รื้อถอน-ย้าย-ทำลาย “ศึกชิงสัญญะ / ความหมาย” ในไซ่ง่อน

พฤษภาคม 4, 2017 
0


แลไปรอบบ้าน  บันทึกมุมมองสั้นบ้าง (ยาวบ้าง) ของ สุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดีที่สนใจประเด็นประวัติศาสตร์ ปรากฎการณ์ทางสังคม ไม่ว่าจะการเมือง สิ่งแวดล้อม จนถึงเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัว


สุเจน กรรพฤทธิ์

ถึงแม้ตอนนี้เราจะยังไม่รู้ว่าใครขโมย “หมุดกำเนิดรัฐธรรมนูญ” หรือ “หมุดคณะราษฎร” ไปจากลานพระบรมรูปทรงม้า ใจกลางกรุงเทพฯ ช่วงต้นเดือนเมษายน 2560

ในระหว่างที่มึนงงกับ “หมุดหน้าใส” ผมก็นึกถึงกรณีคล้ายกันที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน

ต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมขอเรียกว่า “ศึกชิงสัญญะ” ที่เกิดขึ้นจริงใน “เวียดนาม”

เรื่องราวต่อไปนี้ เกิดขึ้นกับอนุสาวรีย์สองแห่ง ที่ไซ่ง่อน (Saigon / โฮจิมินห์ซิตี) เมืองที่มีการฟาดฟันเรื่อง “สัญญะ” แบบหมัดต่อหมัดตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน

saigonmonument01

ภาพเก่าของอนุสาวรีย์ Statue de l’évêque d’Adran
saigonmonument02

ภาพเก่าอีกมุมหนึ่งของอนุสาวรีย์ Statue de l’ évéque d’ Adran

saigonmonument03

รูปปั้นพระแม่มารีที่ถูกนำมาตั้งแทนในสมัยรัฐบาลเวียดนามใต้




อนุสาวรีย์ ปิแอร์ ปิโย เดอ บิเฮน

(Pierre Pigneau de Behaine) / Statue de l’ évéque d’ Adran
ที่ตั้ง : หน้าโบสถ์นอร์ทเธอดาม
ปีที่ถูกย้าย / ทำลาย : ค.ศ. 1945

อนุสาวรีย์นี้ สร้างจากหินแกรนิต ลักษณะเด่น คือ ปั้นเป็นรูป “บาทหลวงเดอบิเฮน” สูง 2.9 เมตร มือขวากางสนธิสัญญาแวร์ซายส์ (the Treaty of Versailles) มือซ้ายแตะลงบนพระวรกายของ “เจ้าชายแก๋งห์” (Prince Cảnh) ที่ยืนอยู่ข้างๆ ทำพิธีเปิด 10 มีนาคม ค.ศ.1902 สมัยที่เวียดนามเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส

ความเป็นมาของอนุสาวรีย์นี้ผูกพันกับประวัติศาสตร์การก่อตั้งราชวงศ์เหงวียน ราชวงศ์สุดท้ายของเวียดนาม ด้วย “เจ้าชายแก๋งห์” คือโอรสองเชียงสือ (Nguỹen Phúc Anh – จักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์เหงวียน) ที่ถูกส่งไปปารีสพร้อมกับท่านบิชอป ปิโย เดอ บิเฮน เพื่อขอความช่วยเหลือด้านกำลังทหารและอาวุธจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ต่อต้านขบวนการเตยเซินและฟื้นฟูอำนาจของตระกูลเหงวียนขึ้นมาอีกครั้ง

ทูตสองคนนี้ สามารถลงนามในสัญญาที่จะให้สิทธิการค้าและเผยแพร่ศาสนากับพระเจ้าหลุยส์ได้สำเร็จ ทว่า ความวุ่นวายทางการเมืองในฝรั่งเศสก็ทำให้ฝรั่งเศสช่วยอะไรไม่ได้ บาทหลวงเดอบิเฮนก็เลยต้องบากหน้าไปอินเดีย ใช้เงินจ้างทหารรับจ้างและเรือรบกลับมาช่วยองเชียงสือสู้กับขบวนการเตยเซินแทน

Inauguration of the Pigneau de Béhaine statue บทความในปี 1902 จากหนังสือ Annales des Missions étrangères de Paris บอกว่า อนุสาวรีย์นี้เกิดจากการระดมทุนได้เป็นมูลค่าถึง 50,000 ฟรังก์ คนจ่ายมีทั้งฝรั่งเศสและบรรดาชาวเวียดนามผู้มั่งมีในเมืองใหญ่

มีบันทึกว่าทั้งรัฐบาลอาณานิคมและสภาเมืองไซ่ง่อน “เห็นชอบ” ให้สร้างเพื่ออุทิศให้กับ “ความรักเวียดนาม เพื่อแสดงความขอบคุณจากเรา และแสดงการยอมรับของชาวอานนาม (เวียดนาม)” ที่มีต่อเดอบิเฮน

ส่วนจักรพรรดิเวียดนามเวลานั้นคือ แท่ญท๋าย (Thành Thái) มีพระราชสาส์นกล่าวถึงความดีของเดอ บิเฮน ที่มีส่วนช่วยพระบรมอัยกาของพระองค์ ทรงกล่าวถึงการสร้างอนุสาวรีย์นี้ว่า “ (เวียดนาม) ตอนนี้อยู่ภายใต้อารักขา ด้วยความเข้าใจร่วมกัน เราได้ร่วมกันสร้างอนุสาวรีย์ท่านบิชอปและเจ้าชายแก๋งห์ มรดกความทรงจำนี้จะได้รับการส่งต่อถึงคนรุ่นหลัง”
ตลกร้ายคือ แม้ว่า เดอ บิเฮนเคยช่วยองเชียงสือสร้างราชวงศ์ แต่สุดท้าย พอถึงรุ่นเหลนองเชียงสือ เวียดนามกลับต้องไปอยู่ใต้การปกครองของคนฝรั่งเศส คนชาติเดียวกันกับเดอบิเฮน

อนุสาวรีย์นี้ตั้งอยู่ที่ “จตุรัสโบสถ์นอร์ทเทรอดาม” หน้าโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในไซ่ง่อนมาได้ ๔๒ ปีก็ถูก “รื้อ” ในปี 1945 เมื่อขบวนการชาตินิยมเวียดนามลุกฮือต่อต้านอำนาจฝรั่งเศสที่พยายามกลับเข้ามาปกครองเวียดนามอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยพวกเขาจัดการนำอนุสาวรีย์นี้ออกไป

ในมุมมองของขบวนการชาตินิยม เดอ บิเฮน คือคนฝรั่งเศสที่เข้ามาแทรกแซงเวียดนาม ราชวงศ์เหงวียนก็อ่อนแอดึงชาวต่างชาติเข้ามายุ่ง ภายหลังยังทำให้ประเทศตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส

อนุสาวรีย์นี้จึงไม่ควรมีอยู่อีกต่อไป

ทิม ดอลริง (Tim Doling) นักเขียนซึ่งค้นคว้าเรื่องของไซ่ง่อนระบุว่า หลังถูกรื้อถอนลง อนุสาวรีย์นี้ก็เหลือแต่ฐาน จนปี 1959 รัฐบาลเวียดนามใต้ก็ติดตั้งรูปปั้นพระแม่มารีเข้าไปแทนบนฐานเดิม

ส่วนชะตากรรมตัวอนุสาวรีย์เดิม สาบสูญอย่างไร้ร่องรอย

saigonmonument04

อนุสาวรีย์ทหารนิรนาม ด้านหน้าโอเปร่าเฮาส์ กรุงไซ่ง่อน สมัยที่เป็นเมืองหลวงเวียดนามใต้

saigonmonument05

การประท้วงของนักศึกษาเวียดนามใต้ด้านหน้าอนุสาวรีย์ทหารนิรนาม (ภาพจากนิตยสาร LIFE)

saigonmonument06

เหตุการณ์ทำลายอนุสาวรีย์ทหารนิรนามในวันที่ 5 พ.ค. 1975

saigonmonument07

อนุสาวรีย์ทหารนิรนามในปี 1969 – ภาพจากเว๊บ chienhuuoregon

อนุสาวรีย์ทหารนิรนาม / อนุสาวรีย์นาวิกโยธินเวียดนามใต้

ที่ตั้ง : หน้าอาคารรัฐสภา กลางกรุงไซ่ง่อน (ปัจจุบันคือบริเวณลานพื้นที่ด้านหน้าโอเปร่าเฮ้าส์)
ปีที่ถูกทำลาย : 1975

อนุสาวรีย์นี้ สร้างเป็นเกียรติให้ทหารที่ออกรบในแนวหน้ากับทหารเวียดมินห์ (เวียดกง) ปั้นจากคอนกรีตเสริมแรงเป็นรูปทหารถือปืนยาว กำลังก้าวไปข้างหน้า ตั้งอยู่ใน “จตุรัสลามเซิน” ด้านหน้าโอเปร่าเฮาส์

ผมไม่พบข้อมูลว่าอนุสาวรีย์นี้สร้างปีใดและชื่ออะไรแน่ระหว่าง “อนุสาวรีย์ทหารนิรนาม” ที่ถูกกล่าวถึงโดยนักประวัติศาสตร์ กับ “อนุสาวรีย์นาวิกโยธินเวียดนามใต้” อันเป็นชื่อที่ทหารผ่านศึกอเมริกันเรียก

แต่ที่แน่ๆ อนุสาวรีย์นี้น่าจะสร้างเมื่อรัฐบาลอเมริกันช่วยรัฐบาลเวียดนามใต้ทำสงครามเต็มตัว

“สงครามเวียดนาม” ระหว่างเวียดนามเหนือ (คอมมิวนิสต์) กับเวียดนามใต้ (บางทีก็ประชาธิปไตย บางทีก็แปลงร่างเป็นเผด็จการทหาร) ที่กินเวลาเกือบ 3 ทศวรรษ ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 นอกจากจะทำให้เวียดนามถูกแบ่งแยกแล้ว ผลที่หลายคนมองข้ามคือ รัฐบาลฮานอย (เหนือ) และไซ่ง่อน (ใต้) ยังแข่งกันสร้างสัญลักษณ์ทางการเมืองมากมายทิ้งไว้ในเมืองของตน

พอถึงวันที่ 30 เมษายน 1975 เมื่อฝ่ายเหนือชนะ พวกเขาก็ไม่รอช้าที่จะทำลาย “สัญลักษณ์” ฝ่ายใต้

เมื่อไซ่ง่อนแตก ภาพแรกๆ คือรถถังเวียดนามเหนือชนประตูทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนามใต้ จากนั้น สัญลักษณ์แรกๆ ที่ถูก “ถอนออก” คือ ธงชาติเวียดนามใต้บนเสาธงทำเนียบ สิ่งที่ถูกใส่แทนคือธงของขบวนการเวียดมินห์ (เวียดกง) ที่ถูกชักขึ้นสู่ยอดเสา

2 พฤษภาคม รัฐบาลเวียดกงที่ยึดอำนาจในกรุงไซ่ง่อนก็ประกาศว่า “ทุกสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบอบเก่าต้องถูกทำลาย”
5 พฤษภาคม ก็ถึงคิวอนุสาวรีย์ทหารนิรนาม
10.30 น. มีฝูงชนเข้ารื้อทำลายอนุสาวรีย์โดยเริ่มจากทำลายส่วนหัวก่อน

ทิเซียโน เทอซานี (Tiziano Terzani) นักข่าวชาวอิตาเลียน สื่อตะวันตกไม่กี่คนที่ยังคงปักหลักทำข่าวอยู่ในเวียดนามใต้ได้เล่าฉากการพังอนุสาวรีย์นี้ว่า “เมื่อส่วนหัวที่ทำโดยคอนกรีตเสริมแรงถูกดึงตกกระแทกพื้น ฝุ่นก็ฟุ้งไปทั่ว พร้อมกับเสียงไชโยโห่ร้อง ผู้คนต่างชูป้ายที่เขียนคำขวัญการปฏิวัติ บรรดาค้างคาวที่แอบไปทำรังในตัวอนุสาวรีย์ต่างก็บินหนีออกไปอย่างโกลาหล”

กล่าวได้ว่าอนุสาวรีย์นี้ถูกทำลายแบบ “ไม่เหลือซาก” ทั้งในแง่กายภาพและความทรงจำ ด้วยปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยใดๆ ให้เราเห็น ซ้ำพื้นที่จตุรัส ยังถูกปิดกั้นเพื่อก่อสร้างรถไฟใต้ดินสายแรกของเมือง คนเวียดนามรุ่นหลังจึงแทบนึกไม่ออกว่า ด้านหน้าโอเปร่าเฮ้าส์เคยมีอนุสาวรีย์นี้ตั้งอยู่

การต่อสู้กับเวียดนามเหนืออย่างทรหดของทหารสหรัฐฯ และทหารเวียดนามใต้ คือประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ผู้ชนะสงคราม ไม่ต้องการให้เยาวชนในเวียดนามใต้จดจำ

*********

กรณีของเวียดนาม ผมพบว่า การทำลาย “สัญญะ” เกิดขึ้นหลังฝ่ายหนึ่ง “เอาชนะทางกายภาพ” เหนืออีกฝ่าย จากนั้นจึง “ไล่ลบความทรงจำ” ด้วยการทำลายสิ่งก่อสร้างและสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายตรงข้าม เพื่อเอาชนะทางความคิดให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ของที่เกินกำลังจะทุบและต่อมาคงคิดว่าน่าจะใช้หากำไรได้ในโลกทุนนิยม (ที่คอมมิวนิสต์เปลี่ยนใจกลับมาสมาทานภายใต้นโยบายหนึ่งประเทศ 2 ระบบ) อย่างทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนามใต้ ก็ถูกทำเป็นพิพิธภัณฑ์ พวกเขาเปลี่ยนการจัดแสดง จัดวางสิ่งของ เล่าเรื่องของระบอบเก่าตามที่ต้องการเสียใหม่ จากนั้น เปิดขายบัตรเข้าชมโกยเงิน

พอเป็นทุนนิยมมากเข้า ต่อมาก็จัดการเปิดให้เช่าจัดงานเลี้ยงสังสรรค์เสียเลย (ฮา)

แต่ทั้งหมด ก็เพื่อจุดหมายเดียว คือบอกกับสังคมว่าของพวกนี้ “ไม่มีความหมาย” อีกต่อไป


sujaneสุเจน กรรพฤทธิ์
นักเขียนสารคดี จบการศึกษาทางด่านประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ สนใจความเป็นไปทางการเมืองและสังคมของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคจากการมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนเป็นระยะ

Passport   เรื่องและภาพ : สุชาดา ลิมป์ อย่างกับเทพสตรีมีชีวิตลุกขึ้นมาร่ายรำอวดเรือนร่าง เมื่อเริ่ม “ระบำอัปสราจาม” ประกอบทำนองคล้ายบทสวดในพิธีกรรมศาสนา เป็นนาฏยลักษณ์ที่ลูกหลานชาติพันธุ์จาม (Chăm) แห่งรัฐจามปาโบราณ (Chăm Pa)
แลไปรอบบ้าน   บันทึกมุมมองสั้นบ้าง (ยาวบ้าง) ของ สุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดีที่สนใจประเด็นประวัติศาสตร์ ปรากฎการณ์ทางสังคม ไม่ว่าจะการเมือง สิ่งแวดล้อม จนถึงเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัว สุเจน กรรพฤทธิ์ ในไซ่ง่อน
แลไปรอบบ้าน   บันทึกมุมมองสั้นบ้าง (ยาวบ้าง) ของ สุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดีที่สนใจประเด็นประวัติศาสตร์ ปรากฎการณ์ทางสังคม ไม่ว่าจะการเมือง สิ่งแวดล้อม จนถึงเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัว สุเจน กรรพฤทธิ์ น้ำปลายี่ห้อ



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Passport   เรื่องและภาพ : สุชาดา ลิมป์ อย่างกับเทพสตรีมีชีวิตลุกขึ้นมาร่ายรำอวดเรือนร่าง เมื่อเริ่ม “ระบำอัปสราจาม” ประกอบทำนองคล้ายบทสวดในพิธีกรรมศาสนา เป็นนาฏยลักษณ์ที่ลูกหลานชาติพันธุ์จาม (Chăm) แห่งรัฐจามปาโบราณ (Chăm Pa)
แลไปรอบบ้าน   บันทึกมุมมองสั้นบ้าง (ยาวบ้าง) ของ สุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดีที่สนใจประเด็นประวัติศาสตร์ ปรากฎการณ์ทางสังคม ไม่ว่าจะการเมือง สิ่งแวดล้อม จนถึงเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัว สุเจน กรรพฤทธิ์ ในไซ่ง่อน
แลไปรอบบ้าน   บันทึกมุมมองสั้นบ้าง (ยาวบ้าง) ของ สุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดีที่สนใจประเด็นประวัติศาสตร์ ปรากฎการณ์ทางสังคม ไม่ว่าจะการเมือง สิ่งแวดล้อม จนถึงเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัว สุเจน กรรพฤทธิ์ น้ำปลายี่ห้อ