พระพุทธรูป “หูยาน” - สารคดี.คอม

พระพุทธรูป “หูยาน”

กุมภาพันธ์ 12, 2018 
0


พระพุทธรูป “หูยาน”

ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต


คนไทยเรามักจะนึกเอาว่า คนที่มีติ่งหูยาวหรือ “ยาน” ลงมา เป็น “คนมีบุญ” และเป็นคน “อายุยืน”

ต้นทางของความคิดเรื่องนี้ย่อมเกิดจากพระพุทธรูปที่คนไทยพุทธคุ้นตา

พระพุทธรูปที่เราพบเห็นกันมักมีติ่งหูยาวลงมามากกว่าหูคนปกติอย่างเราๆ ท่านๆ ในโลกทัศน์ของชาวพุทธ พระพุทธเจ้าหรือผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ ต้องสั่งสมบุญญาธิการบารมีมามากมายเป็น “อสงไขยชาติ” คือนับไม่ได้คำนวณไม่ถูก ยิ่งกว่านั้น ในพุทธประวัติที่คนจำได้ “ขึ้นใจ” พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อมีพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา พระพุทธรูปจึงเป็นทั้งสัญลักษณ์ของ “ผู้มีบุญ” และ “อายุยืน”

คนที่มีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปคือมีติ่งหูยื่นยานลงมา จึงพลอยถูกนับเนื่องว่าเป็น “คนมีบุญ” และ “อายุยืน” ไปด้วย

ที่จริง พระพุทธรูปนั้นมิได้สร้างขึ้นมาให้เป็น “รูปเหมือน” ของพระพุทธเจ้า อย่างภาพถ่ายหรือรูปพอร์เทรต แต่เป็นสัญลักษณ์แสดง “อุดมคติ” บางอย่าง ลักษณะส่วนมากของพระพุทธรูปจึงมุ่งหมายไปในทางที่จะทำให้ใกล้เคียงกับ “มหาบุรุษ” หรือที่เรียกกันในคัมภีร์ว่า “มหาปุริสลักษณะ” โดยเชื่อว่าพระพุทธองค์มีรูปลักษณ์เช่นนั้น

“มหาปุริสลักษณะ” ประกอบด้วยลักษณะใหญ่ๆ ๓๒ ประการ เช่น มี “ฝ่าเท้าตั้งแนบสนิทดี” และ “ในฝ่าเท้ามีจักรลักษณะ” คือหมายถึงว่าเวลายืน ฝ่าเท้าทั้งหมดจะแนบลงกับพื้นเต็มทั้งฝ่าเท้า รอยพระพุทธบาทที่สร้างกันมาจึงต้องทำเป็นรูปรอยฝ่าเท้าเต็มๆ (ไม่มีอุ้งเท้าเว้าแหว่งให้เห็นแบบรอยเท้าคนทั่วไปเวลาเดินย่ำน้ำมา) และมักทำเป็นลวดลายธรรมจักรอยู่ตรงกลาง

มหาปุริสลักษณะข้ออื่นๆ ก็มีได้แก่ “ส้นเท้ายาว” “นิ้วมือนิ้วเท้ายาว” “แข้งเหมือนแข้งเนื้อทราย” “ยืนตัวตรง ไม่โค้งลำตัว จะใช้ฝ่ามือลูบได้ถึงเข่า” ฯลฯ

แต่ทั้งหมด ไม่มีข้อไหนเลยที่พูดถึงติ่งหูยื่นยาว

ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวกับมหาปุริสลักษณะ

หากแต่ช่างผู้สร้างพระพุทธรูปตั้งแต่โบราณมา ทำส่วนติ่งหูยื่นยาวนี้ เพื่อสื่อถึงชาติกำเนิดดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า ที่ทรงเป็นคนในวรรณะกษัตริย์ คือเป็นเจ้าชายสิทธัตถะมาก่อน

ตามประเพณี พระจักรพรรดิ หรือเจ้าชายเจ้าหญิงย่อมสวมต่างหูหรือ “ตุ้มหู” ที่มีน้ำหนักมาก ถ่วงหูไว้จนติ่งหูยื่นยานลงมา ลักษณะเช่นนี้คงนับถือกันในสมัยนั้นว่าเป็นความงาม เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะออกผนวชจึงทรงตัดมวยผมที่เป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นสูง และถอดเครื่องประดับร่างกายต่างๆ ออกจนหมดสิ้น

รวมถึงต่างหูหรือ “ตุ้มหู” ที่ว่านั้นด้วย

หากแต่เนื้อส่วนติ่งหูที่เคยถูกถ่วงน้ำหนักไว้จนยืดยานด้วย “ต่างหู” ย่อมมิอาจหดกลับคืน จึงยังคงยื่นยาวอยู่เช่นนั้น

ถ้าสังเกตให้ดี ช่างที่เข้าใจคติเรื่องนี้ นอกจากจะทำส่วนปลายพระกรรณ (ติ่งหู) ของพระพุทธรูปให้ยื่นยาวลงมาแล้ว ยังจะแสดงให้เห็น “ร่อง” ผ่ากลาง ยาวลงมาเกือบตลอดติ่งหูที่ว่านั้นด้วย

เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่านี่คือ “ร่องรอย” ที่หลงเหลือตกค้างจากการสวมใส่ต่างหูเป็นเวลานาน อันสื่อถึงราชสถานะของพระพุทธองค์นั่นเอง

หมายเหตุ : ผู้สนใจอาจค้นดูคติเรื่องมหาปุริสลักษณะต่างๆ ที่กล่าวถึงในที่นี้ ได้จากหนังสือชื่อ “ลักษณะของบุรุษ สตรี และประติมา” (๒๕๐๕) ของอาจารย์แสง มนวิทูร อดีตข้าราชการนักอ่านศิลาจารึกของกรมศิลปากรผู้ล่วงลับไปแล้ว


srun

ศรัณย์ ทองปาน

เกิดที่จังหวัดพระนคร ปัจจุบันเป็น “นนทบุเรี่ยน” และเป็นบรรณาธิการสร้างสรรค์ นิตยสาร สารคดี




ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








นิตยสารสารคดี ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๓๙๔ ธันวาคม ๒๕๖๐ บทความที่ลงในเว็บไซต์ เรื่องเด่นประจำสารคดีฉบับที่ 394 เรื่องเด่นในฉบับ เปลี่ยนแปลงเพราะแบ่งปัน ตะเกียงกลางไพร หมาติดล้อ คลินิกสร้่างอะไหล่ให้สัตว์พิการ "เสียง" สะท้อน
นิตยสารสารคดี ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๓๘๙ กรกฎาคม ๒๕๖๐ บทความที่ลงในเว็บไซต์ เรื่องเด่นประจำสารคดีฉบับที่ 389 ธุรกิจหนังโป๊เกย์ กับการเปลี่ยนผ่านการเมืองเช็ก สัมภาษณ์ หนึ่ง-จักรวาล เสาธงยุติธรรม  - หนึ่งในจักรวาลดนตรี เรื่องเด่นในฉบับ
ดั่งกันและกัน ติช นัท ฮันห์ และเราทุกคน ติช นัท ฮันห์ พระมหาเถระในพุทธศาสนามหายานนิกายเซนชาวเวียดนาม ที่เขียนหนังสือและบทกวีมากมายเพื่อเผยแผ่พุทธธรรม และนำการปฏิบัติในวิถีแห่งสติและความเบิกบาน เมื่อยังเป็นภิกษุหนุ่มในยุคสงครามเวียดนาม ท่านใช้หลักธรรมนำการเรียกร้องสันติภาพให้ประเทศบ้านเกิด กระทั่งสงครามยุติแต่ท่านต้องพรากจากบ้านไปเกือบ ๔๐ ปี โดยมีชุมชนหมู่บ้านพลัมในประเทศฝรั่งเศสเป็นที่พำนักปฏิบัติธรรม เขียนหนังสือ ทำสวน สอนศิษย์ ให้การอบรมการภาวนาแก่ศาสนิกชนทุกเชื้อชาติศาสนาทั่วโลก  ด้วยวิธีการที่หลากหลายในวิถีชีวิตประจำทั้งการสวดมนต์ นั่งสมาธิ การเดินแห่งสติ การฟังเสียงระฆัง การรับประทานอาหารร่วมกัน การล้างจาน ดื่มชา สนทนาธรรม และการฟังธรรม โดยมีหัวใจอยู่ที่การฝึกเจริญสติให้อยู่กับลมหายใจในปัจจุบันขณะ หลวงปู่นัท ฮันห์ นับเป็นปรมาจารย์ด้านศาสนธรรมที่เป็นที่รู้จักและได้รับความเคารพนับถือมากที่สุดท่านหนึ่งของโลก  ปัจจุบันท่านอายุ ๙๑ ปี พำนักอยู่ที่หมู่บ้านพลัมประเทศไทย เพื่อรักษาตัวและฟื้นฟูสุขภาพ จากป่าสู่เมือง “ธุรกิจ-ชีวิต” แบบเศรษฐกิจพอเพียง ปีนี้ถือเป็นวาระครบ ๒๐ ปีของการเกิด “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ที่มีจุดเริ่มต้นในเดือนกรกฎาคมของปี ๒๕๔๐  ในปีนั้นธุรกิจจำนวนมากเกิดหนี้สินล้นพ้นตัวจนต้องถูกยึดมาขายทอดตลาด  บางคนตัดสินใจจบชีวิตตนเอง ขณะที่คนจำนวนมากตกงาน ปลายปี ๒๕๔๐ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” จึงได้รับความสนใจจากสังคมไทย แม้พระองค์จะมีพระราชดำริเรื่องนี้มาก่อนหน้านั้นนานกว่า ๒๐ ปีแล้ว แต่ถึงวันนี้แม้รัฐจะพยายามผลักดันและประชาสัมพันธ์คำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” แต่เมื่อถามคนทั่วไปว่าเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร
เรื่อง : สุเจน กรรพฤทธิ์    ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง ตั้งแต่มีข่าวพระสงฆ์จำนวน ๘๐๐-๙๐๐ รูปชุมนุมบริเวณพุทธมณฑลและเกิดการกระทบกระทั่งกับทหารที่ป้องกันไม่ให้พระสงฆ์เข้าพื้นที่ในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ประเด็น “พระ” ก็เป็นเรื่องที่สังคมไทยจับจ้องอีกครั้ง ต่อมากลุ่มพระสงฆ์ดังกล่าวยื่นข้อเรียกร้องสี่ข้อต่อรัฐบาลทหาร คือ หนึ่ง ให้บรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ สอง ให้รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องเร่งสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๒๐ ทันที โดยให้เป็นไปตามวาระที่เหมาะสม สาม แสดงพลังให้พระบางรูปประจักษ์ สี่ แสดงออกถึงการปกป้องพระพุทธศาสนาจากภัยความมั่นคงและการคุกคามทางความเชื่อ  การชุมนุมนี้สลายตัวลงในช่วงค่ำหลังจากพระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เดินทางไปยื่นหนังสือและรัฐบาลทหารรับเรื่องไป และภาพที่ออกมาคือการปะทะกันระหว่างพระสงฆ์กับทหาร ซึ่งค่อนข้างก่อความสะเทือนใจแก่พุทธศาสนิกชน ในความเป็นจริงประเด็นการบรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างขณะนี้ (ต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๙) นั้นเคยมีการเสนอแล้วในช่วงร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แต่ก็ตกไป มีเพียงการยกระดับจาก “กรมการศาสนา” เป็น “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” ลองฟังทรรศนะต่อประเด็นนี้ของ สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์พุทธศาสนา คิดอย่างไรกับข้อเสนอบรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติโดยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมไม่เห็นด้วย ข้อเสนอนี้ครั้งแรกเกิดขึ้นในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ก่อนหน้านี้ไม่มี แต่แนวความคิดเรื่องนี้ก็มิใช่เรื่องใหม่ ราวปี ๒๔๙๐ พม่าเขียนในรัฐธรรมนูญว่าพุทธคือศาสนาประจำชาติ คณะสงฆ์ไทยทราบเรื่องนี้ดี ตอนนั้นยังใฝ่ทางธรรมกว่าทางโลก แต่วันนี้ไม่ใช่จึงออกมาเสนอให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และวิธีที่ง่ายคือเข้าหาอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย  ไทยมีพระสงฆ์ราว ๒ แสนรูป มีประชากร ๖๐ กว่าล้านคน นับถือพุทธร้อยละ ๙๐ แต่แกนนำกลับเป็นแค่พระสงฆ์กลุ่มหนึ่งที่มีสมณศักดิ์อยู่ในเมืองหลวงฯ  ทั้ง ๆ ที่ชาวพุทธนั้นมีทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา