อาจารย์หมอพอเพียง ศ.นพ.ธีระ ทองสง ผู้ปรารถนาชีวิตที่มีค่า มากกว่าชีวิตที่มั่งคั่ง

เรื่อง : วีระศักร จันทร์ส่งแสง
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์

นอกจากในหมู่ลูกศิษย์นักศึกษาแพทย์ หมอ พยาบาล  คงมีน้อยคนจะคุ้นชื่อนายแพทย์ธีระ ทองสง  ทั้งที่เขาถือเป็นคนสำคัญในการศึกษาวิจัยเพื่อควบคุมโรคร้ายแรงประจำภูมิภาคอย่างธาลัสซีเมียจนลดลงไปมากในภาคเหนือ และกลายเป็นองค์ความรู้ให้แก่วงการแพทย์ทั่วไป  แต่หมอสูติฯ แห่งโรงพยาบาลสวนดอก เชียงใหม่ คนนี้ก็พอใจที่จะทำหน้าที่อย่างผู้ปิดทองหลังพระ

ในบรรดาบุคลากรแพทย์เมืองไทยรู้จักชื่อเขาดี เพราะอาจารย์หมอผู้นี้มักได้รับเชิญไปบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสูตินรีเวชตามมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลอยู่เสมอ รวมทั้งในต่างประเทศด้วยก็นับเป็นร้อย ๆ ครั้ง  ในรูปแบบวิธีการบรรยายที่สนุก เร้าใจ ไม่น่าเบื่อ เป็นที่ติดอกติดใจของคนฟัง  ด้วยลีลาอารมณ์ของผู้มีวาทศิลป์ ลูกเล่น มุกตลก และสาระครบเครื่อง ราวนายหนังตะลุง-ผู้มีสื่อมัลติมีเดียอันทันยุคสมัยและแน่นหนาด้วยข้อมูลความรู้ใหม่ ๆ ที่เขาลงมือค้นคว้าและผลิตด้วยตัวเองเป็นเครื่องมือ

เขายังเขียนตำราวิชาการไว้นับ ๑๐ เล่มซึ่งตีพิมพ์แพร่หลายเป็นที่ยอมรับ เป็นตำรามาตรฐานใช้ประกอบการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

มีผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในประเทศและนานาชาติเกือบ ๒๐๐ เรื่อง ทำให้เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๕  และเป็นศาสตราจารย์ระดับ ๑๑ มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘  ได้รับยกย่องเป็นเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๕๓  เข้ารับพระราชทานโล่จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

แต่เขาใช้ชีวิตอย่างธรรมดาและเรียบง่าย ขับจักรยานยนต์มาทำงาน และไม่ได้ซื้อโทรศัพท์มือถือไว้พกติดตัว

เขาว่าเขาเลือกที่จะพอ แม้โดยอาชีพจะมีโอกาสสร้างความร่ำรวยได้

โดยเฉพาะผู้มีบทบาทเป็น “ครู” เช่นเขาด้วยแล้ว ต้องเป็นแบบอย่างแก่ศิษย์โดยวิถีชีวิต ยิ่งกว่าคำพูด

กระทั่งเมื่อปี ๒๕๔๖ เขาได้รับการยกย่องเป็นอาจารย์ดีเด่นแห่งชาติจากที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย  ปี ๒๕๔๗ รับโล่เกียรติคุณอาจารย์แพทย์ดีเด่นที่เป็นแบบอย่างในเชิงจริยธรรมคุณธรรมจากแพทยสภา  และอีกหลายรางวัล อาทิ นักศึกษาเก่าดีเด่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สาขาวิชาการ) รางวัลช้างทองคำ (นักวิจัยดีเด่น) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฯลฯ หลังทำหน้าที่อาจารย์แพทย์มาเกือบ ๓ ทศวรรษ

พื้นเพเดิมของ ศ.นพ.ธีระ ทองสง เป็นลูกชาวนาจังหวัดพัทลุง  จบ ม.ศ.ต้นจากโรงเรียนแถวบ้านเกิด แล้วมาเรียนต่อโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ  จบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และแพทยศาสตรบัณฑิตในสถาบันเดียวกัน  ได้ประกาศนียบัตรชั้นสูงด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล  แล้วไปฝึกอบรมเวชศาสตร์มารดาและทารกที่ประเทศเยอรมนีอีกเกือบ ๒ ปี

ปัจจุบันเขาประจำอยู่ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  และเป็นนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช เชี่ยวชาญพิเศษด้านทารกในครรภ์ ประจำโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ หรือโรงพยาบาลสวนดอก

ซึ่งนับตั้งแต่เรียนจบ เขาจะมาทำงานตั้งแต่เช้ามืดจนถึงดึกดื่นทุกวันไม่เว้นวันหยุด  นอกเวลาราชการเขาสอนพิเศษนักศึกษาแพทย์โดยไม่มีรายได้ใด ๆ มานับหมื่นชั่วโมง

“ทุกวัน เจ็ดโมงเช้าผมจะมาถึงที่นี่แล้ว”

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระ พูดมาจากหลังโต๊ะทำงาน มุมด้านในของห้อง ซึ่งอยู่รวมกับคนอื่น ๆ อีกเกือบ ๑๐ คน ในห้องหนึ่งบนชั้น ๓ ตึกบุญสม มาร์ติน โรงพยาบาลสวนดอก

โต๊ะทำงานของศาสตราจารย์ระดับ ๑๑ เป็นโต๊ะไม้เรียบ ๆ ขนาดไม่ใหญ่ ไม่หรูหรา  มีคอมพิวเตอร์รุ่นทันสมัย ๒ เครื่องวางอยู่ด้านหลัง สำหรับทำมัลติมีเดียสื่อการสอนและประกอบการบรรยาย

จากนั้นเขาก็เล่าถึงกิจวัตรแรกของวัน

“เป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว เราเรียก morning conference  เป็นการแชร์ประสบการณ์จากคนที่อยู่เวรมาทั้งคืน คนที่ไม่อยู่เวรก็จะมาร่วมฟังด้วย  มีอาจารย์ที่สนใจเวียนกันเข้ามาแสดงความคิดเห็นหรือให้ความรู้ โดยเฉพาะเกี่ยวกับผู้ป่วยรายใหม่ ๆ ที่แพทย์ประจำบ้านรักษาในคืนที่ผ่านมา  ผมเองเป็นตัวหลักที่ต้องมาทุกเช้าเป็นเวลากว่า ๒๐ ปีแล้วครับ  ก็เป็นการเพิ่มประสบการณ์การวินิจฉัยผู้ป่วยรายใหม่ ๆ ให้เราเอง  ผมคิดว่าอาชีพแพทย์จะต้องเพิ่มพูนประสบการณ์และทบทวนความรู้อยู่เสมอ ผ่านการเห็นมาก ทบทวนมาก นี่เป็นบทบาทหนึ่งของอาชีพแพทย์”

เขาเล่าเรื่องงานที่ทำ แล้วพูดไปถึงแนวความคิดของการทำหน้าที่อาจารย์หมอ

“เราต้องคิดว่าเช้าแล้ววันนี้เราจะต้องมีอะไรดี ๆ ไปแสดงความคิดเห็นให้แก่ลูกศิษย์ มันต้องฝึกให้อยู่ในสายเลือดเลยครับ เราต้องคิดว่าวันนี้เราพอจะให้อะไรใครได้บ้าง เราจะทำประโยชน์อะไรให้ภาควิชาหรือคณะได้บ้าง  ไม่ใช่ว่าวันนี้เราจะได้อะไรจากภาควิชาหรือคณะ ถ้าเป็นเช่นนั้นเราก็ไม่สามารถมีชีวิตอย่างมีความสุขในวันนั้น  วิถีชีวิตที่ฝันใฝ่ในการให้ความรู้และดูแลสำคัญกว่า  กล่าวได้ว่าหน้าที่ครูจริง ๆ คือการสอนวิชาชีวิตและสอดแทรกวิชาชีพเพื่อทักษะในการสร้างประโยชน์ต่อไป”

ชั่วโมงถัดจากนั้นแต่ละคนก็แยกย้ายไปตามจุดต่าง ๆ ที่รับผิดชอบ  เขาเองแม้เป็นอาจารย์ของนักศึกษาแพทย์ก็ยังเป็นหมอดูแลคนไข้ด้วย  เพียงแต่เขายืนยันว่าเขาไม่เคยหารายได้ด้วยการรับคนไข้พิเศษของตัวเอง นอกเหนือจากการตรวจรักษาคนไข้ทั่วไป (general)

“ถ้าเราทำ private practice หรือการรับคนไข้พิเศษ เราก็ไม่มีเวลาสร้างสรรค์หรือสุขใจกับการเรียนการสอน  อาจารย์แพทย์ที่ฝักใฝ่คนไข้พิเศษของตน ไม่มีความสุขกับการค้นคว้ามาแบ่งปัน เพราะอาชีพนี้มีความสุขที่จะให้ ไม่ใช่จะเอา  เราไม่สามารถมองการแพทย์เป็นการค้าได้  ครูแพทย์จำเป็นต้องไม่ทำ private practice  เราต้องไม่ประนีประนอมกับความผิดพลาด  คนไข้ทุกคนเป็น academic material เช่นการทำคลอด นักเรียนแพทย์ต้องเห็น  ถ้าทำคลอดผ่าตัด private โดยนักเรียนแพทย์ไม่เห็น ไม่ได้เรียนรู้ ผมจะรู้สึกบาป นี่คือการคอร์รัปชันเชิงวิชาการ  เพราะผมไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางที่ทำมาหาเลี้ยงชีพ แต่ผมคือครูแพทย์ ไม่มีลูกศิษย์คนใดนิยมชมชอบอาจารย์ที่เห็นแก่เงินมากกว่าเห็นแก่วิชาการ”

“เรียนจบเพื่อเป็นแพทย์ แล้วอาจารย์มาเป็นครูได้อย่างไรครับ ?”

“แพทย์จบใหม่ต้องออกไปอยู่ชนบท หรือเรียนแพทย์เฉพาะทาง  แต่ผมเองมีโอกาสเรียนต่อโดยไม่ต้องออกไปชนบท ซึ่งนี่ก็ยิ่งเป็นโอกาสที่จะไปอยู่โรงพยาบาลใหญ่ ๆ หรือโรงพยาบาลเอกชน  ส่วนการจะเป็นอาจารย์แพทย์ต้องคัดเลือกทางวิชาการ ผมก็เลือกมาทางนี้เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ชอบมากกว่า เพราะมันมีความหลากหลายทางวิชา ได้ความรู้ใหม่ ๆ”

แล้วเขาก็มาทุ่มเทให้แก่การศึกษาวิจัย กระทั่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้อุบัติการณ์ของโรคธาลัสซีเมีย–โรคโลหิตจางที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมและพบบ่อยที่สุดในประเทศไทย ลดลงอย่างมากจากการวินิจฉัยก่อนคลอด โดยเฉพาะการเจาะเลือดทางสายสะดือทารก ที่เขาทำร่วมกับทีมเวชศาสตร์มารดาและทารก และห้องปฏิบัติการกุมารเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศ.นพ.ธีระ ทองสง ให้ภาพกว้างอย่างย่นย่อก่อนอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับนวัตกรรมการแพทย์นี้ว่า

เป็นการอัลตราซาวนด์ตรวจหาโรคฮีโมโกลบินบาร์ท (Hb Bart’s) ซึ่งเป็นธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงที่สุด ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก คือปลายไตรมาสแรก หรือต้นไตรมาสที่ ๒ ของอายุครรภ์  ทารกที่เป็นโรคนี้จะมีลักษณะจำเพาะที่มองเห็นได้ผ่านอัลตราซาวนด์ ทำให้แพทย์วินิจฉัยได้ตั้งแต่ก่อนเกิดภาวะบวมน้ำซึ่งทำให้มารดามีอันตราย  ในรายที่ซีดรุนแรงแต่ยังไม่ใช่ฮีโมโกลบินบาร์ท แพทย์อาจเติมเลือดตั้งแต่อยู่ในครรภ์โดยการเจาะสายสะดือ หรือยุติการตั้งครรภ์

การควบคุมโรคธาลัสซีเมียโดยวิธีการก่อนคลอด เน้นการรู้ล่วงหน้าเพื่อยุติการตั้งครรภ์ในรายที่เป็นชนิดรุนแรง หรือการเตรียมพร้อมสำหรับการมีลูกที่เป็นโรคนี้ โดยในชนิดที่เด็กเติบโตได้แต่ซีดในครรภ์ แพทย์ก็อาจใช้วิธีเติมเลือดทางสายสะดือ

“ปัญหาโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงที่ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม จากผลงานวิจัยการควบคุมโรคธาลัสซีเมียด้วยยุทธวิธีก่อนคลอด (Prenatal control of severe thalassemia: prenatal control) และงานวิจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้กลายเป็นต้นแบบให้กระทรวงสาธารณสุขนำไปประยุกต์ใช้ระดับประเทศ นับว่าผลงานวิจัยเชิงคลินิกของทีมงานได้มีผลระดับชาติในเชิงนโยบาย  งานวิจัยด้านคลื่นเสียงความถี่สูงของทารกในครรภ์ยังผลให้พบความพิการของทารกในครรภ์ โดยเฉพาะโรคฮีโมโกลบินบาร์ทซึ่งเป็นธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงที่สุด โดยทั่วไปแล้วเด็กจะไม่อาจมีชีวิตรอดหลังคลอด ขณะเดียวกันยังทำให้มารดามีภาวะโรคแทรกซ้อนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคพิษแห่งครรภ์ ชักแห่งครรภ์ บวมน้ำ คลอดยาก และตกเลือดหลังคลอด ทั้งหมดนี้เป็นภาวะที่ทำให้มารดามีอันตราย  และงานวิจัยจำนวนมากได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนา
สาขาวิชานี้ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับทารกบวมน้ำจากโรคฮีโมโกลบินบาร์ท ซึ่งเป็นความผิดปรกติของทารกในครรภ์ที่พบบ่อยที่สุดโดยเฉพาะในแถบภาคเหนือของประเทศไทย  งานศึกษาวิจัยนี้ทำให้วินิจฉัยโรคดังกล่าวได้ตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์ ทำให้ภาวะบวมน้ำจากโรคฮีโมโกลบินบาร์ทของทารกลดลงอย่างมาก”

เราอยากรู้รายละเอียดที่มาที่ไปของงานนี้

เขาชวนให้ดูภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ คลิกเมาส์ลากลูกศรไปตามจุดต่าง ๆ ของภาพ

“นี่คือหัวใจเด็ก คนทั่วไปดูไม่ออกหรอกว่ามันคืออะไร แต่ผมจะดูออก” เขาพูดแล้วหัวเราะกับทีเล่นของตัวเอง ก่อนเข้าเรื่อง  “นี่เป็นภาพอัลตราซาวนด์ ๓ มิติที่เราพยายามจะส่องดูทารกในครรภ์  เราวิจัยเกี่ยวกับเรื่องอัลตราซาวนด์เยอะ โรคที่พบมากในภาคเหนือก็โรคธาลัสซีเมีย  ตอนผมเป็นนักเรียนแพทย์ พบปีละ ๓๐ รายที่มาฝากครรภ์ ถือว่าเยอะ  เด็กตัวบวม แม่ครรภ์เป็นพิษ ต้องผ่าทั้งที่ยังไม่คลอด  ซึ่งเดี๋ยวนี้อัลตราซาวนด์ช่วยได้มาก เพราะเราเห็นตั้งแต่ต้น เรามีวิธีวินิจฉัยจากอัลตราซาวนด์ ทำให้เราสามารถยุติการตั้งครรภ์”

“ในกรณีนี้มีคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องจริยธรรมอย่างไรครับ ?”

“เราต้องเผชิญหน้าระหว่างความจำเป็นกับจริยธรรมอยู่เสมอ ๆ  แม่จำนวนมากต้องยุติการตั้งครรภ์เพราะเราไปรู้ไปเห็นว่าทารกผิดปรกติรุนแรงตั้งแต่เริ่มพัฒนาการ  แล้วบาปไหม ?  ในใจผมก็ว่าบาปเสมอแหละครับ ในการทำชีวิตผู้อื่นให้ตกล่วงไป ผิดทั้งจริยธรรมและข้อกฎหมาย  แต่จริง ๆ เราไม่ได้เป็นคนตัดสินอยู่ที่ครอบครัวเขาเอง  ในทางการแพทย์ความผิดปรกติในชีวิตเด็ก เขาก็ลำบาก แม่ก็ลำบาก เราก็บอกข้อมูลให้พ่อแม่ตัดสินใจเอง  แต่ผมก็รู้สึกว่ามันผิด จนต้องอุทิศส่วนกุศลให้แก่เขาเหล่านี้อยู่เสมอ ถึงแม้เราไม่ได้ทำเอง  จริง ๆ ผมไม่เคยทำแท้งให้ใครเลยนะ แต่ผมมีหน้าที่วินิจฉัย มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนสมรู้ร่วมคิดด้วย  ที่วีระศักดิ์ถามมามันเหมือนเป็นจุดบอดที่ต้องเผชิญหน้ากันอย่างยากลำบาก  เด็กบางคนไม่มีหัว คลอดออกมาอย่างไรก็ต้องเสียชีวิต มันอยู่ที่ช้าหรือเร็ว  แต่ถ้าช้าจะเกิดปัญหากับแม่ อย่างเด็กบวมน้ำจากโรคฮีโมโกลบินบาร์ท แพทยสภายอมให้ยุติการตั้งครรภ์ แต่กฎหมายไม่อนุญาต กรณีนี้จึงเหมือนแพทยสภายอมเป็นจำเลยแทนหากมีการฟ้องร้อง  หรือกรณีธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง กระทรวงสาธารณสุขก็ยอมให้ยุติการตั้งครรภ์ เป็นนโยบายระดับชาติในการควบคุมโรคนี้  ผมก็ลำบากใจนะ ในชีวิตผมไม่เคยทำแท้งให้ใคร แต่ตรงนี้ผมก็มีส่วน”

“เกณฑ์ไหนที่อยู่ในข่ายยุติการตั้งครรภ์ได้”

“โรคที่เป็นอันตรายกับแม่ อันนี้กฎหมายอนุญาต อย่างแม่เป็นโรคหัวใจรุนแรง หรือความพิการในตัวเด็กเองที่เราคิดว่าไม่สามารถเลี้ยงรอดได้ เช่น เด็กไม่มีหัว เด็กตัวบวมน้ำ ซีดมาก เม็ดเลือดถูกทำลาย  เด็กหัวใจพิการ สมองไม่มี หรือความพิการรุนแรงอื่น ๆ ที่เราเจอเร็ว  แต่ถ้าเราเจอพ้นระยะแท้งแล้ว อย่างไรเราก็ไม่ทำ”

“ระยะที่ว่านั้นอยู่ตรงไหนครับ ?”

“ก่อน ๒๐ สัปดาห์ เลยจากนั้นไม่ได้ เหมือนทำคลอด”

“มีคนถามว่า หมออยู่ข้างนอก เด็กอยู่ในท้อง หมอรู้ได้อย่างไรว่าเด็กผิดปรกติ ?” เขาถ่ายทอดคำถามของคนเป็นพ่อแม่ แล้วให้คำตอบ “เรามองไม่เห็น แต่เรามีตาที่สาม  อัลตราซาวนด์คือตาที่สามของหมอสูติฯ  ในครรภ์มืด แต่เราใช้อัลตราซาวนด์เป็นแสงสว่างเพื่อรู้ว่าเด็กยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นสุขเป็นทุกข์อย่างไร  ตั้งแต่จบแพทย์เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ผมก็อยู่กับอัลตราซาวนด์มาตลอด  อยู่กับเด็ก คุยกับเด็ก วงเล็บว่า ‘ในครรภ์นะ’ ”

เขาติดตลกทิ้งท้ายประโยค แล้วเปิดให้ดูบางภาพตัวอย่างที่เขาทำเก็บไว้เป็นหมื่น ๆ ภาพ

“อย่างเคสนี้เด็กบวมน้ำครับ ตับโต หัวใจโต  วีระศักดิ์ดูไม่ออกอยู่ดี แต่ผมดูออก” เขาเว้นวรรคหัวเราะอีกครั้ง  “เราดูจากอีกหลายอย่าง เช่น เด็กซีด การปั๊มของหัวใจต่างออกไป การไหลเวียนของเลือดแตกต่างไป  ตับโต ม้ามโต เส้นเลือดบางเส้นโตกว่าปรกติ  มีน้ำในช่องท้อง ช่องปอด”

เขาคลิกเมาส์เปิดภาพต่อไป

“ภาพนี้เห็นชัดเจนมากว่าหัวใจโตขึ้นมากเมื่อเทียบกับทรวงอกเด็ก  หัวใจต้องประมาณ ๑ ใน ๓ แต่คนนี้เกือบเต็ม  ตั้งแต่อายุครรภ์ยังน้อย เราก็จะเจอได้  นี่เป็นตัวอย่างบางโรคจากอีกนับพันโรค”

จากนั้นเขาเปิดคลิปให้ดูภาพเคลื่อนไหว

“มัลติมีเดียผมทำไว้เยอะเพื่อเป็นสื่อการสอน  เขาว่าหนึ่งภาพแทนพันคำ แต่ของผม หนึ่งคลิปแทนพันภาพ  อัลตราซาวนด์วาดยากต้องใช้ของจริง วิธีแทงเข็มทำอย่างนี้…นี่ถ่ายขณะจิ้มเพราะต้องอัลตราซาวนด์ไปด้วย  นี่เป็นภาพจริงของการเจาะสายสะดือซึ่งยากกว่าการเจาะน้ำคร่ำธรรมดา เข็มที่แทงลงไปยาวราว ๓ นิ้ว”

“ดูเป็นงานที่ยากนะ และต้องแม่นมาก ๆ”  คนที่เคยจับแต่ปากกา ไม่เคยจับเข็ม ตั้งข้อสังเกต

“การแทงสายสะดือต้องดูอัลตราซาวนด์ และต้องฝึกการควบคุมเข็มกับมือนานพอสมควร  จิ้มเข็มทะลุหนังเข้าไป เด็กหนีเราจะทำอย่างไร  หรือหน้าท้องแม่หนา เอียงเข็มไม่ได้ ต้องทำอย่างไร  ผมมีตัวอย่างครบ เอาไว้สอนนักศึกษา แต่อย่าดูมากเลย เดี๋ยวเปลือง”  นพ.ธีระหัวเราะกับคำพูดเล่นของตัวเอง แล้วพูดจริงจัง  “จะยากหากสายสะดือเกาะกับรกพอดี  แต่ตรงไหนเราก็เจาะได้ เพื่อเติมเลือดให้เด็กในครรภ์ที่ซีด  เราน่าจะทำเยอะที่สุดในเมืองไทยมั้ง ในโลกก็เป็นไปได้ เพราะธาลัสซีเมียพบมากที่สุดในภาคเหนือ เราก็เจาะมากที่สุด  โรคนี้เป็นโรคประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  แพทย์รามาธิบดี ศิริราช ก็มาฝึกที่เรา เรื่องการเจาะสายสะดือ”

เรื่องนี้เขาได้เขียนบทความวิชาการไว้จำนวนมาก จนอาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นแพทย์ผู้มีงานวิจัยมากที่สุดในมหาวิทยาลัยที่เขาสังกัดก็เป็นได้

สิ่งที่เขาค้นพบจากการวิจัย ลองเสิร์ชข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเรื่องโรคธาลัสซีเมียของทารกในครรภ์ กับการเจาะสายสะดือทารกในครรภ์ จะพบงานวิชาการเรื่องนี้ ๑๗๙ เรื่องจากงานวิจัยของแพทย์ทั่วโลก  ในจำนวนนี้เป็นผลงานของ ศ. นพ. ธีระ ทองสง ๑๒ เรื่อง ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับจำนวนแพทย์นับล้าน ๆ คนทั่วโลก

แต่เขาว่า

“เป้าหมายของการศึกษาไม่ได้อยู่ที่มีผลงานวิจัยสักกี่เรื่อง  แต่อยู่ที่การสร้างแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครใฝ่ดี และใฝ่รู้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด”

และว่าเป็นความสุขในการได้พบข้อเท็จจริงใหม่ ๆ

“มนุษย์มีความอยากรู้อยากเห็นอยากค้นคว้า  ผมเองก็ไม่ได้ทำเพื่อขอตำแหน่งอะไร แต่เป็นกำลังใจให้น้อง ๆ  ถือเป็นงานบริหารสมองและชีวิตที่มีความสุขครับ  เช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์แต่โบราณมา เขาวิจัยเพราะเป็นสุขที่จะค้นหา แต่ความรู้สึกนี้จะหายไปจากใจของแพทย์ที่มัวแต่ทำมาหากินแข่งรวยกับชาวบ้าน และเขาก็ไม่มีความสุขในการค้นหาและการค้นพบ”

หน้าของบทความ: 1 2

บทความที่คล้ายกัน :

About admin

ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com