Seoullo 7017 “ราษฎรดำเนิน” เวอร์ชั่นโสมขาว

สิงหาคม 3, 2017 
0


sujane-robbanแลไปรอบบ้าน  

บันทึกมุมมองสั้นบ้าง (ยาวบ้าง) ของ สุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดีที่สนใจประเด็นประวัติศาสตร์ ปรากฎการณ์ทางสังคม ไม่ว่าจะการเมือง สิ่งแวดล้อม จนถึงเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัว


เรื่องและภาพ : สุเจน กรรพฤทธิ์


seoullo01

“ชวนผู้คนออกไปบนถนนที่ไร้รถยนต์กันเถอะ !”

คำขวัญอันเป็นจุดกำเนิด “สวนสาธารณะลอยฟ้า Seoullo 7017”

กรุงโซล , สาธารณรัฐเกาหลี ค.ศ.1960

หลังสงครามเกาหลีจบลงไม่นาน คนเกาหลีใต้ต่างมุ่งมั่นในการฟื้นฟูประเทศด้วยการนำเข้าความรู้ -เลียนแบบ-สร้างนวัตกรรมที่เป็นของตัวเอง จนเริ่มประสบความสำเร็จ เศรษฐกิจเกาหลีใต้เริ่มเข้าสู่ระยะ “ขาขึ้น” ช่วงต้นทศวรรษ 1960 ท่ามกลางโลกยุคสงครามเย็นและการคุกคามจากญาติทางเหนือ (เกาหลีเหนือ)

กรุงโซล-เมืองหลวงเกาหลีใต้ก็ไม่ต่างกับเมืองหลวงทั่วโลก นอกจากคนจะเพิ่มขึ้น จำนวนรถยนต์ก็เพิ่มขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจที่เติบโต

โอปป้ารุ่นเก่าที่มีชีวิตผ่านทศวรรษ 1960s หลายคนยังจำได้ว่าตอนนั้นเองที่ทางด่วน Seoul Station Overpass ถูกสร้างขึ้นเชื่อมโซลฝั่งตะวันตกกับฝั่งตะวันออกส่วนที่ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำฮานเข้าด้วยกัน เชื่อมย่านตะวันออกของเมืองหลวง (ตลาดนัมแดมุน เมียงดง ย่านเขานามซาน) เข้ากับชุมชน 3 แห่งทางตะวันตกของโซล

ทางด่วนสายนี้เสร็จในปี 1970 กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการเติบโตของโซล

ภาพคุ้นตาโอปป้ารุ่นคุณปู่คือ โครงสร้างเสาคานที่พาดข้ามสถานี Seoul Station (เทียบได้กับหัวลำโพงของไทย หรือสถานีโตเกียวของญี่ปุ่น) ทางด่วนระฟ้าสายนี้จึงอยู่ในความทรงจำของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่เดินทางมาโซลด้วยรถไฟ เพราะภาพตอม่อและคานยายเหยียดผ่านกลุ่มตึกคือภาพแรกที่ต้องเห็นเมื่อก้าวออกจากสถานีเก่าแก่แห่งนี้

Seoul Station Overpass รับใช้ชาวกรุงโซลมาจนปลายทศวรรษที่ 1980 ที่เกาหลีใต้กลายเป็นชาติพัฒนาแล้ว โซลกลายเป็นเมืองหลวงรัฐประชาธิปไตยที่มั่นคงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หลังคนเกาหลีรวมพลังโค่นล้มเผด็จการจนมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญและระบบกลไกการเมืองการปกครองทั้งหมดในปี 1987

นับแต่นั้นกระบวนการ “ทำให้เป็นประชาธิปไตย” ก็ถูกปรับใช้กับทั้งระบบการเมืองเกาหลีใต้ การเลือกตั้งเกิดขึ้นทุกระดับไม่ว่าจะการเมืองระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น การผลักดันนโยบายทั้งหมดของแต่ละพื้นที่ นับแต่นั้น เกิดขึ้นจากโครงสร้างที่คนส่วนมากเข้าไปมีส่วนร่วมทั้งสิ้น

ในกรณี Seoul Station Overpass หลังอายุงานผ่านไป 45 ปี ทางการกรุงโซลก็เริ่มกังวลกับความเสื่อมสภาพของทางด่วนสายเก่าแห่งนี้ จนปี 2006 แม้จะมีความพยายามซ่อมบำรุงตลอดเวลาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 แต่การเสื่อมสภาพก็เข้าถึงจุดอันตรายจนทางการต้องประกาศห้ามยานพาหนะทุกชนิดใช้ทางด่วนสายนี้

เป็นเวลานานถึง 8 ปีหลังจากนั้นที่ทางการกรุงโซลพยายามเลือกระหว่างการ “ทุบทิ้ง” หรือ “ปรับปรุง” ทางด่วนสายเก่าแก่

seoullo02 seoullo03 seoullo04

คืนทางด่วนให้คนกรุง

ค.ศ. 2014

หลังการถกเถียงอันยาวนาน กรุงโซลเลือก “คืนทางด่วนให้ประชาชน” โดยมีโจทย์ที่ต้องแก้คือ การจัดการโครงสร้างที่เก่าแก่ให้ปลอดภัยและกำหนดรูปแบบการใช้งานใหม่

มีการประชาพิจารณ์กับชุมชนจำนวนมากที่อยู่โดยรอบทางด่วนมากกว่า 100 ครั้ง โดยความกังวลส่วนมากก็คือ ปริมาณรถยนต์ที่เคยใช้เส้นทางนี้อย่างน้อย 46,000 คันต่อวัน จะไปคับคั่งอยู่ในเส้นทางโดยรอบเมื่อทางด่วนนี้หมดสภาพของถนนไปจริงๆ

เมื่อได้ข้อสรุปจึงมีการประกาศดำเนินโครงการ Seoullo 7017 ในปี 2015 จากนั้นส่วนงานของการก่อสร้างก็เริ่มต้นขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างเดิม ปรับระบบการสัญจรรถยนต์โดยรอบใน 23 สี่แยกปรับภูมิทัศน์ 27 พื้นที่ ทำทางเลี่ยง ระบายคนไปยังระบบขนส่งชนิดอื่นที่มีครอบคลุมทั้งเมืองหลวง และซักซ้อมความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ส่วนข้อเสนอที่แปรเปลี่ยนทางด่วนแห่งนี้ให้กลายเป็น “สวนสาธารณะ” นั้นผ่านการประกวด Seoul Metropolitan Government’s 2015 international design competition โดยมีนักออกแบบนานาชาติเข้ามายื่นแบบแข่งขันกันจำนวนมาก ผู้ได้รับชัยชนะคือ วิทนี่ มาส (Winy Maas) นักออกแบบชาวดัตช์กับโครงการที่ชื่อว่า ‘The Seoul Arboretum’

วิทนี่บรรยายโครงการของเขาว่า โซลโล 7017 นั้น ต้องเป็นพื้นที่สำหรับคนหลากหลายกลุ่ม เชื่อมโยงชุมชนต่างๆ ในกรุงโซลเข้าด้วยกัน “ผมไม่ต้องการให้โซลโล 7017 เป็นแค่อนุสาวรีย์” และต้องการให้ที่นี่เป็น “ทั้งพื้นที่สาธารณะและสวนสาธารณะในเวลาเดียวกัน” ด้วยการวางแผนปลูกพืชท้องถิ่นของโซลหลากหลายชนิดลงไปในลักษณะของสวนพฤกษศาสตร์ในลักษณะของ “สวนลอยฟ้า” (sky-garden)

ดังนั้น “ทางด่วนยุค 70” จะเกิดใหม่เป็น “สวนลอยฟ้า” ในศตวรรษที่ 21 โดยข้อเสนอนี้ได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากนายกเทศมนตรีกรุงโซลขณะนั้นคือ ลีมยองบัค (ต่อมาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้)

seoullo05 seoullo06

“ชีวิตใหม่” ของ “ทางด่วนเก่า”

ชื่อ Seoullo 7017 นั้น มีความหมายว่า สวนแห่งนี้เคยเป็นทางด่วนในปี 1970 และกลายเป็นสวนสาธารณะของทุกคนในโซลในปี 2017 เมื่อมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ

ก่อนการปรับปรุงจนสมบูรณ์ในปี 2017 ทางการยังเปิดให้ชุมชน “ลองของ” เช่น ปี 2014 มีกิจกรรมให้ชาวเมืองทดลองเดินไปบนทางด่วนสายนี้ภายใต้โครงการ “เดินบนถนนสายดอกไม้” (Seoul Station Overpass, the first encounter: Walk the flower road)

มันคือครั้งแรกที่ชาวกรุงโซลจะได้ “เดินเท้า” บนทางด่วนที่รถยนต์ยึดมาตลอด 40 กว่าปี เป็นเวลาทั้งหมด 4 ชั่วโมงพร้อมกับกิจกรรมหลากหลายบนทางด่วน

กิจกรรมนี้ ทำให้คนจำนวนมากเกิดความรู้สึกใหม่ๆ กับทางด่วนที่ได้คืนมาในฐานะ “ระเบียงสีเขียว” ของเมืองที่ทุกคนเข้าถึงได้ โดยกิจกรรมนี้เกิดขึ้นอีก 2 ครั้งในปี 2015 ก่อนจะปิดปรับปรุงทางด่วนให้เป็นสวนลอยฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ

ปี 2017 เมื่อผมได้มีโอกาสไปเยือน Seoullo 2017 ก็พบว่าสวนแห่งนี้ทันสมัยและตอบรับความต้องการของชาวกรุงโซลได้ดี บนสวนลอยฟ้ามีอาคารเล็กๆ เป็นศูนย์ข้อมูล 2 แห่ง อาคารแสดงศิลปะ 2 แห่ง มี 10 จุดเป็นที่เพาะพันธุ์พืชท้องถิ่น พื้นที่สำหรับต้นไม้ 686 จุด และมีพื้นที่แสงสี 3 แห่ง

ที่พิเศษคือ มีกิมมิคพิเศษ เช่น อ่างน้ำเย็นแช่เท้าสำหรับคนขี้เมื่อย จุดปล่อยไอน้ำ ร้านขายกาแฟ ฯลฯ อีกประมาณ 20 แห่งที่เป็นสีสันและลานพักผ่อนของสวนแห่งนี้ ในยามที่เดินชมเมืองและเมื่อยล้า

เดินไปก็พลางคิดว่า เหลือเชื่อว่าเรากำลังเดินอยู่ในมหานครใหญ่ติดอันดับโลกด้วยมุมมองเดียวกับคนขับขี่รถยนต์ในพื้นที่ที่มีมูลค่านับพันล้านวอน

อย่างไรก็ตามก็ใช่ว่าจะมีแต่คนมองโครงการนี้ในแง่บวก คนคัดค้านก็มีจำนวนหนึ่งที่มองว่าโครงการนี้ทำให้ราคาค่าเช่าที่อยู่อาศัยย่านนี้เพิ่มสูงขึ้นจนทำให้ร้านเล็กๆ เริ่มอยู่ลำบาก หลายคนบ่นว่าการขนส่งสินค้าที่เดิมใช้เส้นทางลอยฟ้าข้ามไปอีกฝั่งของเมืองในเวลาไม่นาน ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นหลายเท่า แถมรถยนต์ก็ยังไปคับคั่งในทางยกระดับที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก นอกจากนี้แบบยังถูกวิจารณ์ว่ามันออกจะเป็น “ธรรมชาติประดิษฐ์” ที่ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล

แต่ชาวกรุงโซลจำนวนมากก็มองว่านี่คือ “พื้นที่สีเขียวของเมืองหลวง” ที่ได้มาเป็นแลนด์มาร์กของเมืองแทนที่จะปล่อยให้ทางด่วนเก่าโดนทุบไปอย่างไร้ประโยชน์

หันกลับมามอง “เมืองเทวดา” อย่างกรุงเทพฯ ผมก็ได้แต่ทดท้อใจ เราไม่เคยมีวิสัยทัศน์และการถกเถียงที่เกิดโภคผลเช่นนี้ ระบบการเมืองแบบทหาร, ผู้ว่าฯ ลากตั้งด้วยมาตรา 44 ไม่เอื้อใดๆ กับความคิดริเริ่มลักษณะนี้

ไม่ต้องพูดถึงโครงการหอชมเมืองที่ได้มาด้วย “วิธีพิเศษ” ที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

เรื่องแบบนี้เป็นได้แค่ฝันเท่านั้นสำหรับชาวกรุงเทพฯ ในรัฐเผด็จการอำนาจนิยม


sujaneสุเจน กรรพฤทธิ์
นักเขียนสารคดี จบการศึกษาทางด่านประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ สนใจความเป็นไปทางการเมืองและสังคมของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคจากการมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนเป็นระยะ






แลไปรอบบ้าน   บันทึกมุมมองสั้นบ้าง (ยาวบ้าง) ของ สุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดีที่สนใจประเด็นประวัติศาสตร์ ปรากฎการณ์ทางสังคม ไม่ว่าจะการเมือง สิ่งแวดล้อม จนถึงเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัว สุเจน กรรพฤทธิ์ ในไซ่ง่อน
แลไปรอบบ้าน   บันทึกมุมมองสั้นบ้าง (ยาวบ้าง) ของ สุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดีที่สนใจประเด็นประวัติศาสตร์ ปรากฎการณ์ทางสังคม ไม่ว่าจะการเมือง สิ่งแวดล้อม จนถึงเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัว สุเจน กรรพฤทธิ์ น้ำปลายี่ห้อ
แลไปรอบบ้าน  บันทึกมุมมองสั้นบ้าง (ยาวบ้าง) ของ สุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดีที่สนใจประเด็นประวัติศาสตร์ ปรากฎการณ์ทางสังคม ไม่ว่าจะการเมือง สิ่งแวดล้อม จนถึงเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัว สุเจน กรรพฤทธิ์ เมษายน ค.ศ.
แลไปรอบบ้าน   บันทึกมุมมองสั้นบ้าง (ยาวบ้าง) ของ สุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดีที่สนใจประเด็นประวัติศาสตร์ ปรากฎการณ์ทางสังคม ไม่ว่าจะการเมือง สิ่งแวดล้อม จนถึงเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัว สุเจน กรรพฤทธิ ภาพอนุสาวรีย์ฮานาโกะ
ภาพ : อนุสาวรีย์หมักกื๋ว เมืองฮาเตียน จังหวัดเกียนยาง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม --------------------------------- เดือนเมษายน 2560 คือวาระครบรอบ 250 ปี “อยุธยาร่วง กรุงธนบุรีโรจน์” เรื่องหนึ่งที่สังคมไทยสนใจเกี่ยวกับกรณนี้มาตลอดคือ