงได้กับงานของขรัวอินโข่ง ดังเช่นภาพปริศนาธรรมฉากเรือสำเภาในทะเล บนผนังพระอุโบสถวัดบรมนิวาส อันมีจารึกอธิบายข้างใต้ภาพว่า

“๏ ห้องนี้ ความอุปมาว่า มีฝั่งฟากข้างหนึ่งโน้นเป็นที่สำรานนิราศไภย แต่ว่าจะไปให้ถึงฝั่งนั้นยาก ด้วยว่ามหาสมุททเลใหญ่กว้างขวางกั้นอยู่ อันตรายในมหาสมุทก็มีมากยากที่จะหว้ายข้ามให้ถึงฝั่งได้ จึ่งมีบุรุษหนึ่งฉลาดในการที่จะแต่งเรือ ได้มีความเอนดูแก่หมู่คนจะให้ข้ามถึงฝั่งสำราน จึ่งแต่งเรือใหญ่ให้หมู่คนลงในเรือ แล้วข้ามขนหมู่คนให้พ้นอันตรายในมหาสมุทให้ถึงฝั่งสำรานได้ ความอุปไมยว่า ฝั่งสำรานเหมือนพระนิพพาน บุรุษผู้ฉลาดแต่งเรือเหมือนพระพุทธเจ้าผู้ประกาศศาสนาแสดงข้อประฏิบัติให้สัตวทำตาม เรือเหมือนข้อประฏิบัติที่พระพุทธเจ้าแสดงนั้น หมู่คนที่ได้ลงเรือข้ามไปถึงฝั่งสำรานได้ เหมือนพระอริยเจ้าได้ประฏิบัติชอบแล้วได้มรรคผลข้ามถึงฝั่งสำรานครืพระนิพพานพ้นกันดานอันตรายทั้งปวงแล ฯ”

ภาพฉากริมทะเลที่วัดบรมนิวาสนี้ ว่าโดยเค้าโครง ใกล้เคียงกันมากกับภาพพิมพ์ไม้รูปท่าเรือเมืองโยโกฮามะของอุตะงะวะ อันแสดงภาพเรือใบลำใหญ่จอดทอดสมอในอ่าว ส่วนบนเขื่อนริมฝั่งทะเลก็เต็มไปด้วยผู้คนที่ล้วนแต่งกายแบบตะวันตก