" /> ใบปิดหนังเขียนมือ : จากรูปธรรมสู่ความทรงจำอันรางเลือน - สารคดี.คอม [ Sarakadee Magazine ]

ใบปิดหนังเขียนมือ : จากรูปธรรมสู่ความทรงจำอันรางเลือน

มกราคม 27, 2016 
0


เรื่อง : นงนภัส ร่มสุขวนาสันต์
ภาพ : วุฒิชัย เสือใหญ่
ผลงานจากค่ายสารคดี ครั้งที่ 11
งานภาพดีเด่น










เราต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่มันเกิดขึ้นทุกที่ทุกเวลา แต่ในความเปลี่ยนแปลง มันต้องมีความหลัง” สันติ ตันติภัณฑรักษ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “พี่สันติ หนังคลาสสิค” กล่าว

พี่สันติเปิดร้านขายใบปิดหรือโปสเตอร์ภาพยนตร์อยู่ที่สยามสแควร์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เขาได้ชื่อว่าเป็นนักสะสมใบปิดภาพยนตร์ผู้คร่ำหวอดในวงการนักสะสมใบปิดกว่า 20 ปี จนเรียกได้ว่า หากต้องการหาใบปิดหนังไทยเก่าๆสักใบ ถ้าไม่เจอที่ร้านของพี่สันติ ก็ไม่ต้องไปหาที่ไหนแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่า ใบปิดที่พี่สันติมี จะเข้าสู่ตลาดใบปิดทุกใบ

ถ้าเราเป็นคนทำธุรกิจร้อยเปอร์เซ็นต์ เราคงขายๆไป ไม่คิดอะไรมาก ขายอะไรก็ได้เงินทั้งนั้น แต่นี่เราเป็นคนเก็บของ โปสเตอร์บางใบที่ไม่เคยเห็นแล้วเรามาเห็นปุ๊บ เราจะคิดเลยว่า โอกาสอีกครั้งที่เราจะเห็นมันวนกลับมาที่เรามันไม่มี เราต้องซื้อเก็บไว้ ในฐานะนักสะสมมันเป็นเรื่องของคุณค่า ไม่ใช่มูลค่า

ใบปิดภาพยนตร์ หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า โปสเตอร์หนัง คือภาพขนาดใหญ่ที่ใช้ติดบนผนังหรือกำแพงเพื่อสื่อสารข้อมูลที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ ทั้งชื่อเรื่อง นักแสดง และฝ่ายผลิต ซึ่งต้องผ่านกระบวนการที่จะทำให้ใบปิดนั้นดึงดูดใจให้ผู้คนสนใจเกี่ยวกับภาพยนตร์มากที่สุด ใบปิดมีหลายขนาดแล้วแต่เป้าหมายในการโฆษณาในแต่พื้นที่และเวลา ใบปิดภาพยนตร์ในแต่ละยุคสมัยถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาจากผลผลิตของความนิยมของมวลชนในความร่วมสมัย เช่นกันกับการให้คุณค่าต่อใบปิดที่ขึ้นอยู่กับความนิยมของมวลชนในยุคสมัยที่ได้หันกลับมามองย้อนถึงอดีตของใบปิด

 

เริ่มต้นการเดินทางของใบปิด

ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2471ยังไม่มีผู้สร้างภาพยนตร์กำเนิดขึ้นในประเทศไทย การฉายหนังสักเรื่องก็ต้องนำภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาจัดฉายโดยโรงภาพยนตร์ แน่นอนว่าการโฆษณาหนังสักเรื่องย่อมเป็นหน้าที่ของโรงภาพยนตร์เอง ภาพยนตร์ที่ฉายอยู่ในประเทศสยามขณะนั้น ยังมีลักษณะเป็น “ภาพยนตร์เงียบ” ทำให้ใบปิดหนังในสมัยนั้นที่มีหน้าที่เพียงบอกชื่อของภาพยนตร์ นักแสดง ฝ่ายผลิตพร้อมกับคำโปรยเพียงเล็กน้อยถูกใช้โฆษณาควบคู่ไปกับใบปลิวหรือสูจิบัตรที่ใช้เล่าเรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจเนื้อหาของหนังแต่ละเรื่อง ทำให้การโฆษณาในระยะนี้ไม่ได้เน้นไปที่เนื้อหาและความสนุกสนานของภาพยนตร์เท่าไรนัก แต่กลับไปเน้นที่สิ่งจูงใจอื่นๆที่จะชักชวนให้ผู้ชมมาชมภาพยนตร์แทน เช่น การจับฉลากรางวัล ความทันสมัยและความสะอาดของโรงภาพยนตร์ เป็นต้น

 

ใบปิดออกโรง

หลังจากนั้น มีผู้เกิดความคิดในการให้มีเจ้าหน้าที่บรรยายเรื่องอยู่ข้างจอภาพยนตร์ขณะฉายเพื่อบรรยายฉากแต่ละฉากรวมถึงการแปลข้อความตัวอักษรจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยผ่านโทรโข่ง ปรากฏว่าเป็นที่ถูกใจของผู้ชม ทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องของภาพยนตร์ได้โดยไม่ต้องอ่านเรื่องย่อตามใบปลิวหรือสูจิบัตรมาก่อน ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ใบปิดเริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทแทนที่ใบปลิวและสูจิบัตร เพราะไม่ต้องพึ่งการอ่านเนื้อเรื่องย่อก่อนชมภาพยนตร์อีกต่อไป ใบปิดในช่วงแรกๆนี้จะบอกข้อมูลทุกอย่าง ทั้งสถานที่ วันเวลาในการจัดฉาย รวมถึงเล่าเรื่องย่อคร่าวๆด้วยภาพที่สวยงามแทนตัวหนังสือแบบใบปลิวหรือสูจิบัตร

พี่สันติเล่าให้ฟังว่า ใบปิดรุ่นแรกๆ ส่วนใหญ่มีขนาดประมาณเอสอง พิมพ์สีเดียวบ้าง สองสีบ้าง เป็นการพิมพ์แบบใช้บล็อกพิมพ์ ส่วนใหญ่เป็นสีแดงและสีน้ำเงิน แล้วก็จะพิมพ์ปีที่พิมพ์ไว้ที่ใบปิดด้วย โดยเทคนิคการทำใบปิดยุคนี้จะมีลักษณะง่ายๆ คือนำภาพถ่ายมาตัดปะและมีตัวอักษรบรรยาย ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของใบปิดในยุคนี้ไป เพราะการออกแบบนั้นเน้นไปที่ตัวอักษรที่ใช้เสียมากกว่า

 

พลิกวิกฤตสู่โอกาสใบปิดภาพยนตร์ไทย

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ภาพยนตร์ไทยในยุคเริ่มต้นนั้น ถ่ายทำด้วยฟิล์มทั้งขนาด 16 มม. และ 35มม. ทั้งระบบเงียบและระบบเสียงควบคู่กันไป การบุกเบิกถ่ายทำและจัดฉายภาพยนตร์เสียงในฟิล์มตั้งแต่ปี พ.ศ.2474 ได้รับความนิยมแทนที่ภาพยนตร์เงียบ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในระบบเงียบนั้นหายไปอย่างสิ้นเชิง แม้ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในระบบนี้ ดังที่กล่าวในข้างต้นว่า ในระยะแรกนั้นมีเจ้าหน้าที่บรรยายเรื่องอยู่ข้างๆจอภาพยนตร์ขณะกำลังฉายเพื่อแปลข้อความตัวอักษรภาษาต่างประเทศต่างๆที่ปรากฏในภาพยนตร์ แต่ในระยะต่อมาการพากย์ได้ถูกปรับให้เป็นการพากย์แบบพากย์โขน ทำให้ยิ่งได้รับความนิยมจากผู้ชมระดับที่เรียกว่า ชาวบ้านร้านตลาด เนื่องจากภาพยนตร์ในระบบนี้มักหยิบนิทานพื้นบ้าน วรรณคดี หรือนิยาย มาสร้างเป็นภาพยนตร์ ทำให้เข้าถึงผู้ชมได้อย่างกว้างขวาง

ระหว่างระยะเวลาที่ความนิยมภาพยนตร์ทั้งสองสายนี้กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง กลับเกิดเหตุการณ์ที่พลิกผันหน้าประวัติศาสตร์ใบปิดภาพยนตร์ไทย เหตุการณ์หนึ่งคือ การอุบัติขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนฟิล์มภาพยนตร์ขนาด 35มม. ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานในกระบวนการผลิตภาพยนตร์ที่ต้องนำเข้าจากยุโรปเท่านั้น ผนวกกับกรุงเทพฯถูกทิ้งระเบิดอย่างหนักในช่วงปลายสงคราม (พ.ศ.2486-2488) อีกทั้งระหว่างนั้นก็ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ (พ.ศ.2485) ที่กินเวลากว่า 6 เดือน ทำให้บริษัทภาพยนตร์ไทยหลายๆบริษัทต้องปิดตัวลง เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงถ่ายและภาวะขาดแคลนทุนทรัพย์ที่เป็นผลกระทบจากสงครามและอุทกภัย

แม้สงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลง แต่ทั่วโลกก็ตกอยู่ในภาวะสงครามที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบไป คือ สภาวะสงครามเย็นระหว่างมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย คือ อเมริกาในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยกับสหภาพโซเวียตในระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ที่ต่างฝ่ายต่างดำเนินการช่วงชิงพื้นที่การแผ่ขยายอุดมการณ์ของตนไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก ด้วยผลงานของขบวนการเสรีไทยทำให้ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนทางด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจจากอเมริกา ที่ส่งผลเร่งรัดให้เกิดการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ของรัฐบาลไทย อุตสาหกรรมภาพยนตร์จึงได้รับผลพลอยได้จากเหตุการณ์เหล่านี้ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ในระยะการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั้งต่างประเทศและในไทย ทำให้การใช้ฟิล์มขนาด 16 มม.ที่ก่อนหน้านี้เป็นที่นิยมในหมู่นักสร้างภาพยนตร์มือสมัครเล่นนั้น กลับมาเป็นที่นิยมในสายผู้สร้างภาพยนตร์ขึ้นอีกครั้งเพราะเป็นการลดต้นทุนและเทคนิคการผลิตนั้นไม่ยุ่งยากมากเท่าฟิล์มขนาด 35มม. โดยในปี พ.ศ. 2492 ภาพยนตร์ไทยเรื่อง “สุภาพบุรุษเสือไทย” ที่ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16มม. ได้ทำการปลุกกระแสการสร้างภาพยนตร์ไทยพากย์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อออกฉายและทำรายได้อย่างถล่มทลาย ส่งผลให้หมู่ผู้สร้างภาพยนตร์เล็งเห็นถึงกำไรที่จะได้รับจากการสร้างภาพยนตร์ที่ลงทุนน้อยอย่างฟิล์ม 16 มม. ทำให้เกิดการแห่มาลงทุนสร้างภาพยนตร์ในระบบการถ่ายทำระบบนี้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากในปี พ.ศ.2492 มีการสร้างภาพยนตร์ออกมาเพียง 6 เรื่อง แต่กลับเพิ่มขึ้นเป็น 47 เรื่องในปี พ.ศ.2493 และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในปีต่อๆมา1

การเพิ่มขึ้นของจำนวนภาพยนตร์ไทยในช่วงนี้ เรียกได้ว่าสร้างขึ้นอย่างไม่ได้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเท่าไรนัก กล่าวคือ แก่นเรื่องและการดำเนินเรื่องยังคงซ้ำเดิม ทำให้ความสำคัญของใบปิดยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะใบปิดเป็นสิ่งที่จะดึงดูดใจผู้ที่จะเข้ามาชมภาพยนตร์ที่มีแก่นเรื่องเดิมๆ สิ่งนี้เองที่ส่งผลให้รูปแบบของใบปิดเกิดพัฒนาการขึ้นหลายอย่างเพื่อดึงดูดใจผู้ชม เช่น การพิมพ์เพิ่มขึ้นเป็นสี่สี และการจ้างคนวาดภาพแสดงเรื่องราวในภาพยนตร์ในลักษณะบอกเล่าเรื่องราวของภาพยนตร์ แต่ในส่วนของเทคนิคก็ไม่ได้ก้าวหน้าไปกว่าเดิมเท่าไรนักเนื่องด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยี คือยังมีการนำภาพถ่ายบางฉากและภาพดารานักแสดงมาตัดปะแล้วส่งพิมพ์อยู่เช่นเดิม

 

ใบปิดภาพยนตร์กำหนดชะตา

นอกจากบทบาทในการชักจูงผู้ชมของใบปิดหนังแล้ว อีกบทบาทหนึ่งของใบปิดหนังที่สำคัญต่อการดำเนินการสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่งคือ ใบปิดหนังในฐานะ นักต่อรอง

“ใบปิดมีไว้สำหรับเจ้าของหนังจะเอาหนังไปขายก่อน แล้วค่อยเอาเงินมาสร้างหนังต่อ ความสำคัญของใบปิดคือแบบนี้ ส่วนมากเจ้าของหนังจะถ่ายหนังจนตังค์หมด พอหนังเข้าแล็บก็เอารูปช่วงถ่ายทำมาทำเป็นใบปิดกันก่อน จะได้มีเงินเอาไปหมุน” อาจารย์ทองดี ภานุมาศ ช่างเขียนใบปิดผู้มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆของไทย เล่าไว้ในหนังสือ The inspiration of ตุ๊กแกรักแป้งมาก

การสร้างภาพยนตร์ของผู้อำนวยการสร้างหรือผู้กำกับระหว่างปี พ.ศ.2492-2515 ส่วนใหญ่ต้องอาศัยเงินทุนจากนักลงทุนซึ่งมักเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์หรือสายหนัง การที่นักลงทุนสักคนจะยอมลงทุนกับภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่ง ก็ย่อมต้องการการการันตีว่าหนังที่จะลงทุนสักเรื่องจะได้กำไรกลับมา ใบปิดเป็นสิ่งที่จะชักจูงให้นักลงทุนมาลงทุนสร้างภาพยนตร์ เนื่องจากใบปิดที่จะแนบไปกับโครงการนำเสนอขอทุนสร้างนี้เอง ที่จะแสดงถึงความน่าสนใจของเนื้อเรื่องภาพยนตร์ นักแสดง อารมณ์ครบรสของภาพยนตร์ซึ่งเป็นที่นิยมในขณะนั้น ยิ่งทวีคูณการแข่งขันการจูงใจที่นำไปสู่การพัฒนารูปแบบของใบปิดภาพยนตร์ในเวลาต่อมา

 

ใบปิดคืออาจารย์

“ตอนเรียนพี่ใช้ต้นฉบับใบปิดเสือน้อยเป็นแบบฝึกวาดภาพ โปสเตอร์พวกนี้เหมือนเป็นครูระดับบรมครูของเราเลย เราดูทั้งวิธีเขียน ลงสี แสงเงา คอมโพสฯ (การจัดวางองค์ประกอบภาพ) ดูทุกอย่าง ตอนเรียนที่ไทยวิจิตรศิลป์ พี่ก็ลอกแบบโปสเตอร์หนังฝรั่งเรื่อง Convoy มา ตอนนั้นอาจารย์ทองดีเป็นคนเขียนใบปิดภาคภาษาไทยของเรื่องนี้ เราก็เอาแบบที่อาจารย์ทองดีเขียนไว้มารวมกับแบบที่ฝรั่งเขียนไว้แล้วเอามาจัดคอมโพสใหม่ ลดตรงนั้นบ้าง เติมตรงนี้บ้าง แล้วเอาไปส่งประกวดโรงเรียน ได้รางวัล”

ใบปิดภาพยนตร์ไทยได้อิทธิพลจากใบปิดภาพยนตร์ต่างประเทศหลายๆเรื่อง พี่สันติเล่าว่า ในสมัยของพี่สันติและก่อนหน้านั้น ไม่ได้มีสื่อการเรียนการสอนศิลปะอย่างเป็นรูปธรรมเหมือนทุกวันนี้ ทำให้การฝึกฝนวาดภาพต่างๆนานานั้น ต้องฝึกจากสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีอยู่ในขณะนั้นคือ ใบปิดภาพยนตร์นั่นเอง

ดังที่เห็นได้จากพัฒนาการของวงการภาพยนตร์ที่ภาพยนตร์ไทยนั้นตามหลังภาพยนตร์ต่างประเทศ พัฒนาการของใบปิดก็เช่นกัน ช่างเขียนใบปิดมักใช้ใบปิดภาพยนตร์ต่างประเทศเป็นแม่แบบในการสร้างสรรค์ใบปิดภาพยนตร์ต่างๆทั้งไทยและเทศ จากนั้นจึงนำมาปรับให้เข้ากับรสนิยมการดูภาพยนตร์ของกลุ่มผู้ชม ทำให้เกิดเป็นใบปิดแบบที่เป็นเอกลักษณ์ไทยขึ้นมา

นอกจากการใช้ใบปิดในการฝึกฝนวาดภาพของช่างเขียนใบปิดที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นแล้ว การสร้างสรรค์ใบปิดนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากช่างเขียนคนเดียว คือ ส่วนใหญ่มักทำงานกันเป็นทีม เช่น ผู้ที่มีชื่อเสียงหรือมีฝีมือมากเป็นผู้เขียนตัวละครหลัก รองลงมาเป็นศิษย์หรือลูกน้องที่เขียนตัวละครรองและการออกแบบตัวอักษรให้เข้ากับภาพยนตร์ ซึ่งแบ่งตามความถนัดของสมาชิกในทีม

“สมัยเรียนพี่ชอบไปดูเขาเขียนคัทเอาท์หลังโรงหนังเฉลิมไทย” พี่สันติเล่าให้ฟังในฐานะนักเรียนศิลปะคนหนึ่ง ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของใบปิดภาพยนตร์ ในฐานะครูทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

ใบปิดภาพยนตร์เขียนมือแบบไทย อารมณ์ไหนๆ…ก็ตอบโจทย์

“ฝรั่งชอบโปสเตอร์หนังแบบไทยๆ เขาบอกว่ามันมีรายละเอียด” พี่สันติเล่าถึงประสบการณ์การขายใบปิดภาพยนตร์ไทยให้แก่ชาวต่างชาติ

ใบปิดภาพยนตร์แบบเขียนมือหรือวาดภาพ เริ่มปรากฏตั้งแต่ พ.ศ.2501 เป็นต้นมา เนื่องจากทรรศนะแห่งความสวยงามย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา การที่ใบปิดหนังเขียนมือเริ่มได้รับความนิยมในช่วงนี้นั้น บ้างก็ว่าใบปิดหนังเขียนมือนั้นมองแล้วได้อารมณ์กว่า อีกทั้งเทคนิคต่างๆในการนำเสนอนั้นขึ้นอยู่กับจินตนาการของศิลปินหรือช่างเขียนได้เต็มที่กว่า

เดิมทีงานสร้างใบปิดหนังนั้นขึ้นอยู่กับฝ่ายศิลปกรรมของบริษัทผลิตภาพยนตร์ แต่เมื่อใบปิดหนังเขียนมือเริ่มได้รับความนิยมขึ้นมา นายทุนก็ยิ่งลงทุนไปกับการโฆษณาโดยใบปิดหนังเขียนมือที่ดึงดูดใจผู้ชมในขณะนั้น ทำให้เกิดเป็นอาชีพจิตรกรวาดใบปิดภาพยนตร์และป้ายโฆษณาต่างๆขึ้นอย่างเรียกได้ว่าเป็นทางการตั้งแต่ช่วงระยะนี้เป็นต้นมา ซึ่งลักษณะของใบปิดหนังเขียนมือในยุคนี้เองที่กลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในความทรงจำของผู้คนที่ทรงคุณค่ามาจนถึงปัจจุบัน

“ตอนเริ่มดู เราก็ดูว่า ทำไมโปสเตอร์นี้สวย ใครเป็นคนเขียน อาจารย์เปี๊ยก อาจารย์ทองดี อาจารย์ลิ้ม อาจารย์ชวนะ แต่ละคนมีเอกลักษณ์ของตัวเอง” พี่สันติเล่าถึงการวิจักษ์ความงามของใบปิดภาพยนตร์ในมุมมองของเขา

ใบปิดภาพยนตร์ที่เขียนโดยช่างชาวไทยนั้น มีเอกลักษณ์เด่นๆหลายอย่าง ทั้งการใช้สีและตัวอักษรสื่ออารมณ์ของภาพยนตร์ แต่ที่โดดเด่นไปกว่านั้นคือ การจัดวางองค์ประกอบของใบปิดภาพยนตร์ ที่สะท้อนถึงรสนิยมการเสพย์ภาพยนตร์ในสมัยนั้นๆ ได้อย่างดี อย่างเช่น ในช่วงหนึ่งที่การออกแบบใบปิดนั้นมักจะใช้ตัวละครหลักเป็นภาพใหญ่ และใส่ตัวละครที่สำคัญรองลงมาไว้ในขนาดลดหลั่นลงไป รวมถึงการนำเสนอเนื้อหาฉากต่างๆของภาพยนตร์ในหลากหลายฉากหลากหลายอารมณ์ในใบปิดแผ่นเดียว สามารถแสดงถึงความนิยมในตัวดารานักแสดงนำและความนิยมเสพย์ภาพยนตร์แบบครบรส

ในระยะต่อมาการสร้างภาพยนตร์นั้นได้มีพัฒนาการเป็นการสร้างภาพยนตร์แนวใดแนวหนึ่ง ไม่ได้สร้างแบบครบรสเหมือนแต่ก่อน การสร้างสรรค์ใบปิดก็จะออกมาในแนวทางที่สื่ออารมณ์หลักของภาพยนตร์โดยจะสะท้อนผ่านการออกแบบตัวอักษร โทนสีของภาพยนตร์ ฉากและสีหน้าของตัวละครแต่ละตัว เป็นต้น โดยใบปิดจะถูกแต่งเติมตามจินตนาการของช่างเขียน ผนวกกับความนิยมของผู้ชมในขณะนั้นด้วย เช่น อาจมีการใส่รูปโป๊เปลือยเพื่อดึงดูดใจผู้ชม เรียกได้ว่า การปรับตัวเหล่านี้กลายเป็นคุณลักษณะเฉพาะของใบปิดหนังไทยในแต่ละยุคทีเดียว

หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนอีกต่อหนึ่ง ก็คงต้องเปรียบเทียบกับใบปิดภาพยนตร์ตะวันตก ที่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบหลักมากกว่า คือ ตัวละครหลักหรือแก่นเรื่องหลัก ทำให้ไม่นิยมวาดรายละเอียดอื่นๆมากในฉากหลังเท่าใบปิดแบบไทย สิ่งนี้เองที่สะท้อนถึงรสนิยมหรือความนิยมในการเสพย์ภาพยนตร์ของแต่ละสังคม

 

ช่างเขียนใบปิด ผู้แต่งเติมเสริมความทรงจำ

“เวลาพิมพ์ออกมาไม่ได้เรื่อง สีไม่สวยเท่าตัวต้นฉบับ 30 ปีแล้วสียังสด” พี่สันติเล่าพร้อมหยิบใบปิดภาพยนตร์ต้นฉบับเรื่องหนึ่งออกมาโชว์ให้ดู

“วันนั้นไปดูหนังที่เพชรรามา เรื่องเสือน้อย โรงนี้มันบ้า เอาต้นฉบับใบปิดแปะไว้ ผมเห็นปุ้บสติแตก ไปดูทุกวัน เลยไปติดต่อเด็กโรงหนัง เขาเรียกเราพันนึง ตอนนั้นแพงมากนะสำหรับนักเรียนอย่างเรา แต่เรายอมจ่าย ดีใจ ภูมิใจมาก” พี่สันติเล่าถึงใบปิดภาพยนตร์ต้นฉบับเรื่องแรกที่ได้มาครอบครอง

การให้คุณค่าของใบปิดภาพยนตร์ที่วาดโดยช่างเขียนชาวไทยและผู้ชมภาพยนตร์ เกิดขึ้นมาจากความผูกผันทั้งกับภาพยนตร์ รวมไปถึงประสบการณ์ของผู้เสพย์ความสุนทรียะเหล่านี้เอง ที่สร้างคุณค่าให้แก่ใบปิดภาพยนตร์ไทยผ่านกาลเวลาและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั้งของแต่ละคนและของแต่ละสังคม ซึ่งความนิยมในแต่ละยุคสมัยก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยไม่หยุดนิ่ง

“ตอนน้ายังเขียนคัทเอาท์ให้โรงหนังอยู่ บางทีบริษัทในกรุงเทพฯเขาส่งต้นฉบับใบปิดมาให้เลย ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดหรอกว่ามันจะมีค่าขนาดนี้ ไม่งั้นน้าไม่ปล่อยให้มันขาดมันเปียกแล้วก็หายไปอย่างนี้หรอก น่าเสียดาย เดี๋ยวนี้เขาตามหาตามซื้อใบปิดต้นฉบับกันให้ควั่ก”

สมชาย คงฤทธิ์ หรือช่างชาย ช่างเขียนภาพอิสระที่แต่เดิมยึดอาชีพเป็นช่างเขียนคัทเอาท์ให้โรงภาพยนตร์หลายแห่งในจังหวัดจันทบุรีกว่ายี่สิบปี กล่าวด้วยน้ำเสียงแห่งความเสียดาย

 

ประสบการณ์การเดินทางของใบปิดภาพยนตร์

การเดินทางไม่จำเป็นต้องไปตามลำดับหนึ่งไปสองเช่นใด วิวัฒนาการของใบปิดภาพยนตร์ก็เป็นเช่นนั้น ถึงแม้ใบปิดภาพยนตร์แบบเขียนมือจะได้รับความนิยมมากในระยะก่อนหน้า แต่การใช้เทคนิคเดิมๆในการสร้างสรรค์ใบปิดก็ยังคงถูกใช้อยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็มีพัฒนาการทางด้านรูปแบบและเทคนิค ทั้งการพิมพ์ การออกแบบให้หลากหลายและสร้างสรรค์ โดยจะผสมผสานทั้งภาพวาด ภายถ่าย ภาพตัดปะให้มากขึ้นตรงใจทั้งผู้สร้างสรรค์ผลงานและผู้ชม โดยภาพยนตร์บางเรื่องมีการออกแบบใบปิดโฆษณาออกมาหลายแบบด้วยกันเพื่อเลือกใช้ให้เข้ากับตลาดผู้ชมหลายๆกลุ่มเพราะแต่ละคนไม่ได้มีกฏเกณฑ์ในความงามเหมือนกันไปเสียหมด อย่างคนรุ่นเก่าๆอาจนิยมใบปิดเขียนมือ ส่วนคนรุ่นต่อๆมา ก็อาจนิยมใบปิดภาพถ่ายเสียมากกว่า

เป็นที่รู้กันดีว่า ความนิยมต่อสิ่งใดๆนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดอยู่กับที่ เมื่อมีเกิดขึ้นต้องมีดับไป การเข้ามาแทนที่ของใบปิดภาพยนตร์แบบภาพถ่ายในช่วง20ปีให้หลัง (ตั้งแต่พ.ศ.2535เป็นต้นมา) สะท้อนถึงความนิยมในแนวทางการสร้างภาพยนตร์ให้มีความทันสมัยอย่างตะวันตกมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีการออกแบบและการพิมพ์ที่เป็นอิทธิพลจากฝั่งตะวันตกสู่ประเทศไทย ซึ่งนับวันยิ่งมีต้นทุนถูกลง ผกผันกับงานเขียนภาพที่ต้องใช้ฝีมือและต้นทุนในการลงทุนว่าจ้างเพื่อการโฆษณาสูงกว่าการโฆษณาโดยเทคโนโลยีใหม่ๆในปัจจุบัน

“เพื่อนๆที่เขียนคัทเอาท์ด้วยกันส่วนใหญ่ตอนนี้ไปเปิดร้านรับออกแบบและพิมพ์ป้ายไวนิลกันหมด ส่วนน้าเองก็รับงานเขียนจิตรกรรมฝาผนังให้วัด รับเขียนป้ายโฆษณาบ้าง ส่วนตอนนี้ (พ.ศ.2558) เขียนภาพตบแต่งผนังห้องพักรีสอร์ทที่แหลมเสด็จอยู่ เจ้าของรีสอร์ทเขาอยากได้ฝาผนังเป็นรูปใบปิดสมัยก่อนๆ”

ช่างชายเล่าให้ฟังถึงความต้องการของเจ้าของรีสอร์ทแห่งหนึ่งในหาดแหลมเสด็จ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ที่ต้องการให้ช่างชายผู้มีชื่อเสียงใน จ.จันทบุรี ในเรื่องการเขียนคัทเอาท์ภาพยนตร์ในยุคใบปิดเขียนมือเฟื่องฟู มาเขียนตบแต่งห้องให้กลายเป็นห้องที่มีใบปิดภาพยนตร์เรื่องมนต์รักลูกทุ่ง (พ.ศ. 2513) และแผลเก่า (พ.ศ.2520) ขนาดใหญ่ติดไว้

จากเรื่องราวของใบปิดภาพยนตร์ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกจนถึงปัจจุบันนั้น แสดงถึงคุณค่าของใบปิดภาพยนตร์ในแต่ละยุคสมัยที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยเทคนิคและรูปแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งก็มีพัฒนาการที่คาบเกี่ยวกันไปในแต่ละยุคสมัย ไม่ได้แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ใบปิดภาพยนตร์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ยังคงมีหน้าที่เดิมคือการโฆษณาดึงดูดใจให้ผู้คนเข้ามาชมภาพยนตร์ แต่ในความนิยมที่เฟื่องฟูของใบปิดหนังเขียนมือที่มีพัฒนาการในระยะเวลากว่า 30 ปี กลับโดดเด่นและเป็นที่จดจำอยู่ในความทรงจำทั้งของผู้คนที่อยู่ร่วมสมัยและในปัจจุบัน

“ใบปิดยังมีคุณค่าสำหรับคนหลายๆ รุ่นอยู่ ไม่งั้นเขาจะจัดพิพิธภัณฑ์หรือจัดแสดงงานเกี่ยวกับใบปิดหนังยุคเก่าๆทำไม ทำไมคนยังเล่นของพวกนี้ ทำไมโปสเตอร์เก่าๆถึงแพง หลักพันถึงหลักแสนเขายังซื้อกัน” พี่สันติตั้งคำถามทิ้งไว้ให้คิดถึงคุณค่าของใบปิดภาพยนตร์ในยุคใบปิดเขียนมือ

ใบปิดภาพยนตร์ในยุคเขียนมือที่แม้ปัจจุบันได้หยุดนิ่งไปแล้ว แต่ในความหยุดนิ่งนั้น กลับมีบทบาทอื่นเพิ่มเติมเข้ามา ดังเช่น สิ่งที่ช่างชายกำลังทำให้ใบปิดยุคเขียนมือเฟื่องฟูกลับมาโลดแล่นอยู่บนความทรงจำของผู้คนที่ได้มาสัมผัสรีสอร์ทแห่งนี้อีกครั้งในฐานะสิ่งย้ำเตือนถึงการเดินทางของใบปิดภาพยนตร์ ที่แม้มองผิวเผินอาจเป็นแค่สื่อโฆษณาเก่าๆ แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของสังคมไทยที่สะท้อนความนิยมภาพยนตร์และบริบททางสังคมวัฒนธรรมในแต่ละยุคสมัยอันเนื่องจากการเดินทางผ่านทั้งกาลเวลาและความทรงจำทั้งส่วนตัวและส่วนรวม

“เมื่อถึงเวลา..ใบปิดมันก็จะเพิ่มคุณค่าขึ้นมาเอง” พี่สันติทิ้งท้าย

เชิงอรรถ

  1. สกลชนก เผื่อนพงษ์. ศิลปะการออกแบบโปสเตอร์ภาพยนตร์ไทย : พ.ศ. 2515-2535 บทพลิกผันจากแนวประเพณีสู่ความเป็นสากล. หน้าที่ 17.
โดย กลุ่มกำแชะ ผลงานจากค่ายสารคดี ครั้งที่ 15 “คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนินสะดวก เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี” ตัวหนังสือที่สร้างขึ้นมีสนิมเกาะเกรอะกรัง ที่แกลเลอรีโรงงานเซรามิก
ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต ในโลกสมัยใหม่ที่ชอบหยิบจับเอา “ทุนทางวัฒนธรรม” มาแปลงกายเป็นสินค้าหารายได้ ต้นทุนอย่างหนึ่งที่มักถูกขุดขึ้นมาใช้เสมอ คืองานช่างโบราณ หรือศิลปะประเพณี แต่สำหรับเมืองไทยก็มีข้อแม้พิเศษเพิ่มเติมอีกว่า ต้องไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา เพราะจะ “เป็นเรื่องเป็นราว” กันใหญ่โต
เวลาไปวัดของคนมอญแถวพระประแดง, เกาะเกร็ด, ปทุมธานี หรือตามริมลำน้ำแม่กลอง แถบ อ. บ้านโป่ง โพธาราม จ.ราชบุรี หลายคนมักสังเกตเห็น เสาต้นหนึ่งปักอยู่ มองขึ้นไปบนยอดเสา จะเห็นรูปตัวหงส์ ตั้งเด่นเป็นสง่า ที่ในวัดมอญต้องมีเสาหงส์ก็เพราะคนมอญเชื่อว่า


ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

โดย กลุ่มกำแชะ ผลงานจากค่ายสารคดี ครั้งที่ 15 “คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนินสะดวก เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี” ตัวหนังสือที่สร้างขึ้นมีสนิมเกาะเกรอะกรัง ที่แกลเลอรีโรงงานเซรามิก
ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต ในโลกสมัยใหม่ที่ชอบหยิบจับเอา “ทุนทางวัฒนธรรม” มาแปลงกายเป็นสินค้าหารายได้ ต้นทุนอย่างหนึ่งที่มักถูกขุดขึ้นมาใช้เสมอ คืองานช่างโบราณ หรือศิลปะประเพณี แต่สำหรับเมืองไทยก็มีข้อแม้พิเศษเพิ่มเติมอีกว่า ต้องไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา เพราะจะ “เป็นเรื่องเป็นราว” กันใหญ่โต
เวลาไปวัดของคนมอญแถวพระประแดง, เกาะเกร็ด, ปทุมธานี หรือตามริมลำน้ำแม่กลอง แถบ อ. บ้านโป่ง โพธาราม จ.ราชบุรี หลายคนมักสังเกตเห็น เสาต้นหนึ่งปักอยู่ มองขึ้นไปบนยอดเสา จะเห็นรูปตัวหงส์ ตั้งเด่นเป็นสง่า ที่ในวัดมอญต้องมีเสาหงส์ก็เพราะคนมอญเชื่อว่า