สัมภาษณ์นักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ไค ชเลเกลมิลช์

ผู้เข้าชม 1,582 ครั้ง

สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ : สัมภาษณ์
วิจิตต์ แซ่เฮ้ง : ถ่ายภาพ

วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญอยู่ เกิดขึ้นจากการบริโภคทรัพยากรทิ้งๆ ขว้างๆ ในอัตราและปริมาณมหาศาล ขับเคลื่อนโดยระบบเศรษฐกิจการตลาดที่ไม่คิดราคาต้นทุนที่แท้จริงของสิ่งแวดล้อม ดังนั้น แม้ว่าวิชาเศรษฐศาสตร์และนิเวศวิทยาจะได้ชื่อว่าเป็นการศึกษาเกี่ยวกับ “บ้าน” (eco) หรือโลกใบนี้ของเราเหมือนกัน แต่ระบบเศรษฐกิจที่มนุษย์สร้างขึ้นทุกวันนี้กลับกลายเป็นระบบที่ไม่สอดคล้องกับระบบผลิตในวงจรธรรมชาติเลย

ในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การประชุม Earth Summit ที่กรุงรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล นักสิ่งแวดล้อมจึงได้พยายามหาวิธีเปลี่ยนกลไกทางเศรษฐศาสตร์ ใช้ภาษีและมาตรการการคลังเป็นเครื่องมือ เพื่อไม่ให้ระบบตลาดเป็นกลไกกระแสหลักที่ทำลายโลก และพลิกกลับมาเกื้อหนุนโลกอย่างที่มันควรจะเป็น จน “เศรษฐศาสตร์สีเขียว” ถูกกำหนดเป็นวาระใหญ่ในเวทีการเจรจาหาข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกในปีหน้า หรือ ๒๐ ปีหลัง Earth Summit ที่กรุงรีโออีกครั้ง เรียกกันว่าการประชุม Rio 20+

หลายประเทศกำลังให้ความสนใจกับวาระนี้ และเร่งหาแนวทางปรับตัว ส่งเสริมวิถีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะตีโจทย์แตกว่าเป็นเทรนด์ทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ไกลนัก แต่ประเทศไทยกำลังทำอะไรอยู่? เรามีนโยบายสวนทางกระแสโลก เราส่งเสริมให้ประชาชนซื้อรถยนต์จำนวนมาก เราขายน้ำมันในราคาแทบจะถูกที่สุดในโลก และมีทีท่าว่าจะพยายามทำให้ถูกลง เราไม่มีมาตรการทางกฎหมายเพื่อลดละเลิกการใช้ถุงพลาสติกเลย

เมื่อหลายๆ ประเทศเสียภาษีคาร์บอนหรือภาษีพลังงาน แต่เราไม่เสีย ในอนาคตประเทศที่มีกฎหมายภาษีคาร์บอนอาจไม่สามารถนำเข้าสินค้าจากไทยแลนด์ได้ หรือมีกติกาบังคับให้ผู้ส่งออกสินค้าไทยต้องเสียภาษีคาร์บอนแก่ประเทศคู่ค้า แทนที่เม็ดเงินนั้นจะจ่ายเข้าคลังประเทศไทยในรูปแบบของภาษีภายในประเทศ เราอาจต้องจ่ายให้แก่ประเทศอื่นแทน

ไม่นานมานี้ สารคดี มีโอกาสได้คุยกับ คุณไค ชเลเกลมิลช์ (Kai Schlegelmilch) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมัน จึงนับเป็นจังหวะดีที่จะเรียนรู้ประสบการณ์จากเยอรมนี ประเทศแรกๆ ที่บุกเบิกแนวทางการใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดพฤติกรรม ระบบจัดการ และการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม จนประเทศเยอรมนีสามารถเพิ่มยอด GDP โดยไม่ต้องเพิ่มพลังการผลิตไฟฟ้า สามารถประกาศยกเลิกพลังงานนิวเคลียร์ภายใน ๑๐ ปีข้างหน้า และพวกเขามั่นใจว่าภายในปี ๒๕๙๓ เยอรมนีจะใช้พลังงานหมุนเวียนได้เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

คุณไค ชเลเกลมิลช์ ไว้หางเปียเส้นเล็กๆ และสวมหมวกสองใบ ใบหนึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่งรองประธานองค์กรเอกชน Green Budget Germany หรือ “งบฯ เขียวเยอรมัน” ที่ประสบความสำเร็จในการผลักดันหลากหลายนโยบายด้านการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อมกับรัฐบาลเยอรมันและสหภาพยุโรป ส่วนหมวกอีกใบเป็นที่ปรึกษาด้านพลังงานและเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมให้แก่รัฐบาลเยอรมันโดยตรง

อยากให้เล่าที่มาและเบื้องหลังของ Green Budget Germany(GBG) และจุดประสงค์ขององค์กร
Green Budget Germany (GBG) ตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๗ ราว ๖ เดือนหลังจากผลงานวิจัยที่กรีนพีซให้สถาบันวิจัยเศรษฐกิจเยอรมันศึกษาถึงการปฏิรูปภาษีสิ่งแวดล้อมและผลพวงทางเศรษฐกิจได้รับการตีแผ่ออกมา นับเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาวิจัยแบบนี้ พวกเขาพบว่าเราจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สร้างงานได้ราว ๓ ถึง ๘ แสนตำแหน่ง นี่เป็นสารทางการเมืองที่มีเสน่ห์มาก : รักษาสิ่งแวดล้อมและเพิ่มอัตราการจ้างงาน

ทีนี้ ทางภาคอุตสาหกรรมพลังงานก็โวยว่า พวกเขาไม่ได้รับข้อยกเว้นใดๆ เลย ทั้งๆ ที่พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด พวกเขาจึงต่อต้าน จนความคิดเรื่องการปฏิรูปภาษีสิ่งแวดล้อมที่เริ่มผุดขึ้นมากำลังจะถูกกดจมไป พวกเรา–ได้แก่คณะผู้ร่วมก่อตั้ง GBG เลยคิดกันว่าเราจะต้องไม่ยอมปล่อยให้มันตายไป เราจะต้องพยุงแนวคิดนี้ไปให้ตลอดรอดฝั่ง เพราะมันคุ้มค่าจริงๆ เราจะเก็บแนวคิดนี้ไว้โดยปรับมันให้เหมาะกับระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ให้ภาคอุตสาหกรรมยอมรับได้ นี่คือเหตุผลที่เราก่อตั้งองค์กรขึ้นมา เราจึงพัฒนารูปแบบที่รอมชอมมากขึ้น ภาคอุตสาหกรรมรับได้ สังคมรับได้ แล้วเราก็ผลักดันมัน ออกไปให้ข้อมูลกัน พวกเราไปดูตัวอย่างในต่างประเทศ แคนาดานำหน้าในเรื่องนี้ไปแล้ว เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศแรกที่ริเริ่ม และเราอยากจะนำรูปแบบของเขามาประยุกต์ใช้

นี่คือที่มาของการเสนอแนวคิดการปฏิรูประบบภาษีสิ่งแวดล้อมในปี ๒๕๔๒ ที่เยอรมนี ตอนนั้นมีการเปลี่ยนรัฐบาล เป็นครั้งแรกที่พรรคกรีนได้เข้าร่วมก่อตั้งรัฐบาล เราเริ่มใช้มาตรการนี้เมื่อต้นเดือนเมษายน ๒๕๔๒ มีการขึ้นภาษีพลังงาน แต่อีกทางหนึ่งเราก็ลดภาษีด้านที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน เช่น ค่าใช้จ่ายประกันสังคม มันสำคัญว่าต้องขึ้นภาษีอย่างค่อยเป็นค่อยไป คือต้องไม่ไปกดดันหรือช็อกระบบเศรษฐกิจค่อยๆ ขึ้นทีละขั้นในลักษณะที่สังคมจะคาดการณ์และเตรียมปรับตัวได้ ทุกคนก็จะรู้ว่าเมื่อจะซื้อตู้เย็นใหม่หรือรถยนต์คันใหม่ ก็จะต้องคิดถึงภาษีพลังงานที่จะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นทีละนิดเป็นขั้นบันได ทำให้รู้สึกว่า โอ้! เราจะต้องซื้อตู้เย็นหรือรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด ประหยัดพลังงานมากที่สุดเท่าที่มีในตลาดขณะนั้น ทางฝ่ายผู้ผลิตก็มีแรงกระตุ้นในลักษณะเดียวกัน เขารู้ว่าภาษีจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ดังนั้นเขาต้องผลิตสินค้าคุณภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดออกมา เพราะผู้บริโภคจะต้องเลือกซื้อมัน นี่คือฐานคิดเบื้องหลัง ทุกคนมีเวลาปรับตัว รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายและใช้กันในสังคมจะค่อยๆ ผลัดเปลี่ยนตามจังหวะการลงทุนตามปรกติ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจะไม่สูงเกินไปจนไปทำลายระบบทุน ถ้าคุณขึ้นราคาพรวดเดียวถึง ๒ เท่าใน ๑ สัปดาห์ คุณจะทำลายระบบทุนที่เป็นอยู่ทั้งหมด นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในอิหร่านและโบลิเวีย ช่วงปลายปี ๒๕๕๓ นำมาสู่การชุมนุมประท้วงบนท้องถนนเพราะไม่มีใครรับมือได้ นี่แหละคือเหตุผลที่ต้องขึ้นภาษีสิ่งแวดล้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไป มันยอมรับได้ง่ายกว่า

ช่วยอธิบายถึงฐานคิดและหลักการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจต่างๆ
ปัญหาคือทุกวันนี้เมื่อคุณจะขึ้นรถไฟคุณต้องจ่ายแพง จ่ายภาษีไฟฟ้า ภาษีน้ำมันดีเซล ต้องจ่ายภาษีทุกกิโลเมตรของการเดินทาง แต่การเดินทางโดยเครื่องบินไม่ต้องจ่ายสิ่งเหล่านี้เลย ไม่จ่ายแม้แต่ภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้วยเหตุนี้ เมื่อผมต้องเลือกเดินทางจากจุดเอไปบี ผมอาจจะเลือกจ่ายแพงกว่าเพื่อความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่จะมีใครสักกี่คนพร้อมจะเลือกอย่างนั้น ผมเลือกเพราะผมใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม การตัดสินใจของผมมีส่วนช่วยสิ่งแวดล้อม แต่หากจะได้ผลดีจริงๆ ก็ต้องทำให้คนร้อยละ ๙๐ ที่เหลือเลือกเหมือนผมด้วย สถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่คือความไม่เป็นธรรมของราคา ราคาไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เราใช้

ทุกวันนี้ประชากรร้อยละ ๕ ถึงร้อยละ ๑๐ ในสังคมเปรียบเสมือนคนเดินขึ้นเขา พวกเขาตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ไร้เหตุผลทางการเงินโดยสิ้นเชิง แต่เขาเลือกกระทำเพื่อส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แล้วเขาก็คิดหาทางเปลี่ยนแปลง พวกเขาจึงเข้าหาสถาบัน ไปหารัฐมนตรี ไปหาผู้กำหนดนโยบาย และบอกว่าเราต้องพลิกสถานการณ์ เราต้องร่างกฎหมายที่จะช่วยปรับองศาความลาดชัน ให้ทางเดินสีเขียวเป็นเส้นทางที่ราบขึ้นจนคนส่วนใหญ่อยากเดิน เราจึงต้องทำให้การลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมมีกำไรมากขึ้น ไปสู่ทางออกสีเขียว อย่างพลังงานหมุนเวียนหรือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชากรร้อยละ ๙๐ ที่เหลือเลือกมาเดินเส้นทางนี้ มาลงทุนกันในเรื่องเหล่านี้ พวกเขาไม่ได้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องหลักหรอกครับ สำหรับพวกเขา สิ่งแวดล้อมเป็นเพียงผลพวงที่ดี แต่สิ่งที่เขาสนใจคือช่องทางทำธุรกิจเจ๋งๆ ต่างหาก

ในเศรษฐกิจระบบตลาด “ราคา” คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจควักกระเป๋าของทุกคน มันเป็นตัวส่งสัญญาณให้เราตัดสินใจ เราต้องใช้สัญญาณนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม ที่ผ่านมากลไกนี้ทำลายสภาพแวดล้อม เนื่องจากภาษีเป็นองค์ประกอบสำคัญของราคา ภาษีจึงมีบทบาทสำคัญ รัฐบาลใช้กลไกทางภาษีสร้างอิทธิพลทางการตลาดได้ ในหลายๆ ประเทศอย่างประเทศไทยมีการกำกับดูแลราคา เราจึงต้องดูว่าการกำกับราคาสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้คน เพราะคนมีแนวโน้มที่จะคิดถึงผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง เขารักษาผลประโยชน์ส่วนตน เขาจึงมองหาทางออกที่สมเหตุสมผลที่สุดในทางเศรษฐกิจ

แล้วภาษีสิ่งแวดล้อม (eco tax) มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ดูเหมือนว่าส่วนใหญ่เป็นภาษีพลังงาน
แกนหลักมักจะเป็นภาษีพลังงาน ทั้งพลังงานที่เราใช้ทำความร้อน ใช้ผลิตไฟฟ้า พลังงานที่ใช้ในการคมนาคมขนส่ง นี่คือแหล่งเก็บภาษีที่ใหญ่ที่สุดเพราะทุกคนต้องใช้พลังงาน หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหมายถึงรายได้สม่ำเสมอเข้าคลัง ถ้าคุณไปคิดออกภาษีสิ่งแวดล้อมที่มีตัวเลือกอื่นให้เลี่ยง เช่น ภาษีกระป๋องอะลูมิเนียมแบบกระป๋องโค้ก คนก็แค่เลี่ยงโค้กกระป๋อง หันไปกินโค้กขวดแก้วที่ตั้งขายบนชั้นวางของข้างๆ ในร้านแทน เท่านั้นเอง คิดดู คุณวางแผนจัดระบบธุรการเพื่อเก็บภาษีกระป๋อง ออกกฎหมายมาปุ๊บ เก็บภาษีไปได้แค่สองอาทิตย์ก็ไม่มีภาษีให้เก็บอีกแล้ว เพราะคนกินแต่โค้กขวดแก้ว แรงที่ลงไปกับการวางระบบก็สูญเปล่า คุณจึงต้องใช้ฐานภาษีที่กว้าง เป็นอะไรที่คนหลีกเลี่ยงไม่ได้ง่ายๆ ทันที แน่นอนว่ารายได้จากภาษีสิ่งแวดล้อมที่ออกมาจะลดลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา ตามระบบผลิตและวิถีบริโภคที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป แต่ไม่ใช่ภายใน ๒ สัปดาห์ อาจจะเป็นกว่า ๒๐ ปี คลังก็จะมีรายได้จากภาษีตัวนี้ไปได้ถึงทศวรรษหน้า

เข้าใจว่าคุณเริ่มด้วยมาตรการทางภาษี ต่อมาขยายออกไปถึงการปฏิรูประบบการคลังทั้งหมดเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นอย่างไร
การปฏิรูปภาษีสิ่งแวดล้อม (Environmental Tax Reform-ETR) ประกอบด้วยการใช้มาตรการเก็บภาษีสิ่งที่เป็นโทษต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้นในสังคม ในขณะที่การปฏิรูปการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Fiscal Reform-EFR) จะมีองค์ประกอบเพิ่มเข้ามาอีก ๒ ประการ ประการแรก ให้ทบทวนภาษีทั้งหมดทุกประเภทที่มีอยู่ ดูว่ามีอะไรได้รับการยกเว้นบ้าง มีความแตกต่างเหลื่อมล้ำทางภาษีอย่างไรไหม ข้อกำหนดภาษีตัวใดเป็นอุปสรรคหรือวิ่งสวนทางกับเป้าหมายเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้นว่า มีข้อยกเว้นการบริโภคน้ำไหม การบินได้รับการยกเว้นภาษีหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ให้ถูกต้องและยุติธรรม ยกเลิกสิทธิพิเศษนี้เสีย มองไปที่ภาษีที่มีอยู่ จัดการกฎกติกาที่เป็นปัญหากับสิ่งแวดล้อมเสีย

ประการที่ ๒ มองไปที่การอุดหนุนการประกอบการที่ส่งผลกระทบเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนนี้เป็นการทบทวนค่าใช้จ่าย การประกอบการอะไรบ้างที่เราใช้เงินเป็นพันล้านหนุนสิ่งที่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การเกษตรที่ไม่ยั่งยืนอย่างสุดๆ หรือการตัดไม้ เราควรเลิกอุดหนุนสิ่งเหล่านี้ นี่คือองค์ประกอบทั้งหมดของการปฏิรูปการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือคุณอยากเล่นให้กว้างกว่านั้นก็ได้ ระบุไปเลยว่าแรงจูงใจทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่วิ่งสวนทางกับเป้าหมายเพื่อสิ่งแวดล้อมควรจะได้รับการแก้ไข

พวกคุณมีวิธีทำงานกันอย่างไร ล็อบบี หรือทำวิจัย ?
GBG มีเจ้าหน้าที่ ๖ คน เราศึกษาโจทย์ต่างๆ ให้แก่องค์กรสิ่งแวดล้อม เช่นเอ็นจีโออย่างกรีนพีซ หรือ WWF เราให้คำปรึกษาแก่องค์กรของรัฐอย่าง GIZ (German International Cooperation หรือองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี) จัดคอร์สอบรมให้ GIZ ว่าด้วยเรื่องการนำเสนอภาษีสิ่งแวดล้อมและการปฏิรูประบบการคลังดูว่าต้องดำเนินงานตามขั้นตอนอะไรบ้าง หาพันธมิตรทางการเมืองได้อย่างไร ประเด็นถกเถียงต่อต้านการปฏิรูปภาษีที่เจอกันบ่อยๆ มีอะไรบ้าง และจะข้ามพ้นปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ข้อมูลและตัวเลขที่ต้องรู้มีอะไรบ้าง เพื่อให้มีเครื่องมือที่เหมาะสมต่อการดำเนินการปฏิรูป

เราล็อบบีเพื่อผลักดันนโยบายด้วย เราจึงต้องพัฒนาแนวคิดรูปแบบนโยบาย เราดีใจมากที่เมื่อกลางปี ๒๕๕๓ รัฐบาลเยอรมันรับข้อเสนอการปฏิรูปการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อมของเราถึง ๕ ข้อจากที่เราเสนอไปทั้งหมด ๖ ข้อ และได้เริ่มดำเนินการกันเมื่อต้นปีนี้ นับเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของเรา พวกเราใช้เวลา ๒ ปีพัฒนามันขึ้นมา เรามองหาภาษีที่จะไม่ไปทำร้ายคนเดินถนนตัวเล็กๆ แต่จะกระทบคนที่มีรายได้สูงและปานกลาง พร้อมกับพุ่งเป้าไปที่ช่องว่างในระบบ เช่น การยกเว้นภาษีที่ไม่เป็นธรรม อย่างพฤติกรรมเสพติดการบินของเรา เป็นต้น เราสามารถบินไปมาได้โดยไม่ต้องเสียภาษีเลย ปัจจุบันนี้การบินเป็นธุรกิจที่เจริญเติบโตรวดเร็วที่สุดอย่างหนึ่ง จึงไม่ควรได้รับการยกเว้นภาษีอีกต่อไป นี่คือสิ่งที่เราเสนอ และมันโดนใจผู้กำหนดนโยบายมาก พอเราตีพิมพ์แนวคิดและข้อเสนอของเราออกมา ก็ตามติดด้วยการล็อบบีอย่างหนักเป็นเวลา ๓ เดือน กับผู้กำหนดนโยบาย ทั้งสมาชิกรัฐสภา รัฐมนตรี โดยเฉพาะฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล

หน้าของบทความ: 1 2 3

บทความที่คล้ายกัน :

About admin

ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com