
ความนิยมอีกอย่างหนึ่งในยุครัชกาลที่ 4 ที่ปรากฏชัดเจนคือภาพจิตรกรรมฝาผนังว่าด้วยตำนานของพระพุทธปฏิมา คล้ายกับเล่าเรื่อง “ชีวประวัติ” ของพระพุทธรูปสำคัญ ก่อนจะมาประดิษฐาน ณ สถานที่แห่งนั้น เช่นตำนานพระพุทธบุษยรัตน์ พระแก้วผลึกที่มีประวัติว่าได้มาจากเมืองจำปาสัก ณ พระพุทธรัตนสถาน ในพระบรมมหาราชวัง เขียนเมื่อปี 2410 ดังที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (2352-2435) ทรงเล่าไว้ใน “โคลงพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ” จับความแต่เริ่มต้นว่า พระพุทธรูปองค์นี้เดิมเคยเป็นสิ่งสักการบูชาของนายพรานในป่าแขวงเมืองจำปาสัก โดยเมื่อล่าสัตว์มาได้ก็จะเอาเลือดมาทาเซ่นไว้ที่องค์พระ
๏ ผนังในเขียนเรื่องเจ้า จำปา สักเอย
พรานหนึ่งได้พระมา เลือดเส้น
ยิงสัตว์เก็บนองา ขายมาก
โลหิตทาทาบเว้น ลาภล้นคนฦๅ ฯ
ส่วนที่พระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส พระอารามหลวงประจำพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งไม่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา ทำนองเดียวกับวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง จึงมีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “วัดพระแก้ววังหน้า” ที่ผนังระหว่างหน้าต่างเขียนภาพจิตรกรรมเรื่องตำนานพระพุทธสิหิงค์ ตามคัมภีร์ “สิหิงคนิทาน” อันมีที่มาจากการที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เตรียมสถานที่ไว้เพื่อประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ โดยให้พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอิศราพงศ์ (2363-2404) พระราชโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ เป็นผู้ควบคุมงาน ทว่าบังเอิญพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเสียก่อน พระพุทธสิหิงค์จึงประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์เรื่อยมา
คัมภีร์ “สิหิงคนิทาน” แต่งขึ้นด้วยภาษาบาลี โดยพระโพธิรังสี พระเถระในอาณาจักรล้านนาสมัยพุทธศตวรรษที่ 20 พรรณนาความเป็นมาของพระพุทธสิหิงค์ ว่าแรกสร้างขึ้นในลังกาทวีป ก่อนจะอัญเชิญมาประดิษฐานที่กรุงสุโขทัย จากนั้นก็ถูกเคลื่อนย้ายไปตามนครต่างๆ เช่น พิษณุโลก กรุงศรีอยุธยา กำแพงเพชร เชียงราย แล้วจึงกลับมาประดิษฐานที่กรุงศรีอยุธยาและเชียงใหม่ตามลำดับ แต่ “สิหิงคนิทาน” ที่วัดบวรสถานสุทธาวาส เล่าเรื่องต่อจากคัมภีร์มาจนถึงเมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเมืองเชียงใหม่ ลงมาประดิษฐานในกรุงรัตนโกสินทร์
นอกจากนั้น ยังมีภาพจิตรกรรมใส่กรอบกระจก เขียนเป็นเรื่องคัมภีร์ “รัตนพิมพวงษ์” หรือตำนานพระแก้วมรกต ซึ่งสันนิษฐานว่ามีอายุในสมัยรัชกาลที่ 4 เช่นกัน ประดับไว้ที่ด้านบนเหนือกรอบประตูหน้าต่าง ภายในพระอุโบสถวัดหงส์รัตนาราม กรุงเทพฯ บานละ 3 ภาพ จำนวน 19 ชุด รวมทั้งสิ้น 57 ภาพ
“รัตนพิมพวงษ์” หรือตำนานพระแก้วมรกต เดิมพระพรหมราชปัญญาเถระ พระเถระในล้านนา นิพนธ์ขึ้นเป็นคัมภีร์ภาษาบาลีเมื่อพุทธศตวรรษที่ 20 เช่นเดียวกับ “สิหิงคนิทาน” รวมทั้งสันนิษฐานว่าคงได้รับอิทธิพลจาก “สิหิงคนิทาน” ด้วย ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ พระยาธรรมปรีชา (แก้ว) ผู้เรียบเรียงคัมภีร์ “ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา” ได้ถอดความมาเป็นภาษาไทย ในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อปี 2331
ภาพเขียนที่วัดหงส์รัตนารามเขียนเป็นประวัติของพระแก้วมรกตตามความใน “รัตนพิมพวงษ์” จับความตั้งแต่เมื่อเทวดาสร้างถวายพระนาคเสนที่เมืองปาตลีบุตรในอินเดีย แล้วมีเหตุให้ต้องเคลื่อนย้ายไปหลายแห่ง ตั้งแต่ลังกาทวีป เมืองกัมโพชา เมืองศรีอยุธยา เมืองละโว้ เมืองกำแพงเพชร แล้วภายหลังตกไปอยู่ที่เมืองเชียงราย เจ้าเมืองเชียงรายต้องการซ่อนพระจากศัตรู เลยเอาปูนทาลงรักปิดทองบรรจุไว้ในพระเจดีย์ ภายหลังเจดีย์นั้นถูกฟ้าผ่าพังทลายลง ชาวเมืองเห็นมีพระพุทธรูปอยู่ภายใน จึงอัญเชิญไปไว้ที่วิหารในวัดแห่งหนึ่ง อยู่มา ปูนที่ลงรักปิดทองไว้เกิดกะเทาะออก เจ้าอธิการของวัดนั้นแลเห็นว่าภายในเป็นเนื้อแก้ว จึงแกะปูนดู พบว่าเป็นพระพุทธรูปแก้วทั้งองค์ เมื่อความทราบถึงพระเจ้าเชียงใหม่ จึงให้จัดกระบวนช้างไปรับพระแก้วมา แต่ทำอย่างไรๆ ช้างก็ไม่ยอมไปเมืองเชียงใหม่ กลับวิ่งเตลิดไปทางนครลำปางทุกครั้ง พระเจ้าเชียงใหม่จึงยอมให้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานไว้ ณ นครลำปาง เนื้อเรื่องของ “รัตนพิมพวงษ์” จบลงตรงนี้ คือเมื่อพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่ลำปาง จึงสันนิษฐานว่าคงแต่งขึ้นตามเหตุการณ์จริง ณ ขณะนั้นเอง

