นายเรือง-นายนก

ธันวาคม 4, 2017 
0


ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต


nai-ruang

นายเรือง

ที่ซุ้มประตูทางเข้าเขตพุทธวาสของวัดอรุณราชวราราม มีประติมากรรมทาสีทองสองรูปตั้งคู่กันซ้ายขวา เป็นรูปของนายบุญเรือง หรือนายเรือง กับนายนก คนรุ่นต้นกรุงรัตนโกสินทร์

เหตุที่มีการสร้างรูปของบุคคลทั้งสองนี้ไว้ก็สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่ทั้งคู่ต่างเผาตัวตายภายในบริเวณวัดอรุณฯ โดยนายเรืองเริ่มก่อนเป็นคนแรกเมื่อปี 2333 สมัยรัชกาลที่ 1 ติดตามมาด้วยนายนกในอีก 27 ปีต่อมา คือปี 2360 สมัยรัชกาลที่ 2

ทั้งคู่มิได้ต้องการประท้วงใคร หรือทำไปด้วยความเพ้อคลั่ง แต่เป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปในเวลานั้น ว่าทั้งนายเรืองและนายนกต่างต้องการบูชาพระพุทธศาสนาในระดับอุกฤษฎ์ เพื่อมุ่งหมายบรรลุพระโพธิญาณ

ยุคนั้น การสละชีวิตเพื่อหวังแลกเอาพระนิพพาน คงถือเป็นบุญใหญ่อันน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่ง หลังจากนั้นราวสมัยรัชกาลที่ 3 จึงมีการสร้างรูปนายเรืองนายนกขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยทำเป็นหินสลักตั้งไว้ที่วัดอรุณฯ พร้อมกับมีศิลาจารึกกำกับ โดยรูปนายเรืองนั่งขัดสมาธิพนมมือ ส่วนรูปนายนกนั่งขัดสมาธิ มือวางประสานที่หน้าตักในท่านั่งสมาธิ

nai-nok

นายนก

จากหลักฐานร่วมสมัยยังพบว่าช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้น มีบุคคลอื่นๆ ที่เผาตัวตายด้วยวัตถุประสงค์ทางพุทธศาสนาอีกหลายราย รวมทั้งมีจดหมายเหตุบันทึกถึง “แฟชั่น” การเชือดเนื้อเอาเลือดมาผสมน้ำมันจุดตะเกียงบูชาพุทธสถาน หรือกระทั่งเอาดาบจ้วงแทงตัวเองบูชาพระก็มี โดยผู้ที่กระทำเช่นนี้มีตั้งแต่ระดับชาวบ้าน นักบวช ไปจนถึงพระบรมวงศานุวงศ์

เรื่องทำนองนี้อาจดู “นอกรีต” หรือ “ไม่ใช่พุทธแท้” ในสายตาพุทธศาสนิกชนยุคปัจจุบัน ทว่าอย่างน้อยในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ การกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับได้และถือเป็นกรณียกิจอันควรแก่การยกย่องเชิดชู

ที่มาของการบูชา “ด้วยเลือดด้วยเนื้อ” ทำนองนี้ น่าจะมาจากความเชื่อที่แพร่หลายเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า 10 พระองค์ที่จะมาตรัสรู้ในอนาคต นับตั้งแต่พระศรีอาริยเมตไตรย์ หรือ “พระศรีอาริย์” เป็นต้นไป ดังที่ระบุไว้ในคัมภีร์ “อนาคตวงศ์”

พระอนาคตพุทธเจ้าเหล่านั้นมีชาติกำเนิดแตกต่างหลากหลาย บ้างเป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ บ้างเป็นขุนนาง มีแม้กระทั่งที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน หากแต่สิ่งสำคัญที่เป็นลักษณะร่วมกันก็คือ การบำเพ็ญมหากุศลในระดับอุกฤษฎ์ เช่น เชือดคอ หรือจุดไฟไว้บนศีรษะ ถวายเป็นพุทธบูชา ยอมถูกประหารชีวิตเพื่อให้ได้ถวายไทยทานแก่พระพุทธเจ้าก่อนผู้ใด หรือแม้แต่ยกโอรสธิดาให้ยักษ์กินเป็นทาน

เรื่องราวเหล่านี้กลายเป็นต้นแบบของการนับถือพุทธศาสนายุคนั้น โดยเราอาจเรียกลัทธินี้ตามนามของคัมภีร์สำคัญได้ว่าเป็น “ลัทธิอนาคตวงศ์” ซึ่งมีฐานะเป็นพุทธศาสนาประชานิยม (Popular Buddhism) ยุคต้นสมัยกรุงเทพฯ ก่อนที่จะถูกเบียดขับและทำให้ลืมเลือนไป ด้วยกระแส “เหตุผลนิยม” ของพุทธศาสนา “สมัยใหม่” ที่เป็น “วิทยาศาสตร์” ซึ่งเฟื่องฟูขึ้นในระยะหลัง

กระทั่งรูปนายเรืองนายนกซึ่งสละชีวิตเพื่อพระศาสนา สุดท้ายก็ถูกตัดหัวซ้ำอีก แต่ไม่ใช่ในลัทธิอนาคตวงศ์ ทว่าเป็นลัทธิวัตถุนิยม เมื่อราว 40 ปีก่อน ศีรษะของรูปปั้นทั้งคู่ถูกลักตัดไปพร้อมกันในคืนวันหนึ่ง เชื่อกันว่าขโมยหวังเอาไปขายเป็นโบราณวัตถุตามร้านแอนติค ส่วนศีรษะที่เห็นในปัจจุบันนี้เป็นของปั้นใหม่ อย่างศีรษะของนายเรืองนั้น เห็นได้ชัดเจนว่าฝีมืออ่อนด้อยอย่างน่าเศร้าใจ


srun

ศรัณย์ ทองปาน

เกิดที่จังหวัดพระนคร ปัจจุบันเป็น “นนทบุเรี่ยน” และเป็นบรรณาธิการสร้างสรรค์ นิตยสาร สารคดี




ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต ครุฑเป็น “สัตว์หิมพานต์” หรือสัตว์ในจินตนาการของคนอินเดียโบราณ ครึ่งคนครึ่งนก ในศาสนาพราหมณ์ฮินดู ถือเป็นพาหนะของพระนารายณ์ ส่วนในจักรวาลทางพุทธศาสนา ครุฑเป็นสัตว์อย่างหนึ่งที่อาศัยอยู่บนต้นงิ้วใหญ่ หรือ “วิมานฉิมพลี” เชิงเขาพระสุเมรุ
ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต หมอสุก หรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่า “หมอเทวดา” เป็นหมอพื้นบ้านที่รักษาโรคด้วยเครื่องยาสมุนไพร เกิดสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อปี 2375 และถึงแก่กรรมในเดือนกรกฎาคม 2453 ก่อนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเสด็จสวรรคตเพียงไม่กี่เดือน
ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต ช่วงปลายทศวรรษ ๒๕๔๐ ต่อต้นทศวรรษ ๒๕๕๐ หรือเมื่อราว ๑๐ กว่าปีมาแล้ว ถือเป็นยุคเฟื่องฟูของ “จตุคามรามเทพ” ผู้เขียนเคยเห็น “จตุคามรามเทพ”
ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต ตุ๊กตาม้าอย่างที่ตั้งคู่กับช้างตามศาลก็เคยพูดถึงมาบ้างแล้ว หรืออย่างตุ๊กตาม้าลาย แก้บน “เจ้าพ่อม้าลาย” ก็เคยเล่ามาบ้างแล้ว แต่ยังมี “ม้า” อีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นของพิเศษ ใช้แก้บนหลวงพ่อพระศาสดา พระประธานในพระอุโบสถวัดสุวรรณาราม
#เหลือคณานับ เนื่องด้วยมีประชาชนจำนวนมากปรารถนาจะได้เข้าไปในปริมณฑลของพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงมีการเปิดพื้นที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา จากจำนวน ๔ หมื่นในครั้งแรกที่ประกาศ เมื่อใกล้วันพระราชพิธีทางผู้รับผิดชอบจึงเพิ่มพื้นที่ใหม่ขึ้นอีก รองรับคนเพิ่มเป็น ๗ หมื่น และทวีขึ้นไปจนเกินหนึ่งแสนคนในที่สุด แต่ไม่ว่าจะให้มีพื้นที่อีกสักเท่าใดก็คงไม่พอ มหาชนชาวสยาม ทั้งหญิง ชาย