
จาก “ภาพเหมือนบุคคล” และ “ภาพล้อ” ยุครัชกาลที่ 4 นี้เอง ดูเหมือนว่างานจิตรกรรมไทยเดินหน้าเต็มตัว จากจุดเริ่มต้นที่การถ่ายทอด “ความสมจริง” ตามตาเห็น ไปสู่การเฉลิมฉลองชีวิตและความสำเร็จของบุคคลที่เป็น “มนุษย์” จริงๆ
สิ่งหนึ่งที่พบมากขึ้นตั้งแต่ช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คืองานจิตรกรรมฝาผนัง “ชีวประวัติ”
บางชิ้นงานอาจไม่หลงเหลือหลักฐานมาให้เห็น ด้วยว่าเป็นเครื่องประดับสถาปัตยกรรมเฉพาะกิจ มีเพียงข้อมูลเอกสารว่าเคยมีการวาดขึ้นมา เช่นภาพจิตรกรรมพระบวรราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (2351-2408) วาดประดับเชิงผนังพระเมรุท้องสนามหลวง ปี 2409 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ (2395-2478) แต่เมื่อครั้งยังเป็นหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย ทรงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ “นายงาน” ดูแลการเขียนภาพชุดนี้ ร่วมกับพระเชษฐา คือหม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย (2390-2468) ดังมีบันทึกอยู่ในหนังสือ“ประวัติย่อ นายพันเอกพิเศษ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ แต่ประสูติ พ.ศ.2392 ถึง 2471 เล่ม 1” (พิมพ์เมื่อปี 2472) อันเป็นเสมือนประวัติการรับราชการโดยย่อ เนื้อความในหนังสือกล่าวว่าสมัยรัชกาลที่ 4 หม่อมเจ้าปฤษฎางค์
“เป็นนายด้านกับหม่อมเจ้าประวิช เขียนภาพเรื่องพระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าตีนผนังพระเมรุท้องสนามหลวง พระบวรศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้น กรมหมื่นมเหศวรเป็นแม่กอง กรมหมื่น(ขุน)ราชสีห์ฯ เป็นนายงาน พ.ศ. 2408 ไม่มีเงินเดือน”
การบันทึกเกียรติประวัติของชีวิต หรือ “ชีวประวัติ” เป็นจิตรกรรมฝาผนังทำนองเดียวกัน ปรากฏในหมู่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ด้วย เช่นที่ผนังด้านหนึ่งของกุฎิสงฆ์วัดบางแคใหญ่ สมุทรสงคราม เขียนภาพศึกสงครามหัวเมืองชายแดนตะวันตก อันนับเนื่องเป็นเกียรติประวัติสำคัญแห่งชีวิตของขุนนางผู้อุปถัมภ์การสร้างวัด
แม้ท่านอาจารย์ น. ณ ปากน้ำ (ประยูร อุลุชาฎะ 2471-2543) จะเคยกำหนดอายุจิตรกรรมวัดบางแคใหญ่ขึ้นไปจนถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ตามประวัติของผู้สร้าง (ดูหนังสือ “วัดบางแคใหญ่” ชุดจิตรกรรมฝาผนังในประเทศไทย สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์เมื่อปี 2534) หากแต่เมื่อพิจารณาจากบริบทแวดล้อมและกระแสความเคลื่อนไหวทางสังคมแล้ว ผู้เขียนใคร่เสนอว่าควรเป็นงานที่สร้างขึ้นภายหลังเพื่อเชิดชูวีรกรรมของท่านผู้ล่วงลับ และเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 มากกว่า
การนำเสนอประวัติชีวิตและผลงานเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนัง มีไปจนถึงในหมู่พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ เช่นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี 2331-2415) วัดระฆังโฆษิตาราม เมื่อคราวปฏิสังขรณ์วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กรุงเทพฯ อุทิศส่วนกุศลให้แก่โยมบิดามารดาของท่าน ช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ครึ่งแรกของทศวรรษ 2410 สิ่งที่สมเด็จฯ กำหนดให้เขียนไว้บนผนังอุโบสถวัดอินทร์ฯ คือชีวประวัติของท่านตั้งแต่เกิด ดังที่พระยาทิพโกษา (สอน โลหนันท์ 2404-2486) บันทึกไว้ในหนังสือ ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) ว่า
“ครั้นสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเถลิงถวัลยราชสืบสันตติวงศ์แล้ว สมเด็จพระพุฒาจาริย์ (โต) จึงทำพระพิมพ์ 5 ชั้น 7 ชั้น 9 ชั้น ขึ้นอีก ตั้งใจจะถวายสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ...กลางวันไปก่อเท้าพระวัดบางขุนพรหม เจริญทิวาวิหารธรรมด้วย ดูช่างเขียนออกแบบกะส่วนให้ช่างเขียน ๆ ประวัติของท่านขึ้น ที่ผ่านมาแล้วแต่ต้นจนจบตลอด”
ภาพจิตรกรรมชุดนี้เองยังเป็นจุดตั้งต้นให้พระยาทิพโกษา กับ หม่อมหลวง พระมหาสว่าง เสนีย์วงศ์ และนายพร้อม สดุดีพงศ์ เริ่มต้น “แกะรอย” ถอดรหัสจากสิ่งที่ปรากฏในภาพ กลับมาเป็นหนังสือชีวประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) ในปี 2473

