" /> สัมภาษณ์ ตูน อาทิวราห์ คงมาลัย ผมไม่คิดว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นอาชีพ...ผมตอบตัวเองได้เพียงว่า...ผมตายบนเวทีได้แค่นั้นเอง” - สารคดี.คอม [ Sarakadee Magazine ]

สัมภาษณ์ ตูน อาทิวราห์ คงมาลัย ผมไม่คิดว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นอาชีพ…ผมตอบตัวเองได้เพียงว่า…ผมตายบนเวทีได้แค่นั้นเอง”

กันยายน 15, 2011 
31


วรุณพร พูพงษ์ : สัมภาษณ์
จีนี่ เรคคอร์ด : ภาพ

“…ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่ มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำว่าครั้งหนึ่งเคยก้าวไป แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยก็ยังต้องเดินต่อไป…”

ข้อความข้างต้นคือท่อนหนึ่งในเพลง “ความเชื่อ” ของวงบอดี้สแลม ร่วมขับร้องโดย แอ๊ด คาราบาว ผู้มีศักดิ์เป็นอาของนักร้องนำ–อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ “ตูน บอดี้สแลม” เมื่อ ๖ ปีที่แล้ว เพลงนี้ถือเป็นเพลงสร้างแรงบันดาลใจให้วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยมุ่งมั่นก้าวเดินตามความเชื่อ จุดไฟฝันในหัวใจ และหลายคนยังคงนึกถึงเพลงนี้ยามรู้สึกทดท้อสิ้นหวัง

เป็นเรื่องจริงที่บทเพลงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างความบันเทิง ตูนรับรู้ถึงพลังของบทเพลงที่สร้างแรงขับเคลื่อนให้แต่ละชีวิต เมื่อแฟนเพลงบอกเล่าประสบการณ์ครั้งคิดฆ่าตัวตายแต่ล้มเลิกความคิดหลังจากฟังเพลง “อกหัก” (อัลบั้มที่ ๔ Save My Life) ท่อนหนึ่งว่า “…ชีวิตแค่โดนทำร้าย แต่ที่สุดมันต้องไม่โดนทำลาย…”

ใช่เพียงผู้ฟังเท่านั้นที่ได้รับพลังผ่านบทเพลง แต่นักร้องนักดนตรีผู้ถ่ายทอดเสียงเพลงนั้นก็ได้รับพลังสะท้อนกลับด้วยเช่นกัน ดังที่ตูนกล่าวไว้ว่า “สิ่งที่ผมแสดงออกบนเวทีล้วนเป็นพลังงานพิเศษที่ผมได้รับจากผู้ชมทั้งสิ้น”

บอดี้สแลม (Bodyslam) เป็นวงดนตรีร็อกที่เพลงส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลดนตรีร็อกฝั่งอเมริกาช่วงต้นยุค ๙๐ ผสานดนตรีโปรเกรสซีฟร็อก  พวกเขาเริ่มต้นอัลบั้มแรกด้วยดนตรีป๊อปร็อก ถ่ายทอดเรื่องราวความรักของวัยรุ่นสู่เรื่องความเชื่อความฝันในอัลบั้มต่อ ๆ มา ด้วยท่วงทำนองที่หนักแน่นขึ้นอย่างอัลเทอร์เนทีฟร็อก

ตลอดการเดินทางบนถนนสายดนตรีร่วม ๑๐ ปี บอดี้สแลมบ่มเพาะ หล่อหลอมแนวคิด และสั่งสมประสบการณ์กระทั่งตกผลึกทางความคิด จนงานเพลงของพวกเขาค่อย ๆ ก้าวข้ามเรื่องราวความรักของหนุ่มสาว สู่อัลบั้มที่ ๕ “คราม” ที่สะท้อนมุมมองต่อโลกและชีวิต เช่น เพลง “คราม” เปรียบสีครามของน้ำทะเลกับจิตใจมนุษย์อันยากแท้หยั่งถึง ผสานกับดนตรีที่มีการใช้ซินธิไซเซอร์ (เครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์) ซึ่งแตกต่างจากอัลบั้มที่ผ่านมา  หรือเพลง “คิดฮอด” ที่มีการผสมผสานดนตรีร็อกกับหมอลำ ร่วมขับร้องโดย ศิริพร อำไพพงษ์  สร้างปรากฏการณ์คล้ายเพลง “แฟนจ๋า” ของเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย เป็นต้น

ตูนบอกว่าพวกเขาไม่ได้พยายามโตหรือสร้างความต่างใด ๆ เพียงแต่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานเพลงตามแบบของบอดี้สแลมในแต่ละขวบปีเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าอัลบั้มคราม อัลบั้มล่าสุดของบอดี้สแลม ได้เปิดมิติใหม่ทางดนตรีรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ

จากการจัดอันดับเพลงยอดนิยมตามคลื่นวิทยุ เพลงในทุกอัลบั้มของบอดี้สแลมมักขึ้นสู่อันดับ ๑ หลายสัปดาห์ติดต่อกัน เช่นเพลงงมงาย, อากาศ, ความซื่อสัตย์, ปลายทาง, ความเชื่อ, ยาพิษ, อกหัก, คราม, ความรัก, คิดฮอด เป็นต้น  รวมถึงรางวัลจากหลายเวทีที่พวกเขาได้รับก็ถือเป็นเครื่องการันตีคุณภาพงานเพลงตลอดการเดินทาง ๕ อัลบั้ม เช่นปี ๒๕๔๙ เข้าชิงรางวัลศิลปินยอดนิยมประเทศไทยในงาน MTV Asia Awards  ปีเดียวกันได้รับรางวัล Song of the Year (เพลงความเชื่อ) จากเวที Fat Awards ครั้งที่ ๔  รางวัลศิลปินกลุ่มร็อกยอดเยี่ยม, อัลบั้มร็อกยอดเยี่ยม (อัลบั้ม Save My Life) และรางวัลเพลงร็อกยอดเยี่ยม (เพลงยาพิษ) จากเวทีสีสันอวอร์ด ครั้งที่ ๒๐ ในปี ๒๕๕๐  ล่าสุดปี ๒๕๕๔ ได้รับรางวัลเพลงร็อกยอดเยี่ยม (เพลงคราม) และเพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยม (เพลงคิดฮอด) เวทีสีสันอวอร์ด ครั้งที่ ๒๓ ฯลฯ

ผลสำรวจความนิยมจากหลายสถาบันต่างยกให้บอดี้สแลมเป็นวงดนตรีที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด อาทิ สวนดุสิตโพลสำรวจ “ที่สุดแห่งปี ๒๕๕๑” บอดี้สแลมอยู่ที่ร้อยละ ๓๙.๗๖  เอแบคโพลสำรวจ “ที่สุดบันเทิงแห่งปี ๒๕๕๓” อยู่ที่ร้อยละ ๒๙.๒  ปลายปี ๒๕๕๓ บริษัทแอทแวนเทจ จำกัด จัดทำผลสำรวจความคิดเห็นผู้ใช้เฟซบุ๊กค้นหาบุคคลที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดและชีวิต พบว่าบอดี้สแลมอยู่อันดับ ๓ รองจากวู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ตูน บอดี้สแลม ชายหนุ่มวัย ๓๒ ปี นักร้องเพลงร็อกผู้เต็มที่กับท่วงท่าลีลาการแสดงและดนตรีอันหนักหน่วงในทุกคอนเสิร์ต  เขาคือกุญแจสำคัญที่พาวงบอดี้สแลมก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดหนึ่งของวงการดนตรี

เด็กสุพรรณฯ คนนี้สนใจเรื่องกีฬาและดนตรีตั้งแต่วัยเยาว์  ขณะอยู่มัธยมได้ตั้งวงดนตรีกับเพื่อนชื่อวงละอ่อน คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดฮอตเวฟมิวสิคอวอร์ด ครั้งที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๓๙)  เมื่อเป็นนิสิตคณะนิติศาสตร์ รั้วจามจุรี ก็ไม่ทิ้งฝันด้านดนตรีจนมีโอกาสออกอัลบั้มชื่อ “ละอ่อน” ก่อนจะแยกตัวจากวงมาทำเพลงในแนวทางที่ชอบ  เมื่อเรียนจบทำงานเป็นสจ๊วตก็ยังรับงานร้องเพลงกลางคืนในนามวงกุหลาบขาว กระทั่งพิสูจน์ตัวเองจนได้ออกอัลบั้มแรกชื่อว่า “บอดี้สแลม” ในปี ๒๕๔๕

ทั้งหมดนี้ ตูนบอกทีมงาน สารคดี ว่า “ชีวิตผมเป็นเหมือนขั้นบันไดที่ค่อย ๆ เดินขึ้นมาทีละก้าว ถอยหนึ่งก้าว ขึ้นสองก้าว ไม่ได้ก้าวกระโดด แต่เดินมาเรื่อย ๆ ด้วยความสุข ความรัก หรือด้วยอะไรก็ตามที่มีในแต่ละช่วงเวลา จนวันหนึ่งหันกลับไปมองถึงได้เห็นว่า เราเดินขึ้นมาสูงมากโดยที่ไม่รู้ว่าจะเดินมาสูงขนาดนี้ ไกลขนาดนี้ แค่ก้าวเล็ก ๆ ที่ผมไม่หยุดเดิน ไม่หยุดไขว่คว้า มันพาผมมาโดยไม่รู้ตัว… “ตราบใดก็ตามที่เรายังไม่เลิกฝัน สิ่งที่เรามุ่งมั่นตั้งใจต้องมาถึงสักวันหนึ่ง”

ท่วงทำนอง

ชีวิตวัยเด็กของคุณเป็นอย่างไร
ผมเป็นคนสุพรรณบุรี มีพี่น้อง ๓ คน ผมเป็นลูกคนกลางมีพี่สาวกับน้องชาย  บ้านอยู่ในอำเภอเมืองแต่ไม่ได้อยู่ในเขตเมือง อยู่ห่างตลาดออกมาสัก ๕ กม.  บ้านผมเป็นโรงสีข้าวทำด้วยไม้ พ่อเป็นเถ้าแก่โรงสี มีรถไถขนข้าวมาที่โรงสีเรา บางทีมาเป็นคันรถสิบล้อบ้างรถหกล้อบ้าง ผมก็วิ่งเล่นอยู่แถวนั้น บางทีเล่นซ่อนหากับลูกคนงานในโรงสี แอบอยู่ตามกระสอบข้าวที่วางซ้อนกัน บางทีก็วิ่งเล่นบนกองข้าวเปลือก ตกปลาบ้างตามเรื่องตามราวแต่ไม่ถึงกับขี่ควายในทุ่งนา  ผมโตมาท่ามกลางบรรยากาศอย่างนี้ ได้เห็นภาพลูกชาวนา ลูกคนงาน ไปจนถึงลูกเศรษฐีในตลาด ซึมซับทุกอย่างในวัยนั้น

ทราบมาว่าคุณเคยเป็นนักกีฬาโรงเรียน
ผมมาเรียนกรุงเทพฯ ตั้งแต่ ม.๑ สมัยมัธยมผมเป็นนักฟุตบอล  ผมชอบเตะบอลตั้งแต่อยู่สุพรรณฯ มีหลายครั้งที่จะได้เป็นนักกีฬาของจังหวัด โค้ชที่สุพรรณฯ ก็ถามว่าจะเป็นนักกีฬาไหม แต่เพราะผมตัวเล็กกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน ที่บ้านกลัวจะบาดเจ็บเลยไม่ให้เล่น  พอเข้าเรียน ม.๑ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ผมอยากเป็นนักกีฬา เผอิญทางโรงเรียนเห็นแววเลยให้เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ปีกขวา เป็นเบกแฮม (หัวเราะ) ตอนนั้นก็ยังตัวเล็กกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน โชคดีที่มิดฟิลด์ต้องใช้ความเร็ว  ผมได้เป็นนักกีฬาของโรงเรียนสวนกุหลาบฯ อยู่ ๑ ปี ผมมีความสุขมากกับการได้ซ้อมฟุตบอลตอนเย็นทุกวัน ได้สวมเสื้อทีมโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ที่ต่างจากเสื้อในชั่วโมงเรียนพละ ซึ่งผมรู้สึกว่าเท่สุดยอด (หัวเราะ) ผมดีใจมากที่ได้เป็นนักกีฬาโรงเรียนไปแข่งกีฬาองกรมพลศึกษา ได้เหรียญรางวัลที่ ๓ เป็นประสบการณ์ดี ๆ ที่ได้เรียนรู้  ผมชอบดนตรีกับกีฬามาก ชอบการแข่งขันที่ทำให้ได้แอ็กทีฟ  มันมีเสน่ห์ สร้างแรงบันดาลใจ สร้างจุดมุ่งหมายที่ผมต้องไปให้ถึง ผมชอบชีวิตช่วงนั้น

จากกีฬาสู่ดนตรีถือเป็นจุดเปลี่ยนไหม
ผมว่าไม่ใช่ มันเป็นแค่แก๊กเล็ก ๆ  ถึงไม่ได้เป็นนักกีฬาฟุตบอลตอนมัธยม ๒-๓ แต่ผมก็ยังเตะบอลทุกวันอยู่ดี ดนตรีแค่เข้ามาในจังหวะที่เหมาะสม เป็นช่วงรอยต่อที่ได้เดินทางไปเจอสิ่งใหม่ ท้าทายกับเรื่องใหม่ ๆ

ดนตรีเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตเมื่อไร
ผมอยู่กับเพลงตั้งแต่เด็กเพราะพ่อเป็นคนชอบฟังเพลง เวลาขับรถไปส่งผมในเมืองก็จะเปิดทั้งเพลงไทย เพลงลูกทุ่ง เพลงสากล ตั้งแต่ สุรพล สมบัติเจริญ ไปจนถึง บี จีส์ (Bee Gees) ผมได้ฟังและซึมซับโดยไม่รู้ตัว  เรื่องดนตรีมาเข้มข้นอีกครั้งตอนผมเรียนมัธยม ๓-๔  เพื่อนเริ่มตั้งวงดนตรี ผมชอบร้องเพลงก็ไปร้องกับเขา  ช่วงแรก ๆ นักร้องนักดนตรีในวงมีเยอะมาก ตอนนั้นเล่นอะไรไม่เป็นก็ร้องอย่างเดียว สนุกมาก และทำให้ผมได้ฟังเพลงมากขึ้น ฟังเพลงร็อก เพลงยาก ๆ หนัก ๆ อย่างที่มือกีตาร์มือกลองชอบเล่นกัน  ได้ร้องเพลงภาษาอังกฤษ ฝึกฟังสำเนียงและเลียนแบบการร้อง เริ่มอ่านและท่องจำเนื้อเพลงภาษาอังกฤษ  ช่วงนั้นในวงมีคนตั้งแง่ว่าผมไม่เก่ง ร้องเพลงฝรั่งไม่ได้ แต่ผมเป็นคนไม่ยอมแพ้ กลับมาฝึกและบอกตัวเองว่าต้องร้องให้ได้ ต้องพยายาม  จากเสียงเพื่อนที่บอกว่าเราไม่เก่งกลายเป็นแรงผลักให้เราพัฒนาตัวเองโดยไม่รู้ตัว

ผมสนุกกับช่วงเวลานั้น สนุกกับการร้องเพลงในแต่ละเวที คือไม่ได้คิดว่าอีก ๑๐ ปีต้องเป็นนักร้อง ต้องออกอัลบั้ม ผมแค่สนุกกับช่วงเวลานั้น ทำอย่างจริงจัง ทำด้วยความรัก ประกอบกับต้องเรียนหนังสือ และไม่ได้ฝันว่าฉันจะต้องออกอัลบั้มหรือต้องโด่งดัง ไม่มีอยู่ในหัวเลยจริง ๆ  ผมกลับคิดว่าที่สุดแล้ววันหนึ่งจบปริญญาตรีก็ทำงานประจำในอาชีพปรกติ มีดนตรีเป็นงานอดิเรกที่ผมรักมากที่สุด ผมคิดแค่นั้น

ทำไมเลือกสอบเอนทรานซ์เข้าคณะนิติศาสตร์
ผมมองว่ากฎหมายมันกว้าง ทุกอย่างบนโลกใบนี้อ้างอิงกับกฎหมาย จะไปทำงานเอกชนหรือราชการก็ได้ เพราะทุกหน่วยงานต้องมีที่ปรึกษาทางกฎหมาย และตอนนั้นผมยังไม่รู้จริง ๆ ว่าอยากเป็นอะไร เลือกเพราะคะแนนถึงและได้เรียนในมหาวิทยาลัยที่ดี เรียนจบอาจนำไปต่อยอดได้  คณะที่เลือกอันดับ ๑ คือคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ม.ธรรมศาสตร์  ผมอยากเป็นนักข่าวนักหนังสือพิมพ์หรือคนทีวี เพราะผมชอบกีฬาอยากเป็นนักข่าวกีฬา มันคงมีความสุขถ้าได้เดินทางไปดูกีฬาต่าง ๆ รอบโลก คิดแค่ว่าทำยังไงถึงจะผูกติดกับสิ่งที่เราชอบได้  ส่วนอันดับ ๒ ผมเลือกรัฐศาสตร์เพราะผมชอบเดินทาง ผมอยากเป็นทูต ผมอยากเห็นโลก  สุดท้ายผมก็ได้เรียนคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังไม่ทิ้งดนตรี เรียนจบก็เลือกจะไม่ทำงานด้านกฎหมาย
ใช่ครับ ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยผมเล่นดนตรีตลอด กับวงที่มหาวิทยาลัย  เราเดินสายประกวดตามเวทีต่าง ๆ  เล่นเพลงที่อยากจะเล่น เช่นเพลงของวงเอ็กซ์ตรีม (Extreme) ดรีมเธียเตอร์ (Dream Theater)  มิสเตอร์บิ๊ก (Mr. Big) หรือเพลงร็อกที่ชอบ ต่อยอดมาจากตอนเรียนมัธยม  มือกีตาร์ที่เจอตอนเรียนจุฬาฯ คือ พี่บิ๊ก (ขจัดภัย กาญจนาภา) วงพาราด็อกซ์  เขาเป็นรุ่นพี่ผม ๑ ปี ตอนหลังมาเจอกันอีกที่ จีนี่ เรคคอร์ด  พี่บิ๊กเป็นคนเก่ง ถือเป็นโชคดีที่ได้เจอกันทั้งตอนเรียนและทำงาน

ตอนเรียนปี ๓ ผมเริ่มเห็นแววตัวเองว่าเรียนไม่เก่ง (หัวเราะ) ถ้าเทียบกับเพื่อนในชั้นปีเดียวกัน  เราคงเป็นผู้พิพากษา อัยการ หรือแม้กระทั่งทนายดี ๆ ไม่ได้แน่ เพราะผมไม่แม่นเรื่องข้อกฎหมาย ไม่คิดว่าจะรับผิดชอบชีวิตใครได้ สมมุติผมเป็นทนายให้ใครคนหนึ่ง แล้วว่าความแพ้ ทำให้เขาต้องติดคุกทั้งที่เขาไม่ผิด ผมคงรู้สึกแย่มากและมองหน้าเขาไม่ติด  ประกอบกับช่วงนั้นผมเริ่มบ้าดนตรีมากขึ้น  หลังจากได้รางวัลฮอตเวฟมิวสิคอวอร์ด และออกอัลบั้มชื่อ “ละอ่อน” ทำให้รู้สึกว่ามีประสบการณ์ประมาณหนึ่ง อยากเดินทางทำเพลงแต่ไม่ใช่ในแบบที่เป็นละอ่อน ผมเลยตัดสินใจออกจากวงมากับเภา (รัฐพล พรรณเชษฐ์-มือกีตาร์คนแรกของวงบอดี้สแลม)  ตอนปี ๑-๒ เราเริ่มทำเพลงด้วยกันมาเรื่อย ๆ โดยที่ยังไม่มีชื่อวง  ช่วงเรียนปี ๓-๔ ก็เริ่มเข้มข้นขึ้น เลยลองทำเพลงไปเสนอพี่เอก (ธเนศ วรากุลนุเคราะห์) ค่ายมิวสิคบั๊กส์ (Music Bugs) จนเรียนจบผมยังคงทำเพลงกับเภา แต่ก็ยังไม่อาจทำให้พี่เอกมั่นใจว่าเพลงของเราดีพอจะออกผลงานเป็นอัลบั้ม

ช่วงเรียนจบผมตัดสินใจใช้ชีวิตโดยไม่ขอเงินพ่อแม่และเริ่มหาอาชีพมาหล่อเลี้ยงความฝัน ตั้งใจว่าอยากออกผลงานสักอัลบั้มก่อนทำงานประจำ เพราะผมกับเภาทำเพลงและคุยกับพี่เอกมานานมาก  ตอนนั้นไม่มีเงิน โชคดีมีรุ่นพี่คนหนึ่งทำงานที่สายการบินโอเรียนท์ไทย ชวนให้ทำงานตำแหน่งพนักงานสจ๊วต สัญญาระยะสั้น ๖ เดือน  ผมไม่ได้อยู่เมืองไทยเลย ผมได้ไปอินเดีย จอร์แดน และซาอุดีอาระเบีย ประมาณ ๔-๕ เดือน  ลองนึกภาพสจ๊วตที่ไม่ได้ลากกระเป๋าแต่สะพายกีตาร์ตัวหนึ่ง แต่งเพลง ทำงานเก็บเงิน และได้เห็นโลกไปด้วย ผมรู้สึกว่ามันเจ๋งและโชคดีมากที่ได้ไปสัมผัสหลาย ๆ เมือง

คุณได้อะไรจากการเป็นสจ๊วต
อันดับแรกคือได้ใช้ชีวิต สองคือมีรายได้จุนเจือในจังหวะที่ต้องตามหาความฝันในการทำอัลบั้ม ได้เจอเพื่อนร่วมงานใหม่ ๆ ได้พูดคุยกับคนหลายแบบตั้งแต่พนักงานจนถึงจับกังหรือคนงานยกของประจำสนามบิน เพราะผมมีหน้าที่รับของจำพวกอาหาร เครื่องดื่ม และคอยเช็กของในครัว

สองปีนับจากเป็นสจ๊วต การทำอัลบั้มก็เริ่มเข้มข้นขึ้น  ผมไม่อยากลอยชายเพราะเงินที่หามาก็พออยู่ได้แค่ช่วงหนึ่ง ระหว่างนั้นผมร้องเพลงกลางคืนและทำอัลบั้มไปด้วย  เรียนจบมา ๒ ปีผมถึงได้ออกอัลบั้ม ถือเป็นการเรียนรู้ชีวิตโดยที่ไม่ต้องเข้าห้องเรียน คือใช้ชีวิตในทางที่เราเลือก โชคดีที่สุดท้ายผมก็ทำให้ค่ายมิวสิคบั๊กส์เชื่อมั่นและออกอัลบั้มแรกชื่อ “บอดี้สแลม” (Bodyslam) ตอนนั้นที่ค่ายมีวงและนักร้องในสังกัดคือ บิ๊กแอส, ลาบานูน, เกิร์ล, ฟรายเดย์แอมอินเลิฟ และพี่เก๋ (จิโรจน์ วรากุลนุเคราะห์)

ครอบครัวว่าอย่างไรจากสจ๊วตมาร้องเพลงกลางคืน
เขาไม่เห็นด้วย แต่ผมโชคดีที่พ่อแม่ไม่เคยสั่งไม่เคยบอกให้ผมหยุดทำอะไร ในใจเขาคงอยากให้ผมทำงานประจำหรือถ้าเป็นสจ๊วตก็ทำให้เป็นงานที่มั่นคงถาวร แต่เขาเคารพในทุกการตัดสินใจของผม เขาเฝ้าดูและเป็นห่วงอยู่ห่าง ๆ ตลอดเวลา  เขาบอกว่าก็ทำเพลงไปแต่ลองสมัครเรียนเนติฯ ไว้ไหม สมมุติว่าตรงนี้ไม่สำเร็จจะได้มีความรู้ด้านอื่นรองรับ เพราะในใจเขามองว่าคงไม่สำเร็จและอยากให้ผมเป็นอัยการ ผู้พิพากษา หรือนิติกร  เขาเพียงแนะแนวทาง ท้ายที่สุดผมคือผู้เลือกทางเดิน  ตอนนั้นผมรู้สึกกดดันแทนพ่อแม่ เพราะเรียนจบมา ๒ ปียังไม่มีงานประจำ และเป็นลูกชายคนโตซึ่งเขาคงฝากความหวังไว้ค่อนข้างเยอะ เวลาคุยกับญาติพี่น้องว่าลูกชายทำอะไรอยู่ เขาคงเสียใจที่เรายังไม่เป็นโล้เป็นพาย

มีวันหนึ่งคล้ายเป็นจุดพลิกของชีวิต คือผมตัดสินใจเข้าไปคุยกับพี่เอกตรง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมผมยังไม่ได้ออกอัลบั้ม ทั้งที่มีเพลงที่คิดว่าคงไม่ทำให้ค่ายเจ๊ง  ผมไม่ได้ดื้อดึงขอร้องในสิ่งที่มองไม่เห็น เพียงแต่รู้สึกว่าทำงานมาหนักพอสมควร อยากทำงานให้เสร็จเป็นอัลบั้ม  วันนั้นผมคุยกับพี่เอก ๓ ชั่วโมง คุยเรื่องทางบ้าน สุดท้ายผมร้องไห้ และจากที่นั่งคนละฟากของโต๊ะ พี่เอกก็เข้ามานั่งข้าง ๆ แล้วขอโทษและให้โอกาสในการออกอัลบั้มแรก  ผมแค่อยากทำให้ที่บ้านเห็นว่า ๕-๖ ปีที่ผ่านมามันคือสิ่งนี้ แสดงให้เห็นว่าผมไม่ได้จับจด เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ หรือไปสำมะเลเทเมา แต่มีสิ่งที่จับต้องได้ให้เขาเห็น  มันจะพาผมไปถึงไหนก็ไม่รู้แล้ว ขอแค่ออกอัลบั้มเท่านั้นจริง ๆ ไม่ได้คิดว่าอยากดัง เพราะช่วงเวลานั้นผมเหนื่อยมาก เหนื่อยใจ เหนื่อยกาย เหนื่อยฝัน เพราะเราคาดหวังกับการเกิดอัลบั้มแรก เราใช้เวลา ลงแรงไปเยอะ โชคดีที่ผมไม่ล้มฟุบยอมแพ้เสียก่อน

แล้วชีวิตทุกวันนี้ถือว่าเหนื่อยหรือหนักเกินไปไหม
ไม่หนักเลย สนุกมาก โคตรสนุก ผมคิดว่าเป็นชีวิตที่น่าอิจฉาและโชคดี  ผมไม่ใช่นักร้องที่ร้องเพลงดีที่สุดในโลกหรือในประเทศนี้ และไม่ใช่วงดนตรีที่เก่งที่สุด แต่อย่างน้อยผมได้ใช้ชีวิตของตัวเอง ได้เลือกว่าจะตื่นกี่โมง ได้เดินทาง ได้เจอโลก ได้ทัวร์คอนเสิร์ตในเมืองไทยหรือต่างประเทศบ้าง มีคนจ่ายตังค์ค่าตั๋วเครื่องบินให้ไปร้องเพลงให้เขาฟัง ไปเล่นคอนเสิร์ตให้เขาดู

คุณคิดว่าท่วงทำนองชีวิตตัวเองเป็นไปในแบบไหน
ชีวิตผมเป็นเหมือนขั้นบันไดที่ค่อย ๆ เดินขึ้นมาเรื่อย ๆ ค่อย ๆ เรียนรู้ เดินขึ้นมาทีละก้าว ถอยหนึ่งก้าว ขึ้นสองก้าว ไม่ได้ก้าวกระโดด แต่เดินมาเรื่อย ๆ ด้วยความสุข ความรัก หรือด้วยอะไรก็ตามที่มีในแต่ละช่วงเวลา จนวันหนึ่งหันกลับไปมองข้างล่างถึงได้เห็นว่า โอ้โฮ ! เราเดินขึ้นมาสูงมากโดยที่ไม่รู้ว่าจะเดินมาสูงขนาดนี้ ไกลขนาดนี้ แค่ก้าวเล็ก ๆ ที่ผมไม่หยุดเดิน ไม่หยุดไขว่คว้าตามหา มันพาผมมาโดยไม่รู้ตัว  ผมไม่ได้ตั้งเป้าว่า “เดี๋ยวฉันจะเดินไปตรงนี้ อีก ๕ ปี ต้องไปให้ถึง” ถ้าผมคิดแบบนั้นคงมาไม่ถึงทุกวันนี้  ตราบใดก็ตามถ้าไม่ได้ทำด้วยแรงบันดาลใจที่ดี กดดันตัวเองมากเกินไป ผลที่ตามมาอาจจะออกมาดีแต่คงกดดันจนไม่ไหว ผมทำไม่สำเร็จแน่ถ้าตั้งเป้าหมายแบบนั้น

จังหวะ

ทราบมาว่าวงดนตรีกลางคืนที่คุณร้องก่อนมาเป็นวงบอดี้สแลมใช้ชื่อว่า “กุหลาบขาว”

ช่วงที่กลับมาเมืองไทยหลังจากเป็นสจ๊วตผมกลับมาเล่นดนตรีกลางคืนเพื่อหาเลี้ยงชีพ ก็ตั้งชื่อวงเล่น ๆ กับพี่อ๊อฟ(พูนศักดิ์ จตุระบุล) และพี่หมู (อภิชาติ พรมรักษา) มือกีตาร์วงบิ๊กแอส ว่า “กุหลาบขาว” ซึ่งอ่อนหวานแตกต่างจากชื่อ “บอดี้สแลม” (หัวเราะ)  ผมรู้สึกว่าได้อารมณ์เหมือนวงตามคาเฟ่หรือห้องอาหาร เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นมาสนุก ๆ และรู้สึกดีที่ได้พูดประโยคหนึ่งในทุกคืนว่า “ขอเชิญพบกับวงกุหลาบขาวได้ในทุกค่ำคืน” (หัวเราะ)  ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขเพราะได้เล่นเพลงที่อยากเล่น ร้องเพลงที่อยากร้อง

แล้วชื่อ “บอดี้สแลม” มีที่มาอย่างไร
ตอนเด็ก ๆ ผมชอบดูมวยปล้ำ โคตรบ้าเลย (หัวเราะ) ผมดูแล้วจำท่าทางมาเล่นกับน้อง มีท่าหนึ่งชื่อ “บอดี้สแลม” ซึ่งเมื่อก่อนเป็นท่าที่รุนแรงมากแต่ตอนนี้เชยมาก (หัวเราะ) พอได้ฟังคำนี้ผมรู้สึกว่ามันแรง โดยผมแปลเป็นภาษาไทยแบบง่าย ๆ คือ บอดี้ แปลว่า ร่างกายหรือตัว  สแลม คือ การทุ่ม เหวี่ยงหรือฟาดลงด้วยความรุนแรง  ผมแปลแบบไทย ๆ ว่าเราลงแรงกายกับสิ่งนี้อย่างเต็มที่ ทุ่มเทร่างกายและจิตใจอย่างเต็มที่ ฟาดลงไปอย่างเต็มแรงกับสิ่งที่เรารักคือดนตรี

ตอนนั้นตัดสินใจเลือกแนวดนตรีแล้วหรือยัง
ผมไม่รู้จะเรียกว่าแนวอะไร แต่ก็คือป๊อปร็อก เป็นเพลงป๊อปที่เล่นด้วยเครื่องดนตรีอย่างกีตาร์ เบส กลอง มีดิสทอร์ชัน(Distortion) บ้าง มีอะคูสติกบ้าง เสียงแตกบ้างไม่แตกบ้าง  ผมแค่ชอบ ไม่รู้หรอกว่าเล่นหนักหรือเบาแค่ไหน แค่รู้สึกว่าชอบร้องเพลงกับดนตรีแบบนี้ บรรยากาศแบบนี้ ผมไม่คิดว่ามันต้องร็อกหรือไม่ร็อก

บอดี้สแลมมีวงดนตรีต้นแบบไหม
ก็มีหลายวงที่เป็นไอดอล  วงซิลลี่ฟูลส์ถือเป็นวงหนึ่งที่เราชื่นชอบ ทุกตำแหน่งของวงเก่งทุกคน ยังเสียดายอยากให้เขากลับมารวมตัวกัน  ผมชอบวงซิลลี่ฟูลส์มากโดยเฉพาะอัลบั้มแคนดี้แมน ผมยกให้เป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดเรื่องการบาลานซ์ระหว่างพาณิชย์ในเพลงรักกับเพลงร็อก  สำหรับผมถือเป็นเพลงเมนสตรีม (Mainstream) ที่ลงตัวที่สุดอัลบั้มหนึ่งของเมืองไทย

แล้วนักร้องต้นแบบของคุณล่ะ
ผมมีนักร้องในดวงใจเยอะ ในเมืองไทยก็มีพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก, พี่ปู แบล็คเฮด, พี่ปู พงษ์สิทธิ์  ส่วนฝรั่งมีคนหนึ่งที่ชอบมากคือ ไมเคิล แจ็กสัน  ผมคิดว่าเขาไม่ใช่คิงออฟป๊อป สำหรับผมเขาคือคิงออฟร็อก ผมมองไมเคิลว่าเขาร็อกมาก คำว่าร็อกสำหรับผมไม่ใช่แค่การเล่นดนตรีหนัก ๆ ใส่ดิสทอร์ชัน ใส่จังหวะกลองที่เร็วและแรงลงไปในเพลง  ร็อกในความรู้สึกผมหมายถึงการพูดหรือร้องความรู้สึกแท้จริงให้คนฟังสัมผัสและเป็นแรงบันดาลใจได้  มันร็อกกว่าเพลงร็อกบางเพลงที่เล่นดนตรีหนักหน่วงแต่ร้องเนื้อหาเบาหวิวไม่ได้รู้สึกถึงเนื้อเพลงจริง ๆ  สำหรับผม ไมเคิล แจ็กสัน คือคิงออฟร็อก เพราะเขาถ่ายทอดความจริงในทุกบทเพลง  วันที่เขาตายผมร้องไห้เป็นเด็ก ๆ เลย เขาเป็นบุคคลหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผม ผมมีรูปไมเคิลซ่อนในรอยสักของผมด้วยแต่ไม่มีใครรู้

วัตถุดิบในการเขียนเพลงของบอดี้สแลมมาจากอะไร
ในช่วงแรกมีทีมเขียนเพลงของมิวสิคบั๊กส์ ๔-๕ คน เป็นเหมือนมันสมองของวง  แกนนำคือพี่กบ (ขจรเดช พรมรักษา-มือกลองวงบิ๊กแอส) และพี่อ๊อฟ เป็นโปรดิวเซอร์  พี่กบจะดูภาพรวมของเนื้อเพลง เขียนเนื้อเพลงหลักของบอดี้สแลมในชุดแรก ๆ จนถึงชุดล่าสุด  พี่กบเป็นคนคอยตัดขอบเพราะผมจะฟุ้งเรื่อย ๆ คิดอะไรได้จะจดไว้เป็นเพลง วรรคเดียวหรือแค่คอนเซ็ปต์แล้วมาเล่าให้ทุกคนฟัง หลังจากนั้นทุกคนก็จะเทไอเดียออกมา วิธีการเป็นแบบนี้มาตั้งแต่อัลบั้มแรก  มิวสิคบั๊กส์เป็นค่ายอินดี้แต่มีระบบการทำงานเหมือนแกรมมี่ คือรวมหัวพูดคุยกัน  เนื้อหาเพลงช่วงแรกเป็นเรื่องราวของวัยรุ่นยุคนั้น อายุ ๒๐ ต้น ๆ เรื่องความรักเยอะหน่อย มีเรื่องความฝันบ้าง เราเริ่มมีแฟนก็อยากจะร้องเพลงให้ผู้หญิงบ้าง

มีปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้เนื้อเพลงของบอดี้สแลมเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในอัลบั้มหลัง
มันมาโดยธรรมชาติ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเหมือนกับอัลบั้มแรก เป็นสิ่งที่เรารู้สึกและพูดถึงในช่วงชีวิต ณ ตอนนั้น  ในอัลบั้มแรกอาจพูดถึงความรักเยอะเพราะอินกับความรัก อัลบั้มต่อมาเรื่องเหล่านี้ก็ค่อย ๆ เจือจางไป  สิ่งที่พบเจอระหว่างทางอย่างความเชื่อความฝันก็เข้มข้นขึ้น เริ่มเป็นผู้ใหญ่ขึ้น พูดเรื่องที่คนวัยนั้นคุยกัน  อัลบั้มล่าสุด “คราม” ก็เป็นตัวผมในขวบปีนั้น คือเราไม่ได้พยายามพูดเรื่องที่โตกว่าตัวเอง มันแค่เป็นตัวเราในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น  ผมเลือกร้องเฉพาะสิ่งที่มีความสุข สิ่งที่เชื่อในแต่ละช่วงเวลา เป็นเรื่องที่เราคุยกันกับพี่กับเพื่อนบนโต๊ะอาหาร เพราะโดยธรรมชาติผมทำเพลงเพื่อนำไปร้อง สถานที่แรกคือห้องอัด ผมต้องมีความรู้สึกร่วมกับเนื้อเพลง ถ้าคิดถึงใครก็ต้องคิดถึงจริง ๆ รักใครก็ต้องรักจริง ๆ ไม่ว่ามันจะอ้วกแตก หวานเลี่ยนแค่ไหน ถ้าผมรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ ผมไม่แคร์ ผมร้องได้  ถ้าเพลงพูดเรื่องความเชื่อเราก็ต้องเชื่อก่อน ตราบใดก็ตามถ้าผมไม่รู้สึกเชื่อแม้แต่ตอนอยู่คนเดียวในห้องอัด ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะไปยืนบนเวทีแล้วสื่อสารให้คนฟังเชื่อ

แต่เพลงรักของบอดี้สแลมก็มีความต่างจากวงอื่น ๆ โดยเฉพาะในอัลบั้มคราม
ผมนำธรรมชาติมาเปรียบเทียบ ยกตัวอย่างเพลง “คราม” จริง ๆ ไม่ใช่เพลงรัก  ผมคิดคำว่า คราม ตั้งแต่อัลบั้มก่อน (อัลบั้ม Save My Life) ผมชอบสีคราม สีน้ำเงิน ชอบทะเล ท้องฟ้า ผมมองและอยู่กับมันได้เป็นวัน ๆ  ผมรู้สึกว่าสีครามเป็นสีจริงของโลกใบนี้ ถ้ามองโลกจากอวกาศก็จะเห็นเป็นสีนี้  มันมีเสน่ห์ ทั้ง ๆ ที่ดาวดวงอื่นเป็นสีแดง สีน้ำตาล บางดวงไม่มีสี แต่โลกมีสี ผมรู้สึกว่าต้องมีใครสักคนทำให้มันเป็นสีนี้  สีครามไม่ใช่สีแดง เหลือง หรือเขียว ซึ่งแต่ละคนรู้สึกถึงอารมณ์แตกต่างกัน แต่สีครามมีมิติ เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบก็เป็นครามที่สวยงาม สดใส ทำให้เราอยากอยู่กับมัน แต่หากแสงอาทิตย์หายไปสีครามนั้นก็เริ่มมืดครึ้ม ทั้ง ๆ ที่เป็นทะเลแห่งเดียวกัน แต่เมื่อไม่มีแสงตกกระทบเรากลับกลัวมัน หรือสีครามใต้ทะเลลึกก็เป็นสีครามที่น่ากลัว เราเลือกที่จะอยู่แต่บนชายหาดที่สวยงาม อยู่กับครามที่สดใส  เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคน ธรรมชาติของคนก็เหมือนกับสีคราม ไม่มีใครดีหรือเลวจนสุดโต่ง ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ช่วงจังหวะชีวิตของแต่ละคนว่าจะมีอะไรมาตกกระทบทำให้คนอื่นมองเราเป็นคนดี มองเราน่าคบ น่าค้นหา แต่จังหวะหนึ่งของชีวิตอาจไม่มีแสงมาตกกระทบ ทำให้เราอยู่ในมุมมืด ไม่มีใครกล้าเข้ามาคุยด้วย บางครั้งเรามีอารมณ์โกรธ คนอื่นมองเราเป็นคนเลว เป็นคนไม่ดี พูดคำหยาบคำเดียวทุกคนก็ตีความว่าเราแย่  ชีวิตคนเราก็เหมือนสีครามที่เปลี่ยนไปได้ตามสิ่งที่มากระทบ เหมือนเราคบผู้หญิงคนหนึ่ง เรารักเขามากในสิ่งที่เขาเป็น ในแบบที่เขาให้ความสุขกับเราได้ แต่ถ้าเขามีมุมมืด และเรารักผู้หญิงคนนี้จริง ๆ เราพร้อมจะอยู่กับเขาตรงนั้นหรือเปล่า ผมคิดว่าทุกสิ่งเป็นธรรมชาติ

ทำไมถึงเลือกเพลงหมอลำมาผสมผสานกับงานเพลงของตนเอง
พูดตรง ๆ คืออยากลอง และอาจเพราะผมโตมากับเพลงพวกนี้ ตอนเด็ก ๆ ผมมีพี่เลี้ยงเป็นคนอีสาน ผมฟังหมอลำลูกทุ่งจากคลื่นวิทยุ AM ผมคิดต่อยอดว่าพอจะมีทางนำจังหวะหรือคำร้องแบบนี้มาผสมกับบอดี้สแลมหรือดนตรีที่เราเล่นอยู่บ้างไหม ก็ทดลองมาเรื่อย ๆ  ผมตื่นเต้นกับหมอลำ ตื่นเต้นกับแนวดนตรี ที่ตื่นเต้นที่สุดคือหมอลำมีท่อนแร็ป ผมรู้สึกว่าเป็นศาสตร์ที่แม้แต่เราซึ่งเป็นคนไทยยังฟังไม่ออก ผมจึงอยากนำท่อนแร็ปนี้มาอยู่ในบอดี้สแลม

เพลงคิดฮอดเป็นเพลงที่ยากมาก ทำเสร็จเป็นเพลงสุดท้ายของอัลบั้ม เรียกได้ว่าเกือบจะถอดใจแล้ว เพราะโจทย์ของเพลงนี้คือต้องไม่ตลก ต้องทำให้ลงตัว กลมกล่อม กลมกลืน เชิดชูความเป็นไทยอีสานหรืออีสานพื้นบ้าน ถ้าทำออกมาฟังดูตลก เราจะผิดทันที กลายเป็นดูถูกวัฒนธรรม ดูถูกดนตรีที่เป็นของเราเอง

คุณไม่ได้มองดนตรีร็อกสูงส่งกว่าดนตรีอื่น ๆ
ไม่ครับ เรายืมฝรั่งมาเล่นด้วยซ้ำ ทั้งกีตาร์ เบส กลอง เราควรทำให้มันไปด้วยกันได้ กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันมากกว่าที่จะชูอะไรให้เด่นกว่า มันต้องอยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัว

อีกเพลงที่มีกลิ่นอายเพื่อชีวิต คือเพลง “โทน” มีที่มาอย่างไร
ผมดูข่าวแล้วรู้สึกอินกับมัน ผมเห็นทหารตาย เห็นคนที่เสียสละได้แม้กระทั่งชีวิตตัวเองเพื่อช่วยให้ผู้อื่นไม่ตาย บางวันรู้สึกว่าเสียน้ำตาให้ข่าวพวกนี้ได้ เพราะมันยิ่งใหญ่กว่าการที่เราร้องเพลงเพื่อตัวเอง ทำเพื่อความฝันของตัวเอง แต่กลับมีคนให้แรงตอบรับเรามากขนาดนี้ มีแฟนเพลงหลายพันหลายหมื่นคนให้กำลังใจเรา  แต่ทหารที่เสียสละเหล่านั้น รวมถึงพยาบาล ครู หรือใครก็ตามที่ยอมผูกชีวิตกับการทำเพื่อคนอื่น เพื่อประเทศชาติ เพื่อลูกหลานของใครก็ตาม ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเป็นแรงบันดาลใจที่ดี  ผมอยากแต่งเพลงนี้และร้องเพลงนี้เพื่อเป็นจุดเล็ก ๆ ที่ให้กำลังใจพวกเขาได้บ้าง เป็นเสียงเล็ก ๆ ที่จะสื่อสารไปถึงเขา ให้เกียรติเขา แค่นั้นเอง  ถ้าเพลงนี้ส่งกำลังใจไปให้เขาได้ ผมก็รู้สึกดีใจ

สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดคือการเล่นดนตรีร้องเพลง ผมคงไม่ออกไปเป็นผู้นำขบวนหรืออะไรก็ตาม ผมแค่ทำดนตรีเพื่อสรรเสริญให้กำลังใจคนดีที่ทำเพื่อคนอื่น เพื่อประเทศชาติแค่นั้นเอง ไม่ได้คิดมากไปกว่านี้

รู้สึกอย่างไรที่มีคนนำเพลงนี้ ไปเปรียบเทียบกับเพลง “บัวลอย” ของวงคาราบาว
ผมคิดว่าความตั้งใจของเรากับอาแอ๊ด (ยืนยง โอภากุล)เป็นเรื่องเดียวกัน คือการให้กำลังใจด้วยเสียงเล็ก ๆ ของนักร้อง ของวงดนตรีวงหนึ่ง ซึ่งอยากให้เขาได้รับรู้ว่าเรายังคิดถึงเขาอยู่  ผมถือเป็นเรื่องดีที่สุดท้ายมีคนเอาไปเชื่อมโยงกับ “บัวลอย” เพราะสำหรับผม เพลง “บัวลอย” เหมือนเป็นเพลงชาติ (ถือเป็นเพลงต้นแบบของนักดนตรี) ซึ่งผมไม่กล้าไปเทียบ  ถ้ามีคนเอาเพลง “โทน” ไปเทียบกับ “บัวลอย” แม้เพียงนิดเดียวผมก็ดีใจมากแล้ว รู้สึกว่าเขาให้เกียรติอย่างมาก

บทเพลงของคาราบาวส่งอิทธิพลถึงคุณบ้างไหม
มีอยู่แล้ว ผมฟังคาราบาว ฟังพี่เบิร์ด ฟังเพลงป๊อปที่คนอื่น ๆ ฟังกันในสมัยนั้น สุดท้ายแล้วพอร้องเพลงมากเข้า ทัวร์คอนเสิร์ตบ่อยขึ้น ผมได้รู้ว่าเป้าหมายต่อไปคืออยากทำเพลงซึ่งมีคุณค่า สร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนอื่น อย่างที่อาแอ๊ดหรือคาราบาวเคยทำได้  จากชุดแรก ๆ เราร้องเพลงเพื่อตัวเอง รองรับอารมณ์ตัวเองเต็มที่  พอทำไปสัก ๓-๔ อัลบั้ม อารมณ์และเรื่องราวของเราถูกหลอม ถูกเขียน ถูกกระจาย ถูกพูดถึงหมดแล้ว  เราต้องการแรงบันดาลใจพร้อมเหตุและผลใหม่ ๆ ในการร้องเพลง  ผมไม่อาจยืนนิ่งเป็นท่อนไม้แล้วร้องเพลงของตัวเองในอารมณ์เดิมเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วได้  ถึงแม้ผมยังเป็นผม แต่เรื่องราวเหล่านั้นถูกเล่าจนเจือจางไปหมด มันไม่ส่งแรงให้ผมอีกต่อไป ผมต้องหาแรงใหม่ ๆ

ผมได้คุยกับอาแอ๊ดมากขึ้น เขาบอกว่าสุดท้ายแล้วเราจะตาย แต่เพลงจะยังอยู่และสร้างพลังให้คนอื่นต่อไปเรื่อย ๆ แม้เราจะไม่อยู่แล้ว  เป้าหมายของเราคือทำเพลงเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ตัวเอง ขณะเดียวกันต้องส่งต่อแรงบันดาลใจให้แก่คนอื่นได้ด้วย

รู้สึกอย่างไรหากมีคนมองว่าบอดี้สแลมเป็นวงเพื่อชีวิต
ผมว่าเพลงเพื่อชีวิตเปลี่ยนรูปแบบไปตามช่วงเวลา ในยุคนี้เพลงเพื่อชีวิตไม่จำเป็นต้องอยู่คู่กับกีตาร์โปร่ง เพลงเพื่อชีวิตอยู่ในผับย่านทองหล่อก็ได้ เปิดในห้างสรรพสินค้าก็ได้ เปิดกลางทุ่งนาก็ได้  เพลงเพื่อชีวิตไม่ใช่เพลงที่พูดถึงเรื่องการเมืองหรือชาวนาอย่างเดียว เพลงเพื่อชีวิตไม่ใช่เพลงที่ห้ามมีคำว่ารัก  สำหรับผมเพลงรักเป็นเพลงเพื่อชีวิตได้

ผมยินดีและขอบคุณมากหากใครบอกว่าบอดี้สแลมเป็นวงเพื่อชีวิต เพราะที่สุดแล้วมันก็เพื่อชีวิตจริง ๆ อย่างน้อยก็เพื่อชีวิตของเรา  ผมได้พูด ได้ร้องเรื่องจริง ได้ร้องไห้และขนลุกไปกับมัน มีความสุขกับเพลงของเราเอง สร้างแรงบันดาลใจที่ดีให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป  ถ้าเพลงของเราจะเป็นเพื่อชีวิตคนอื่นด้วย ผมจะยินดีมาก  ถ้าเราสร้างแรงบันดาลใจที่ดี สร้างพลังงานดี ๆ ให้แก่แฟนเพลงได้เหมือนอย่างที่พี่ปู พงษ์สิทธิ์, คาราบาว, พี่เสือ ธนพล หรือพี่โป่ง หินเหล็กไฟ เคยทำให้เรามีแรงบันดาลใจ ถ้าเป็นอย่างนั้นได้เรายินดีและขอบคุณมากจริง ๆ

คิดแต่งเพลงที่มีเนื้อหาอิงการเมืองบ้างไหม
เพลงทำอะไรได้หลายอย่างถ้าอยากทำ แต่เราเลือกจะทำหรือเปล่าแค่นั้นเอง ถ้าแต่งไปแล้วไม่มีประโยชน์ แต่กลับเพิ่มความรุนแรงให้สังคม ผมไม่ทำดีกว่าเพราะไม่มีความสุข  ใน ๑ อัลบั้มมี ๑๐ เพลงให้เราเลือกเล่าเรื่อง เราจึงอยากเล่าเรื่องที่มันจรรโลง เลือกมุมที่ดีมาร้อง

ผมไม่ได้เป็นผู้ประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง ผมเริ่มต้นจากความรักในเสียงเพลง คนรัก และเพื่อน แต่ถ้าวันหนึ่งผมอยากร้องเพลงเกี่ยวกับการเมืองก็คงทำในแบบบอดี้สแลม  อย่างเพลง “ท่านผู้ชม” (อัลบั้ม Save My Life) เพลงนั้นการเมืองที่สุดแล้วสำหรับบอดี้สแลม เนื้อหาบอกว่าอย่าสักแต่พูด ทุกคนควรมาช่วยกันทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องออกมาเดินขบวน ไม่จำเป็นต้องออกมาเรียกร้อง ไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง  ผมมองว่าประเทศจะเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องแค่ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด คนขับรถเมล์ขับในเส้นทางที่ตัวเองรับผิดชอบให้ดีที่สุด กระเป๋ารถเมล์มีความสุขกับการเก็บตังค์โดยไม่โกง นักการเมืองทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดทั้งในและนอกสภา ผมว่าประเทศจะขับเคลื่อนไปได้ด้วยสิ่งเหล่านี้  ถ้าทุกคนทำในสิ่งที่ตัวเองรักและรับผิดชอบให้ดีที่สุด ประเทศจะเดินหน้าต่อไป

แล้วบอดี้สแลมจะเดินต่อไปในทิศทางไหน
ณ ตอนนี้ ถ้าให้ผมคาดเดาคงเป็นเรื่องยาก แต่ผมคิดว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นคงเป็นสิ่งที่เราตื่นเต้นและมีความสุขไปกับแต่ละช่วงเวลาของชีวิต

คุณวาดภาพอนาคตของวงไว้อย่างไร
สิ่งที่คิดอยู่เสมอคือ อยากให้บอดี้สแลมอยู่ตรงนี้ ในวงจรนี้ และมีความสุขไปกับแต่ละขวบปี แต่ละอัลบั้ม แต่ละเพลงของเรา  ผมฝันว่าอีก ๒๐-๓๐ ปีเราก็จะยังเป็นบอดี้สแลมที่มีเพลงใหม่ อัลบั้มใหม่อยู่เสมอ  สมมุติอีก ๓๐ ปี เราอายุ ๖๐ เรายังมีเพลงใหม่ให้วัยรุ่นยุคนั้นยึดเหนี่ยว สร้างแรงบันดาลใจให้แก่วัยรุ่นได้ เหมือนกับที่วงยูทู (U2) หรือโรลลิงสโตนส์ (The Rolling Stones) หรือวงอื่น ๆ ยังมีอัลบั้มใหม่และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนในแต่ละยุค  ผมชอบยูทู ผมรักโบโน่ (Bono) มาก  โบโน่ ๒๐ ปีที่แล้วเป็นอย่างไร ทุกวันนี้ก็ยังจ๊าบอยู่ เขายังมีแรงร้องเพลง แต่งเพลง เดินสายทำเรื่องเกี่ยวกับการเมืองหรือทำตามอุดมการณ์ของเขา และยังมีวัยรุ่นที่มีเขาเป็นไอดอล อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่ง

ดนตรี

คุณรู้สึกอย่างไรกับอาชีพนักดนตรี
ทุกวันนี้ผมไม่คิดว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นอาชีพนะ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดและอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข  ตำแหน่งที่ผมยืนอยู่นี้ถ้าใช้คำว่าอาชีพเมื่อไรคงรู้สึกไม่สนุก  คำว่าอาชีพฟังดูเหมือนหาเลี้ยงเพื่อดำรงอยู่ แต่ผมคิดว่าเราทำเพลงด้วยความรัก ไม่รู้ว่ามันคืออาชีพหรือเปล่า  บางทีอีก ๕ ปี ๑๐ ปี ผมอาจทำมาหากินอย่างอื่นก็ได้ เพียงแค่รู้สึกว่ายังอยู่ตรงนี้ มีความสุขกับแต่ละอัลบั้มที่ทำ และมันก็หล่อเลี้ยงเรามาจนถึงทุกวันนี้

แล้วคุณนิยามสิ่งที่ทำทุกวันนี้ว่าอย่างไร
ผมมองว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นงานงานหนึ่งซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน ผมตอบตัวเองได้เพียงว่าผมตายบนเวทีได้แค่นั้นเอง  ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่คืออาชีพหรือเปล่า ถ้าเรียกว่าอาชีพอาจจะไม่สร้างแรงบันดาลใจให้ผม แต่มันก็จะหล่อเลี้ยงทีมงาน คนขับรถตู้ เด็กตั้งสายกีตาร์ ผู้จัดการวง  ผมมีความสุขมากนะ เพราะที่สุดแล้วดนตรีก็พาผมมารู้จักกับคนดี ๆ ที่เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน  จากเพลงที่ทำได้สร้างอะไรมากกว่าตัวเงินเยอะมาก เงินเป็นเพียงจุดเชื่อมที่ใช้หล่อเลี้ยงวงดนตรีวงนี้  เราได้เพื่อน ได้สร้างมิตรภาพ ความสุข ความทุกข์ ได้ร่วมงานกับคนมากมาย  สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเราได้มากกว่าเงิน พอมองกลับไป โอ้โฮ ! เราเห็นเพื่อนเต็มไปหมด

คุณนิยามตัวเองเป็นศิลปินไหม
ไม่เลย ผมคิดตลอดเวลาว่าผมไม่ใช่ศิลปิน คำว่าศิลปินสำหรับผมสูงส่งกว่านี้ ต้องเป็นแบบอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ หรืออาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  เป็นคนที่ทำอะไรแล้วพิสูจน์ได้ด้วยช่วงเวลา ด้วยคุณค่าของตัวงานที่จรรโลงสังคม จรรโลงจิตใจ ต้องเป็นคนแบบนั้นผมถึงจะเรียกว่าศิลปิน  พอมีคนบอกว่าผมเป็นศิลปิน หรือแม้กระทั่งป้ายที่เขียนว่า “ห้องพักศิลปิน” ผมยังอยากจะแก้คำนั้นว่า “ห้องพักนักร้องนักดนตรี” ก็พอ  อย่างอาแอ๊ด, พี่ปู พงษ์สิทธิ์ หรือน้าหงา ถือเป็นศิลปิน  ผมจะรู้สึกดีมากถ้าเรียกพวกผมว่านักร้องนักดนตรี

คุณเคยคิดเรื่องหน้าที่ของนักดนตรีบ้างไหม
ผมไม่เคยคิด ไม่เหมือนทหาร ครูอาจารย์ แต่ผมเคยคิดว่าดนตรีที่ดีเป็นอย่างไร  ดนตรีที่ดีฟังแล้วต้องเกิดพลังงานไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง เกิดแรงบันดาลใจดี ๆ ทั้งกับคนร้อง คนเล่น และคนฟัง

รู้สึกอย่างไรที่มีคนมองคุณเป็นไอดอล
ผมเขิน คืออย่างที่บอกว่าผมแค่ทำเพื่อตัวเอง ร้องเพลงเกี่ยวกับตัวเอง พูดเรื่องตัวเอง แล้วมีคนให้เกียรติมากขนาดนี้มันเกินกว่าที่คิดเลยทำให้ผมรู้สึกเขิน

คุณมีมุมมองต่อการฟังเพลงรักของวัยรุ่นยุคนี้อย่างไร
ถือว่าผมตอบในฐานะวัยรุ่นแล้วกันนะ เพราะผมก็ยังวัยรุ่นอยู่ (หัวเราะ) ผมมองว่าผู้ใหญ่ยุคนี้ก็เคยเป็นวัยรุ่นมาก่อน เพลงรักก็อยู่ในช่วงเวลาของเขา หวานเลี่ยนในแบบของเขา  พอพ้นยุค ความรักของเขาก็จืดจางลง  เขาอาจไม่ได้อินกับภาพความรักของวัยรุ่นในปัจจุบันแล้ว  ดนตรีแม้จะเปลี่ยนไปแต่วัยรุ่นเขาก็อินกับความรักอย่างที่ผู้ใหญ่เคยเป็น  ผมว่าไม่แฟร์นะถ้าผู้ใหญ่จะมองว่าเพลงสมัยนี้มีแต่เพลงรัก ๆ ใคร่ ๆ หวานเลี่ยน ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องผิดที่วัยรุ่นสมัยนี้จะฟังเพลงรัก ผมก็ร้องและฟังเพลงรัก  แต่ในมุมกลับ ผมก็เข้าใจว่าผู้ใหญ่มองและวิจารณ์เพราะเป็นห่วงสังคม กลัวว่าวงดนตรีจะมอมเมาเด็ก ๆ ด้วยเนื้อเพลงและท่วงทำนองเหล่านี้มากเกินไป  ผมคิดว่าจริง ๆ แล้ววัยรุ่นมีสมอง เขาฉลาดเลือกที่จะฟังและไม่ฟัง เขาไม่ได้ดูทีวีแล้วฟังหมดทุกวง เพียงแต่ในทีวีมีวงดนตรีเยอะเท่านั้นเอง เขามีวิจารณญาณ มีมันสมองเป็นของตัวเอง  เรื่องที่ผู้ใหญ่เตือนนั้นเป็นเรื่องดี แต่ผมเชื่อว่าเด็กก็ฉลาดพอที่จะคิด ให้สมดุลกันไปอย่างนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องดี

ทุกคนมีวงในดวงใจ มีเพลงในดวงใจ  สมมุติเพลงรักออกมา ๑๐ วง แต่ทุกคนไม่ได้เลือกเสพทั้ง ๑๐ วง เพียงแต่ในตลาดมันมีเยอะเท่านั้นเอง

คุณคิดว่าวงการเพลงไทยควรเป็นไปในทิศทางใด
ผมไม่คาดหวัง เพราะอย่างที่เป็นอยู่ก็ไม่ได้เสียหาย ผมรู้สึกว่าวงการเพลงไทยมีวงเก่ง ๆ เยอะมาก และมีวงดี ๆ เพลงดี ๆ ให้เราเลือก ตราบใดที่ยังมีเพลงดี ๆ ให้เราฟังในวิทยุ ให้เราเลือกซื้อซีดี สำหรับผมคิดว่ามันก็ยังดีอยู่

สุดท้ายเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์วงดนตรีวงหนึ่งหรือนักร้องคนหนึ่ง บางคนอาจเข้ามาเริ่มต้นด้วยการเป็นพลุที่สวยงาม ความเป็นพลุนั้นไม่ผิดเพราะพลุดอกนี้จะสวยงามได้นานแค่ไหน เวลาจะพิสูจน์ตัวเขาเอง เราควรให้เวลาเขา

ผมเลือกที่จะไม่ตัดสินวงดนตรีหรือนักร้องคนไหนว่าดีหรือไม่ดีจากกระแส จากภาพ หรือจากหน้าตา  คนเก่งก็หน้าตาดีได้ ไม่มองเขาว่าหน้าตาดีหรือไม่ได้แต่งเพลงเอง  อย่าง ไมเคิล แจ็กสัน บางเพลงเขาก็ไม่ได้แต่งเอง หรือพี่เบิร์ดก็ตาม เราเลือกที่จะไม่ตัดสินแต่เลือกที่จะฟังงานเพลงของเขา ทุกวงมีรูปแบบการทำงานแตกต่างกัน  คนที่เขียนเพลงเองทั้งอัลบั้มไม่ได้หมายความว่าเขาเก่งหรือไม่เก่ง มันเป็นเพียงรูปแบบการทำงานของแต่ละวง  ผมมองว่าแต่ละวงมีสิทธิ์เลือกรูปแบบของตัวเอง อัลบั้มหรือเพลงต่างหากที่จะเป็นตัวบอก ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ดีกว่า ไม่ใช่หน้าตาหรือวิธีการ

บอดี้สแลมรับมือกับกระแส MP3 หรือการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างไร
ผมว่าเพลงเปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อย ๆ จากแผ่นเสียงใหญ่ ๆ เป็นแผ่นเสียงขนาดเล็ก จนเป็นเทปคาสเซ็ตต์สู่แผ่นซีดี ตอนนี้เป็น MP3  สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนคือเพลงดี ๆ มีอยู่เสมอทุกยุคทุกสมัย และผมเชื่อว่าเพลงดี ๆ จะนำพาสิ่งดี ๆ สู่วงการและแฟนเพลงเสมอ เพลงดี ๆ ไม่มีวันตาย

ถ้าจะหาสิ่งที่มาหล่อเลี้ยง เราก็ต้องออกไปใช้แรงงานมากขึ้น ทัวร์คอนเสิร์ตบ่อยขึ้น คงต้องอยู่กับปัจจุบัน ทุกอย่างแปรเปลี่ยนไปตามสภาวะ ไม่มีประโยชน์ที่เราจะร้องไห้คร่ำครวญกับยอดขายซีดีที่หายไป ถ้าเราเอาสิ่งนี้มาเป็นตัวชี้วัด เราจะไม่มีความสุขในการทำเพลง และคงทำเพลงดี ๆ ออกมาไม่ได้ เราจะร้องเพลงด้วยอารมณ์อีกแบบหนึ่งทันที มันไม่ถูกต้องหากเรามีตัวเงินเป็นแรงบันดาลใจ  ผมขอมีแรงบันดาลใจจากผู้หญิงคนเดิม จากความฝัน ความเชื่อหรือความรักของผมดีกว่า  ผมเชื่อว่าเพลงที่ดีจะพาเราไปสู่สิ่งที่ดีเสมอ

แสดงว่าคุณไม่รู้สึกว่าต้องต่อสู้กับเรื่องเหล่านี้มากนัก
ผมรู้สึกว่าทุกคนต้องอยู่กับการเปลี่ยนแปลงให้ได้ มีบางกลุ่มที่ออกไปเดินขบวนเรียกร้องเพราะได้รับผลกระทบซึ่งคงเป็นเรื่องแปลกมากกว่าถ้าไม่มีคนออกไปเดินขบวนเลย ซีดีเถื่อนไม่ใช่เรื่องถูกต้องและต้องมีการดำเนินคดี เราก็ต้องเลือกว่าจะออกไปตรงนั้นหรือเปล่า  สำหรับผมคิดว่าความสุขของผมไม่ใช่การออกไป ณ จุดนั้น ผมเลือกที่จะทำงานตรงนี้ แต่ไม่ใช่ว่านักร้องที่ออกไปเดินขบวนจะผิดนะ ทุกคนตัดสินใจเลือกรูปแบบการใช้ชีวิตของตัวเองแล้ว

มุมมองในเรื่องการยอมรับความจริงของคุณมาจากความสนใจเรื่องธรรมะหรือเปล่า
ที่บ้านผมก็สวดมนต์ไหว้พระเหมือนพุทธศาสนิกชนทั่วไป (หัวเราะ) ได้เข้าวัดบ้าง แต่ผมคิดว่าจุดสำคัญคือเมื่อ ๒ ปีที่แล้วผมได้บวช ซึ่งเหมือนเป็นการดึงเบรกมืออย่างแรงให้แก่ชีวิต  ถ้าเปรียบกับการขับรถ ชีวิตช่วงนั้นถือว่าเหยียบคันเร่งมิดเลย ผมวิ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่เหลียวมองข้างทาง  ตอนนั้นผมมีความสุขกับความเร็วที่ได้วิ่งไปข้างหน้า แต่ผมก็ขับรถชีวิตคันนี้ไปโดยไม่รู้ว่าน้ำมันใกล้จะหมด ถ้าไม่พักเติมน้ำมันรถคันนี้จะไปต่อไม่ได้แล้ว  โชคดีมากที่เหมือนมีหมาวิ่งตัดหน้าหรืออะไรไม่รู้ทำให้รถคันนี้ต้องชะลอ ผมมีโอกาสหยุดคิด ตั้งสติแล้วค่อย ๆ เลี้ยวเข้าปั๊ม เติมน้ำมัน ถอนหายใจ ล้างหน้า  เมื่อ ๒ ปีที่แล้วถือว่าการใช้ชีวิตของผมเดือดมาก เพราะผมไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลย

แล้วทำไมถึงตัดสินใจบวช
ตอนนั้นผมออกทัวร์คอนเสิร์ตบ่อยมาก เริ่มรู้สึกว่าเล่นซ้ำ ๆ เริ่มไม่มีแรงบันดาลใจในการขึ้นไปร้องเพลงในแต่ละคืน บางคืนผมขึ้นเวทีด้วยความรู้สึกโหวง ๆ เบลอ ๆ ทำสิ่งซ้ำ ๆ เช่น ตื่นสามทุ่ม อาบน้ำ ๑ ชั่วโมง พอสี่ทุ่มออกจากโรงแรมไปถึงที่เล่น เตรียมตัวขึ้นเวที ร้องเพลงตามสคริปต์เดิม เพลงเดิม เนื้อหาเดิม มีทั้งเรื่องความฝัน ความเชื่อ ความรัก หรืออะไรก็แล้วแต่ มันเบลอไปหมด  คนดูสนุกสนาน กระโดดโลดเต้นเหมือนเดิม แต่ผมไม่รู้สึกอินกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย รู้เพียงว่าต้องขึ้นเวที ต้องร้อง ต้องทำ มีแต่คำว่า “ต้อง” ดังก้องอยู่ในหัว ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหุ่นยนต์  มีอยู่คืนหนึ่งผมรู้สึกไม่ไหวอย่างถึงที่สุดเลยโทร. บอกแม่ว่าปีหน้าผมจะบวช ตอนนั้นเป็นช่วงปลายปีที่งานเยอะมาก ร่างกายผมก็เริ่มกรอบ หลังจากนั้นผมเคลียร์คิวงานและได้บวชช่วงกลางปีของปีถัดมา  ผมบวชประมาณ ๑ เดือน ที่วัดบ้านเกาะทอง จังหวัดขอนแก่น เป็นวัดสายธรรมยุต ถือว่าค่อนข้างเคร่ง  ผมได้รับคำสอนจากพระอาจารย์ และที่สำคัญคือผมได้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้บวชในช่วงเวลานั้น

ผมอาจซึมซับเรื่องธรรมะมาจากตอนบวช แต่ท้ายที่สุดผมคิดว่าได้รับวิธีคิดแบบนี้มาตลอดระหว่างทางของชีวิต ประสบการณ์ของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน สิ่งที่พบเจอคงบ่มเพาะให้ผมมองโลกแบบนี้

สุดท้ายนี้คุณอยากบอกอะไรกับใครในสังคมบ้าง
สุดท้ายผมไม่อยากบอกอะไรกับผู้ใหญ่เลย ผมคิดว่าผู้ใหญ่เป็นไม้แก่ดัดยาก ผมอยากบอกเด็ก ๆ บอกวัยรุ่นที่ยังมีแรงสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ  คนที่กำลังมีความฝัน ความเชื่อ อยากบอกพวกเขาว่าจงอย่าดูถูกตัวเอง  ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ  พ่อแม่เอาผมมาปล่อยไว้ตั้งแต่อายุ ๑๒-๑๓  ผมมีความฝัน ความเชื่อ แต่ไม่น่าเชื่อว่าวันหนึ่งเด็กบ้านนอกคนนั้นจะได้มาอยู่ตึกแกรมมี่ ได้ร้องเพลง ได้เจอพี่เบิร์ด ธงไชย, พี่เสก โลโซ, พี่หนุ่ย อำพล พบปะกับคนที่เป็นไอดอลของเราตั้งแต่เด็ก ทั้งหมดเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ  ผมเลยอยากบอกว่าอย่าดูถูกตัวเอง อย่าดูถูกความฝัน อย่าดูถูกว่าเราเป็นเด็กบ้านนอก ตราบใดก็ตามที่เรายังไม่เลิกฝัน สิ่งที่เรามุ่งมั่นตั้งใจต้องมาถึงในสักวันหนึ่ง ถึงมากถึงน้อยต้องตอบโจทย์ตัวเองได้ในสักวัน อย่าดูถูกตัวเองแล้วจงลงมือทำ

เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่คุณพูดล้วนอยู่ในทุกบทเพลงของบอดี้สแลมแล้ว
ใช่ครับ ที่สุดแล้วก็เป็นเรื่องซ้ำ ๆ  สิ่งที่ผมพูดเป็นเรื่องที่ผมคิดอยู่เสมอ คิดจนต้องร้องออกมาเป็นเพลงจากวันนั้นถึงวันนี้ และต่อ ๆ ไป

หมายเหตุ : ภาพจากคอนเสิร์ตบอดี้สแลม ไลฟ์อินคราม ณ ราชมังคลากีฬาสถาน  วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

ขอขอบคุณ :

  • ทุกบทเพลงของบอดี้สแลมที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้สัมภาษณ์ร่วม ๑๐ ปี และเรื่อยไป
  • คุณชายชาญ ใบมงคล, จีนี่ เรคคอร์ด สำหรับการประสานงาน และภาพคอนเสิร์ตบอดี้สแลม ไลฟ์อินคราม
  • คุณสุวัฒน์ อัศวไชยชาญ, คุณสุเจน กรรพฤทธิ์  สำหรับโอกาสและคำแนะนำ
สนทนาสารคดี วิช


ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

สนทนาสารคดี วิช