ราวรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เริ่มปรากฏภาพจิตรกรรม “อย่างใหม่” อันเนื่องด้วยรอยพระพุทธบาท นั่นคือฉากการจาริกแสวงบุญไปสู่พระพุทธบาทสระบุรี อันนับถือกันมาแต่สมัยอยุธยาว่าคือรอยพระบาทพระศาสดาอันประทับไว้ ณ ยอดเขาสัจจพันธคีรี หรือเขาสุวรรณบรรพต หนึ่งในชุดพระพุทธบาทห้ารอย

ภาพวาดการเดินทางไปไหว้พระพุทธบาทสระบุรีหลายแห่งมีขนาดมหึมา กินเนื้อที่เต็มผนังด้านสกัด (หรือบางทีเรียกกันว่า “ผนังหุ้มกลอง” หมายถึงด้านแคบของอาคารผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า) เช่นที่พระอุโบสถ วัดมหาสมณาราม บนเขามหาสวรรค์ เมืองเพชรบุรี ผนังด้านหลังพระประธาน วัดกก บางขุนเทียน กรุงเทพฯ ผนังด้านหน้าวิหารวัดอุโบสถาราม เมืองอุทัยธานี บางแห่งถึงกับใช้ผนังทุกด้านของอาคาร เช่นที่พระวิหารน้อย วัดหน้าพระเมรุ พระนครศรีอยุธยา สถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาสมัยทวารวดี ซึ่งแม้บัดนี้ภาพชำรุดหลุดล่อนไปเป็นส่วนมาก แต่จากร่องรอยที่เหลืออยู่ก็ปะติดปะต่อให้แลเห็นได้ว่าเป็นบันทึกการจาริกแสวงบุญสู่พระพุทธบาทสระบุรีเช่นกัน
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีเขียนไว้เป็นลายรดน้ำปิดทองบนตู้พระธรรม ดังเช่นตู้ลายทอง หมายเลขทะเบียน กท. 78 ของหอพระสมุดวชิรญาณ ได้มาจากวัดนาคกลาง ฝั่งธนบุรี (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในนิทรรศการพิเศษที่อาคารถาวรวัตถุ หรือ “ตึกแดง” ถนนหน้าพระธาตุ ข้างสนามหลวง กรุงเทพฯ) สองบานซ้ายขวาด้านหน้าเขียนภาพพระพุทธบาทสระบุรี ส่วนฝาด้านข้างแสดงฉากการไปสักการะพระแท่นดงรัง เมืองกาญจนบุรี และพระพุทธฉาย สระบุรี อันล้วนเป็นธุดงสถานที่ผู้คนเป็นอันมากเลื่อมใสศรัทธาว่าเป็น “บริโภคเจดีย์” อันเกี่ยวเนื่องด้วยพระพุทธเจ้าโดยตรง ตามคติโบราณที่เชื่อว่าพระพุทธองค์เคยเสด็จมาถึงสยามประเทศในกาลก่อน
หากมีผู้ตั้งปุจฉาว่า แล้วภาพไหว้พระบาท รุ่นรัชกาลที่ 4 แตกต่างอย่างไรจากภาพพระบาทห้ารอยอย่างเก่า ก็อาจวิสัชนาได้ว่า แต่โบราณนั้น จุดใหญ่ใจความอยู่ที่การแสดงรอยพระพุทธบาททั้งห้าแห่ง ซึ่งช่างเขียนขึ้นตามแนวทางที่ครูบาอาจารย์ท่านทำสืบต่อกันมา เช่นรอยพระบาทอันพระพุทธองค์ประทานไว้แก่เหล่านาคที่เหนือหาดทรายริมน้ำนัมมทานที ก็ย่อมมิเคยมีผู้ใดพบเห็น หรือที่รอยพระพุทธบาทบนยอดเขาสุมนกูฏ อันเป็นหลักแก่ลังกาทวีป ก็มักแสดงด้วยรอยพระพุทธบาทบนเขาสูงชัน มีบันไดสายโซ่สำหรับให้ผู้สักการะป่ายปีนกันขึ้นไป ล้วนเขียนตามอย่างที่เคยทำกันมาเท่านั้น หากแต่ภาพเรื่องการเดินทางไปไหว้พระบาทสระบุรีตั้งแต่ราวยุครัชกาลที่ 4 คือประสบการณ์ร่วมสมัย “สดๆ ร้อนๆ” ด้วยสิ่งที่ช่างเขียนเลือกหยิบยกมานำเสนอ ล้วนเป็นของที่ผู้คนร่วมยุคเคยพบเห็นด้วยตาตนเอง
ดังเช่นภาพลายรดน้ำบานประตูตู้พระธรรม กท. 78 นั้น ที่มุมหนึ่งบนลานเชิงเขาก่อนขึ้นสู่มณฑปพระพุทธบาท มีรูปปั้นพระฤๅษีประดิษฐานไว้ในศาลา ซึ่งย่อมหมายถึงพระฤๅษีสัจจพันธ์ตามตำนานพระพุทธบาท อย่างที่สุนทรภู่เคยเล่าไว้ใน “นิราศพระบาท” ว่า
ทิศประจิมริมฐานมณฑปนั้น มีดาบศรูปปั้นยิงฟันขาว
นุ่งหนังพยัคฆาชฎายาว ครังเคราคราวหนวดแซมสองแก้มคาง
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษของตู้ กท. 78 คือมีภาพญาติโยมหญิงกำลังนวดเฟ้นแข้งขารูปปั้น สอดคล้องกับ “โคลงภาพฤๅษีดัดตน” วัดพระเชตุพน บทที่ว่าด้วยท่าดัดตนของพระฤๅษีสัจจพันธ์ บาทสุดท้ายกล่าวถึงคตินิยมของยุคสมัยว่า “นรชาติใคร่ได้เชื้อ นวดเท้าอธิฐานฯ” นั่นคือหากผู้ใดต้องการหายเจ็บหายป่วย จงไปนวดเท้ารูปฤๅษีสัจจพันธ์ที่ลานพระพุทธบาท เมืองสระบุรี เถิด
ฉากสาวๆ ชักชวนกันไปนวดให้รูปปั้นพระฤๅษีที่ริมฐานพระมณฑปพระพุทธบาท ยังไปปรากฏในภาพวาดเรื่องนี้ที่อื่นอีก เช่น วัดอุโปสถาราม ริมฝั่งแม่น้ำสะแกกรัง เมืองอุทัยธานี ด้วย

