
ส่วนใหญ่แล้ว “โคลงบอกด้านการปฏิสังขรณ์” มิได้บรรยายว่าศาลาแต่ละหลังต้องใช้แรงงานช่างพระจำนวนมากน้อยอย่างใด เพียงแต่กล่าวในภาพรวมว่าศาลาหลังไหน ใช้ช่างพระจากวัดใดบ้าง เช่นภาพจิตรกรรมฝาผนังในศาลารายหลังที่ 3 เป็นผลงานของช่างพระจากวัดราชคฤห์ วัดเครือวัลย์ วัดปากน้ำ วัดหงส์ และวัดกลาง
๏ สรรค์สงฆ์อาวาสห้า แห่งจัด มาฤๅ
ราชคฤห์เครือวัลลิ์วัด ปากน้ำ
หงกลางช่างสันทัด ทุกรูป
รจิตเล่ห์นฤมิตล้ำ เลอศล้วนลายรบาย ฯ
แต่มีจารึกในศาลารายบางหลังที่ระบุจำนวนช่างพระที่มาเขียนภาพไว้ด้วย ซึ่งก็ยังมีความแตกต่างกันไปในแต่ละหลัง เช่นภาพชาดกในศาลารายหลังที่ 7 มีช่างพระมาร่วมกันเขียนภาพจิตรกรรม 9 รูป ประกอบด้วยพระภิกษุจากวัดราชสิทธาราม 3 รูป วัดจักรวรรดิ 5 รูป และวัดโมฬีโลกอีกรูปหนึ่ง
๏ ราชสิทธสามรูปห้า จักรวรรดิ วัดแฮ
อีกหนึ่งโมฬีชัด ช่างได้
เก้ารูปรวบรวมจัด แจงวาด เขียนนา
ชาฎกฉดึงษ์ไว้ เพิ่มพู้นหวังผล ฯ
ขณะที่ พระมหาแตง วัดระฆัง รับอาสาเขียนภาพในศาลารายหลังที่ 9 ให้เองแต่เพียงผู้เดียว
มหาแตงวัดระฆังรับ งานวาด เดียวนา
ชาญชัดจัดเจนสู้ เสร็จได้ใครเสมอ ฯ
นอกจากพระภิกษุช่างเขียนแล้ว “โคลงบอกด้านการปฏิสังขรณ์” ยังบอกเราว่ามีพระช่างปั้นที่ได้รับนิมนต์มาช่วยงานการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนด้วย เช่นในพระระเบียงล้อมพระมหาเจดีย์ ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปยืนเรียงราย ก็อาศัยพระช่าง หรือ “ช่างชี” จำนวน ๒๐ รูป ที่ขอแรงให้มาช่วยปั้นฐานพระพุทธรูป
๏ ช่างชียี่สิบสร้าง ฐานองค์ พระนา
กำกับกิจฝ่ายสงฆ์ พวกนั้น
วินัยธรวัดระฆังคง คุมควบ อยู่เอย
เกณฑ์กะพระช่างปั้น จ่ายถ้วนควรเสมอ ฯ
โคลงบทนี้ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า การนิมนต์พระช่างให้มาช่วยงานบูรณปฏิสังขรณ์พระอารามของหลวงนี้ ย่อมต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด (เช่นที่ออกนามพระครูวินัยธร วัดระฆังฯ) ไม่ต่างกับช่างหลวงที่เป็นข้าราชการ

