
อังรี มูโอต์ (Alexandre Henri Mouhot ค.ศ. 1826-1861/พ.ศ. 2369-2404) ชาวฝรั่งเศส นักธรรมชาติวิทยาและนักสำรวจ (บางท่านเชื่อว่าเขาอาจเป็นสายลับที่อ้างเอาภารกิจทางวิทยาศาสตร์บังหน้า) เดินทางเข้ามาเก็บข้อมูลด้านสัตววิทยาในดินแดนสยามรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ช่วงปี 2401-2404 บันทึกในจดหมายเหตุของเขาเล่าว่า ในยุคนั้น พระพุทธบาทคือสถานที่จาริกแสวงบุญยอดนิยมในหมู่คนไทย ส่วนพระพุทธฉาย เขาปถวี เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับชาวลาวทั่วทั้งภาคกลางของสยาม
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรง “ค่อน” ไว้ในพระราชหัตถเลขาถึงกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศ พระราชโอรส เมื่อปี 2409 ว่า
“พิเคราะห์เถิดถึงใจผู้หญิงแทบทุกหนทุกแห่งทั้งแก่ทั้งสาวมักร่านอยู่ในที่จะใคร่ไปพระพุทธบาท มีผัวก็สำออยผัว มีบิดามารดาก็อ้อยอิ่งวิงวอนให้พาไปพระพุทธบาทนั้นเปนปรกติ จนเปนลัทธิติดตำราเล่าเปนนิยายเยาะเย้ยกันสืบมา ว่าเจ้าบ่าวไปนอนหออยู่สามคืนแล้ว เขาส่งตัวเจ้าสาว ๆ ไปอายนั่งก้มหน้าอยู่ เจ้าบ่าวจึงปราไสว่าปีนี้แม่จะไปพระบาทฤๅไม่นะจ๊ะ ซึ่งปราไสเรื่องพระบาทขึ้นก่อน ก็เพราะว่ารู้ผู้หญิงนั้นคันอยู่ในอยากจะไปพระบาทยิ่งนัก จะพูดให้ชอบใจจึงยกเรื่องนั้นขึ้นก่อน…”
เมื่อ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช (2454-2538) แต่งนิยายเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ลงเป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” รายวัน ช่วงทศวรรษ 2490 จึงเอาประโยคคล้ายๆ กันนี้ ใส่ปากให้คุณเปรมพูดกับแม่พลอยในคืนวันแต่งงานเมื่อส่งตัวเจ้าสาวเข้าห้องหอแล้วว่า “แม่พลอยจ๋า…แม่พลอยเคยขึ้นพระบาทหรือยัง” เพื่อแสดงให้เห็นความเชยเฉิ่มของคุณเปรม ที่ถึงขนาดไปขุดเอาประโยคเปิดประเด็นคุยกับเจ้าสาวอันแสนคร่ำครึ ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อหลายสิบปีก่อน มาคุยในคืนวันแต่งงานเมื่อสมัยปลายรัชกาลที่ 5
ย้อนกลับมาว่าเรื่องของเรากันต่อ เมื่อถึงตอนนี้ จิตรกรรมฝาผนังซึ่งแต่เดิมนิยมเล่าเรื่องนรก สวรรค์ เขาพระสุเมรุ พุทธประวัติ หรือชาดก ได้หันมาแสดงภาพกิจกรรมทางสังคมร่วมยุคร่วมสมัย อันเป็นประสบการณ์ตรงของมนุษย์ ดังเช่นการเดินทางไปไหว้พระพุทธบาท สระบุรี
แม้อาจนับเนื่องเอาภาพจิตรกรรมว่าด้วยการจาริกแสวงบุญเหล่านี้ ว่ายังคงมีเนื้อหาทางพุทธศาสนา หากแต่กลับเป็นมุมมองจากสายตาของผู้สังเกตการณ์ที่เป็น “มนุษย์” หรือเป็นเรื่องประสบการณ์ของ “มนุษย์” ร่วมสมัย
ความแพร่หลายของภาพเล่าเรื่องนี้ มีทั้งที่เขียนเป็นภาพจิตรกรรมเต็มผนังหลายต่อหลายวัด ทำเป็นภาพลายรดน้ำบนตู้พระธรรม ตลอดจนมีเขียนไว้บนฉากกั้นห้อง เช่นบานลับแล สมบัติของวัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพฯ
ในพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 5 เรื่อง “พระราชกรัณยานุสร” ที่เคยยกมาอ้างถึงไว้เมื่อกล่าวถึงเรื่องของ “ขรัวอินโข่ง” ว่าเป็นผู้เขียนภาพพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาในหอราชกรมานุสร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมัยรัชกาลที่ 4 ว่า
“ครั้งนั้นขรัวอินช่างเขียนวัดราชบุรณะเขียนรูปพระพิมลธรรมยิ้มขึ้นแคร่ที่พระบาท ทำหน้าตาเหมือนดีมาก ได้พระราชทานรางวัล”
ซึ่งหมายความว่า นอกจากขรัวอินโข่งวาดภาพการไปไหว้พระพุทธบาทสระบุรี ซึ่งกำลังเป็นเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมในยุคนั้น แทรกเข้าไปในภาพพระราชพงศาวดารสมัยอยุธยาแล้ว ยังวาดภาพเหมือนพระพิมลธรรม (ยิ้ม) พระราชาคณะผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการเรื่องพระพุทธบาท เข้าไปอีกด้วย ภาพนั้นเขียนเหมือนเจ้าตัวจนเป็นที่เลื่องลือ ถึงขนาดได้รับพระราชทานรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
ไม่เฉพาะแต่ภาพวาด แม้ในกระแสของวรรณกรรมร่วมสมัยก็ยังปรากฏ “นิราศ” ซึ่งพรรณนาการเดินทางไปยังพระพุทธบาท สระบุรี ตลอดจนสถานที่จาริกแสวงบุญอื่น เช่น พระแท่นดงรัง (กาญจนบุรี) เจดีย์ภูเขาทอง (อยุธยา) และพระประธม (นครชัยศรี)
ความเปลี่ยนแปลงทำนองนี้ย่อมมิได้เกิดขึ้นเองในสุญญากาศ แต่มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงมหาศาลในทางสังคม เศรษฐกิจ และศิลปวัฒนธรรม ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป

