" /> เสพ-ติด : จากบรรณาธิการ สารคดี ฉบับที่ 404 - สารคดี.คอม [ Sarakadee Magazine ] แ

เสพ-ติด : จากบรรณาธิการ สารคดี ฉบับที่ 404

พฤศจิกายน 6, 2018 
0


ผมเคยมีญาติใกล้ชิดที่เสียชีวิตเพราะติดเหล้า และยังมีเพื่อนที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งปอดเพราะติดบุหรี่

การติดเหล้าติดบุหรี่ หรือติดยาเสพติดร้ายแรงอื่น ๆ ถูกฝังในความเข้าใจเรามาตลอดว่าเป็นเรื่องพฤติกรรมส่วนบุคคล อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะฤทธิ์ยาเสพติด

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เราก็มองหรือมีภาพของคนติดยาคนเสพยา ว่าเป็นคนไม่ดี และถึงขั้นคนร้าย

และแน่นอนคนทั่วไปอย่างเราควรอยู่ให้ห่างๆ  ห่างทั้งคนติดยาและยาเสพติด

การแก้ไขปัญหายาเสพติดตลอดเวลาหลายสิบปีของทางการจึงเป็นการปราบปราม จับกุม ลงโทษ  ทั้งคนเสพยา คนติดยา ถูกรวมเป็นอาชญากรเหมือนผู้เกี่ยวข้องในขบวนการค้ายาเสพติด

คำถามคือการจับกุมลงโทษจะทำให้ผู้เสพยาหรือติดยาหยุดการเสพยาหรือหายจากการติดยาได้หรือไม่

คำตอบนั้นน่าจะพอเดากันได้ไม่ยาก

ข้อมูลปี ๒๕๖๑ ระบุว่าประเทศไทยมีผู้ต้องโทษในคดียาเสพติดกว่า ๒ แสนคน และแม้จะมีพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕  แต่ผู้ติดยาก็ยังเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายและกระบวนการฟื้นฟูก็มีลักษณะของการบังคับมากกว่าความสมัครใจ ทำให้การฟื้นฟูยากจะประสบความสำเร็จ

หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคมและกฎหมายว่าผู้ติดยาเสพติดคือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการช่วยเหลือและรักษา ไม่ใช่อาชญากร ซึ่งหลายประเทศกำลังขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาผู้เสพยาเสพติดด้วยนโยบายตามแนวทางนี้

ขณะที่ข้อมูลใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมองและวิวัฒนาการได้ช่วยเปิดเผยสาเหตุการติดยาเสพติดว่าไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่ถือเป็น “โรคเรื้อรัง” อย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับโรคเบาหวาน มะเร็ง หรือโรคหัวใจ

สาเหตุนั้นมาจากปัจจัยที่ผสมผสานกัน ทั้งปัจจัยด้านประสาทชีววิทยา จิตวิทยา สังคม และพันธุกรรม

ไม่ว่าผู้ติดยาจะเริ่มเสพยาด้วยเหตุผลอะไร แต่ผลของยาเสพติดคือการเพิ่มขึ้นของสารเคมีในสมองที่ชื่อว่าโดปามีน (dopamine) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกมีความสุข และเป็นสารสำคัญในวงจรสมองส่วนระบบการให้รางวัล เพื่อให้คนเราดำเนินกิจกรรมที่จำเป็นต่อการมีชีวิตรอด เช่น การกินอาหาร หรือการมีเพศสัมพันธ์

ปัญหาคือยาเสพติดทำงานดีเกินกว่าระบบให้รางวัลปรกติ ผู้เสพจะมีความสุขล้นเหลือ และเมื่อเสพบ่อย ต่อเนื่อง สมองจะพยายามปรับตัวเพื่อหาจุดสมดุลระหว่างช่วงโดปามีนท่วมท้นกับช่วงโดปามีนปรกติ โดยลดการผลิตโดปามีนตามธรรมชาติ หรือลดเซลล์ตัวรับโดปามีนในสมองทำให้ผู้เสพต้องพึ่งพาโดปามีนจากยาเสพติด และต้องการปริมาณยามากขึ้นเรื่อยๆ   หากขาดโดปามีน ผู้ติดยาจะเกิดความเครียด หดหู่กระวนกระวาย  ในที่สุดความอยากยาก็กลายเป็นสิ่งสำคัญกว่าเรื่องอื่นใดทั้งหมด

ผลข้างเคียงที่ร้ายแรงคือ เนื่องจากโดปามีนมีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้และความทรงจำ มันจึงเชื่อมประสบการณ์เสพยากับสภาพแวดล้อม ทั้งคน สถานที่ สิ่งของ หรือเหตุการณ์ ทำให้ผู้ติดยาถูกกระตุ้นให้อยากยาได้เมื่อเจอคนหรือสภาพที่คุ้นเคยมาก่อน  การเลิกยาจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ  นอกจากนี้ยังพบว่าประสาทสมองส่วนการใช้เหตุผลของผู้เสพยังถูกทำลายไปด้วย

แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เคยเสพยาจะติดยา เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับสภาพทางจิตวิทยา สังคม โดยเฉพาะพันธุกรรม

การค้นพบที่ดูเหลือเชื่อได้จากการศึกษาผู้ติดยาจำนวนหนึ่งแล้วพบว่า ผู้ติดยามีโอกาสจะมีสารพันธุกรรมแปลกปลอมในยีนที่ทำหน้าที่ผลิตโดปามีนมากกว่าคนไม่ติดยาสองถึงสามเท่า

สิ่งแปลกปลอมนี้มาจากไหน

คำตอบคือมาจากไวรัสประเภทหนึ่งที่ฉีดสารพันธุกรรมของตัวมันเข้าสู่ยีนมนุษย์ตั้งแต่เมื่อราว ๒.๕ แสนปีก่อน !

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าสารพันธุกรรมของไวรัสนี้น่าจะส่งอิทธิพลต่อการทำงานของยีนตัวอื่นรอบ ๆ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจนทำให้คนติดยา และยังคาดว่าร้อยละ ๕-๘ ของประชากรมนุษย์ทั่วโลกมีสารพันธุกรรมของไวรัสนี้

การค้นพบนี้น่าจะทำให้คำว่า ผู้ติดยาเสพติดคือผู้ป่วย ชัดเจนยิ่งขึ้น

และอาการเสพติดโดปามีนหรือสารแห่งความสุขอาจเป็นพันธุกรรมที่ฝังอยู่ในมนุษย์บางคนมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์

สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
บรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี
suwatasa@gmail.com
#สมัครสมาชิกวันนี้ต่อชีวิตนิตยสารไปยาวๆ

จะมีสถานที่ไหนน่ากลัวที่สุด ไม่น่าไปที่สุด   คำตอบหนึ่งน่าจะเป็นคุก หรือไม่ก็ป่าช้า สถานที่หนึ่งคือคนเป็นที่ถูกขัง อีกสถานที่หนึ่งคือคนตายที่ถูกฝัง หลายคนกลัวป่าช้าเพราะจินตนาการว่าเป็นชุมทางของวิญญาณที่ยังไม่สงบ  แต่เรื่องนี้คิดไปเองหรือเปล่ายังน่าสงสัย ส่วนภาพน่ากลัวของคุก คือแหล่งชุมนุมโจรผู้ร้าย ฆาตกร ขาใหญ่ และผู้คุมโหด ไม่ค่อยมีใครคิดหรอกว่าในคุกจะมีอะไรดี  แต่หากถามว่าเรามีคุกไว้ทำไม  คำตอบทางการก็คงว่า เอาไว้ลงโทษผู้กระทำผิดให้รับความทุกข์ทรมานตอบแทน โดยยึดเอาอิสรภาพอันเป็นสมบัติพื้นฐานของมนุษย์มาเสียจากพวกเขา  และยังแอบหวังว่า คุกจะทำให้พวกเขาเข็ด ไม่กล้าทำผิดซ้ำหรือคุกจะทำให้คนไม่คิดทำผิดเพราะกลัวติดคุก เรื่องมันก็เลยย้อนแย้ง เพราะถ้าคุกทำให้คนเข็ดหลาบเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง เราจะกลัวคนในคุก หรือกลัวคนที่พ้นโทษจากคุกทำไม และทำไมทุกวันนี้นักโทษจึงเพิ่มขึ้น ๆ จนล้นคุก การศึกษานักโทษในสหรัฐอเมริกาพบว่าครึ่งหนึ่งของนักโทษหรือผู้ทำความผิดทั้งหมด ซึ่งเท่ากับประมาณ ๑ ล้านคน เป็นผู้ที่ มีปัญหาทางจิตใจและอารมณ์ (mental disorder) และอัตราการทำผิดซ้ำซากสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางจิตรุนแรงกว่าก็สูงกว่าด้วย ขณะที่การลงโทษกักขังได้สร้างความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองและจิตใจของนักโทษ และยังต้องอยู่ในสังคมที่มีปฏิสัมพันธ์เฉพาะกับผู้กระทำผิดอื่น ๆ นานหลายปีก่อนจะปล่อยพวกเขาคืนสู่สังคมโดยไม่มีงาน ไม่มีการฟื้นฟู ทั้งหมดนี้จึงยิ่งซ้ำเติมปัญหา ชักนำให้พวกเขากระทำผิดซ้ำเมื่อออกจากคุก แต่อีกด้านหนึ่งจากการศึกษานักโทษซึ่งได้รับการช่วยเหลือบำบัดฟื้นฟูจิตใจจะมีอัตราการทำผิดซ้ำต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในแง่นี้การลงโทษไม่ได้ช่วยให้เราได้ “พลเมือง” คืนกลับเข้าสังคม มีแต่จะได้เหตุร้ายรุนแรงเพิ่มขึ้น และสุดท้ายคุกก็ได้ “นักโทษ” คืนกลับไป…และออกมาใหม่
จำไม่ได้หรอกว่าไปทะเลครั้งแรกเมื่อไร จำไม่ได้ด้วยว่าเคยกลัวคลื่นไหม จำได้แต่คลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าเข้ามาโยนโยกโอบร่าง ขอบฟ้ากว้างลากเส้นตรงสุดจากมุมซ้ายจดมุมขวา แบ่งผืนน้ำสีครามเข้มกับโค้งฟ้าใสให้ต้องแหงนมองไกลจนคอตั้ง แล้วเหลียวหลังไล่สายตาไปจนพบกับแนวยอดมะพร้าวเขียวหลังชายหาด ผืนน้ำสั่นไหวเคลื่อนที่พร้อมกันเป็นแนวเข้าหาฝั่งด้วยพลังการหมุนของโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง บางสิ่งที่เราไม่อาจมองเห็นด้วยสายตา สะพัดมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า กระทบกายสะท้านความเย็นเยียบ เสียงสายลมและเสียงคลื่นกระซิบโสตประสาท เป็นภาษาที่ไม่อาจรู้ความหมาย จับสัมผัสเองว่าคือถ้อยคำทักทายที่โลกเอ่ยกับสิ่งมีชีวิตที่ยืนนิ่ง ชั่วขณะ ราวกับมีเพียงตัวเราคนเดียวกลางท้องทะเล  เพียงตัวเราคนเดียวกับโลก ความรู้สึกอันแสนประหลาดจนต้องเปล่งเสียงตะโกนที่ไร้ความหมายออกจากภายในไปตอบรับคำทักทายที่ไร้ตัวอักษร พลันทุกอย่างเงียบสงบ สายลม ระลอกคลื่น คงขยับไหวไปตามวิถี จำได้ว่าอยู่กลางผืนน้ำทะเล สุข และเต็มล้นด้วยพลังภายใน … นานแค่ไหนแล้วที่แต่ละวันเราขังตัวไว้กับบรรดาประดิษฐกรรมที่มนุษย์สร้างไว้ครอบตนเองจนคุ้นชิน
จากบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 407 มกราคม 2562 ระหว่างเดินทางกลับเมืองงไทยจากเมืองหลวงลูซากา ประเทศ  แซมเบีย เพื่อไปเปลี่ยนไฟลต์ที่ไนโรบี ประเทศเคนยา แล้วบินตรงมากรุงเทพฯ ผมพบกับหนุ่มชาวจีนที่ต้องเดินทางกลับบ้านเกิด คนเดียวเหมือนกัน แต่หนุ่มจีนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่เช็กอินกวักมือเรียกผมเข้าไปช่วย คงเพราะคิดว่าผมหน้าตาจีน ๆ คล้ายกัน  ผมเลยอาสาช่วยเหลือตั้งแต่เช็กอินจนถึงพาขึ้นเครื่อง ระหว่างนั่งรอ  ผมคุยกับเขาโดยกดเทกซ์ผ่านเครื่องแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีนในแอปพลิเคชันมือถือ


ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

จะมีสถานที่ไหนน่ากลัวที่สุด ไม่น่าไปที่สุด   คำตอบหนึ่งน่าจะเป็นคุก หรือไม่ก็ป่าช้า สถานที่หนึ่งคือคนเป็นที่ถูกขัง อีกสถานที่หนึ่งคือคนตายที่ถูกฝัง หลายคนกลัวป่าช้าเพราะจินตนาการว่าเป็นชุมทางของวิญญาณที่ยังไม่สงบ  แต่เรื่องนี้คิดไปเองหรือเปล่ายังน่าสงสัย ส่วนภาพน่ากลัวของคุก คือแหล่งชุมนุมโจรผู้ร้าย ฆาตกร ขาใหญ่ และผู้คุมโหด ไม่ค่อยมีใครคิดหรอกว่าในคุกจะมีอะไรดี  แต่หากถามว่าเรามีคุกไว้ทำไม  คำตอบทางการก็คงว่า เอาไว้ลงโทษผู้กระทำผิดให้รับความทุกข์ทรมานตอบแทน โดยยึดเอาอิสรภาพอันเป็นสมบัติพื้นฐานของมนุษย์มาเสียจากพวกเขา  และยังแอบหวังว่า คุกจะทำให้พวกเขาเข็ด ไม่กล้าทำผิดซ้ำหรือคุกจะทำให้คนไม่คิดทำผิดเพราะกลัวติดคุก เรื่องมันก็เลยย้อนแย้ง เพราะถ้าคุกทำให้คนเข็ดหลาบเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง เราจะกลัวคนในคุก หรือกลัวคนที่พ้นโทษจากคุกทำไม และทำไมทุกวันนี้นักโทษจึงเพิ่มขึ้น ๆ จนล้นคุก การศึกษานักโทษในสหรัฐอเมริกาพบว่าครึ่งหนึ่งของนักโทษหรือผู้ทำความผิดทั้งหมด ซึ่งเท่ากับประมาณ ๑ ล้านคน เป็นผู้ที่ มีปัญหาทางจิตใจและอารมณ์ (mental disorder) และอัตราการทำผิดซ้ำซากสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางจิตรุนแรงกว่าก็สูงกว่าด้วย ขณะที่การลงโทษกักขังได้สร้างความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองและจิตใจของนักโทษ และยังต้องอยู่ในสังคมที่มีปฏิสัมพันธ์เฉพาะกับผู้กระทำผิดอื่น ๆ นานหลายปีก่อนจะปล่อยพวกเขาคืนสู่สังคมโดยไม่มีงาน ไม่มีการฟื้นฟู ทั้งหมดนี้จึงยิ่งซ้ำเติมปัญหา ชักนำให้พวกเขากระทำผิดซ้ำเมื่อออกจากคุก แต่อีกด้านหนึ่งจากการศึกษานักโทษซึ่งได้รับการช่วยเหลือบำบัดฟื้นฟูจิตใจจะมีอัตราการทำผิดซ้ำต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในแง่นี้การลงโทษไม่ได้ช่วยให้เราได้ “พลเมือง” คืนกลับเข้าสังคม มีแต่จะได้เหตุร้ายรุนแรงเพิ่มขึ้น และสุดท้ายคุกก็ได้ “นักโทษ” คืนกลับไป…และออกมาใหม่
จำไม่ได้หรอกว่าไปทะเลครั้งแรกเมื่อไร จำไม่ได้ด้วยว่าเคยกลัวคลื่นไหม จำได้แต่คลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าเข้ามาโยนโยกโอบร่าง ขอบฟ้ากว้างลากเส้นตรงสุดจากมุมซ้ายจดมุมขวา แบ่งผืนน้ำสีครามเข้มกับโค้งฟ้าใสให้ต้องแหงนมองไกลจนคอตั้ง แล้วเหลียวหลังไล่สายตาไปจนพบกับแนวยอดมะพร้าวเขียวหลังชายหาด ผืนน้ำสั่นไหวเคลื่อนที่พร้อมกันเป็นแนวเข้าหาฝั่งด้วยพลังการหมุนของโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง บางสิ่งที่เราไม่อาจมองเห็นด้วยสายตา สะพัดมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า กระทบกายสะท้านความเย็นเยียบ เสียงสายลมและเสียงคลื่นกระซิบโสตประสาท เป็นภาษาที่ไม่อาจรู้ความหมาย จับสัมผัสเองว่าคือถ้อยคำทักทายที่โลกเอ่ยกับสิ่งมีชีวิตที่ยืนนิ่ง ชั่วขณะ ราวกับมีเพียงตัวเราคนเดียวกลางท้องทะเล  เพียงตัวเราคนเดียวกับโลก ความรู้สึกอันแสนประหลาดจนต้องเปล่งเสียงตะโกนที่ไร้ความหมายออกจากภายในไปตอบรับคำทักทายที่ไร้ตัวอักษร พลันทุกอย่างเงียบสงบ สายลม ระลอกคลื่น คงขยับไหวไปตามวิถี จำได้ว่าอยู่กลางผืนน้ำทะเล สุข และเต็มล้นด้วยพลังภายใน … นานแค่ไหนแล้วที่แต่ละวันเราขังตัวไว้กับบรรดาประดิษฐกรรมที่มนุษย์สร้างไว้ครอบตนเองจนคุ้นชิน
จากบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 407 มกราคม 2562 ระหว่างเดินทางกลับเมืองงไทยจากเมืองหลวงลูซากา ประเทศ  แซมเบีย เพื่อไปเปลี่ยนไฟลต์ที่ไนโรบี ประเทศเคนยา แล้วบินตรงมากรุงเทพฯ ผมพบกับหนุ่มชาวจีนที่ต้องเดินทางกลับบ้านเกิด คนเดียวเหมือนกัน แต่หนุ่มจีนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่เช็กอินกวักมือเรียกผมเข้าไปช่วย คงเพราะคิดว่าผมหน้าตาจีน ๆ คล้ายกัน  ผมเลยอาสาช่วยเหลือตั้งแต่เช็กอินจนถึงพาขึ้นเครื่อง ระหว่างนั่งรอ  ผมคุยกับเขาโดยกดเทกซ์ผ่านเครื่องแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีนในแอปพลิเคชันมือถือ