เรื่องเด่นประจำ สารคดี ฉบับที่ 404 ตุลาคม 2561

พฤศจิกายน 8, 2018 
0


A Cannabis Renaissance สู่ยุคฟื้นฟู “กัญชา” วิทยา

มนุษย์รู้จักและใช้พืชกัญชามานานหลายพันปีแล้วจนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ บางประเทศก็เริ่มเข้มงวดต่อการใช้พืชกัญชามากขึ้น

แต่เมื่อเข้าสู่คริสตศตวรรษที่ ๒๐ นั้น ถือได้ว่าเป็น “ยุคมืด” ของพืชกัญชาเลยทีเดียว เพราะบรรดาชาติต่างๆ ทั่วโลกทยอยกันประกาศให้พืชกัญชาเป็นยาเสพติดที่ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

กัญชากลายเป็นสิ่งชั่วร้ายและน่ารังเกียจ

ล่วงเข้าคริสต์ศตวรรษที่ ๒๑ โลกก็หมุนกลับ

เริ่มจากประเทศในทวีปยุโรปค่อยๆ ผ่อนคลายความเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมายและเริ่มการค้นคว้าวิจัยเพื่อนำสารสกัดจากกัญชามารักษาโรคร้ายรุนแรงของคนยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง เบาหวาน อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน ฯลฯ

หลายประเทศในโลกออกฏหมายให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตยาจากกัญชา และบางประเทศถึงกับอนุญาตการเสพกัญชาเพื่อความบันเทิง

เรียกได้ว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคฟื้นฟู “กัญชา” วิทยาอย่างเต็มตัว

คนไทยกับกัญชาไม่ใช่สิ่งอื่นไกล แต่เราจะ “ตกยุค” หรือก้าวพ้นยุคกัญชาเรอเนสซองซ์ เพราะกฎหมายไทยยังปิดกั้นการศึกษาวิจัย และการนำกัญชามารักษาโรค

ผมเคยมีญาติใกล้ชิดที่เสียชีวิตเพราะติดเหล้า และยังมีเพื่อนที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งปอดเพราะติดบุหรี่ การติดเหล้าติดบุหรี่ หรือติดยาเสพติดร้ายแรงอื่น ๆ ถูกฝังในความเข้าใจเรามาตลอดว่าเป็นเรื่องพฤติกรรมส่วนบุคคล อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะฤทธิ์ยาเสพติด แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เราก็มองหรือมีภาพของคนติดยาคนเสพยา ว่าเป็นคนไม่ดี และถึงขั้นคนร้าย และแน่นอนคนทั่วไปอย่างเราควรอยู่ให้ห่างๆ  ห่างทั้งคนติดยาและยาเสพติด การแก้ไขปัญหายาเสพติดตลอดเวลาหลายสิบปีของทางการจึงเป็นการปราบปราม จับกุม ลงโทษ  ทั้งคนเสพยา คนติดยา ถูกรวมเป็นอาชญากรเหมือนผู้เกี่ยวข้องในขบวนการค้ายาเสพติด คำถามคือการจับกุมลงโทษจะทำให้ผู้เสพยาหรือติดยาหยุดการเสพยาหรือหายจากการติดยาได้หรือไม่ คำตอบนั้นน่าจะพอเดากันได้ไม่ยาก ข้อมูลปี ๒๕๖๑ ระบุว่าประเทศไทยมีผู้ต้องโทษในคดียาเสพติดกว่า ๒ แสนคน และแม้จะมีพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕  แต่ผู้ติดยาก็ยังเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายและกระบวนการฟื้นฟูก็มีลักษณะของการบังคับมากกว่าความสมัครใจ ทำให้การฟื้นฟูยากจะประสบความสำเร็จ หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคมและกฎหมายว่าผู้ติดยาเสพติดคือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการช่วยเหลือและรักษา ไม่ใช่อาชญากร ซึ่งหลายประเทศกำลังขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาผู้เสพยาเสพติดด้วยนโยบายตามแนวทางนี้ ขณะที่ข้อมูลใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมองและวิวัฒนาการได้ช่วยเปิดเผยสาเหตุการติดยาเสพติดว่าไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่ถือเป็น “โรคเรื้อรัง” อย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับโรคเบาหวาน มะเร็ง หรือโรคหัวใจ สาเหตุนั้นมาจากปัจจัยที่ผสมผสานกัน ทั้งปัจจัยด้านประสาทชีววิทยา จิตวิทยา สังคม และพันธุกรรม ไม่ว่าผู้ติดยาจะเริ่มเสพยาด้วยเหตุผลอะไร แต่ผลของยาเสพติดคือการเพิ่มขึ้นของสารเคมีในสมองที่ชื่อว่าโดปามีน (dopamine) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกมีความสุข และเป็นสารสำคัญในวงจรสมองส่วนระบบการให้รางวัล เพื่อให้คนเราดำเนินกิจกรรมที่จำเป็นต่อการมีชีวิตรอด เช่น การกินอาหาร หรือการมีเพศสัมพันธ์
มุมมองเรื่อง “กัญชา” จากแอดมินเพจ “กัญชาชน” - รัฐพล แสนรักษ์ เรื่อง : สุเจน กรรพฤทธิ์ , อิสรากรณ์ ผู้กฤตยาคามี ภาพ
ภัควดี วีระภาสพงษ์ ตลอด ๑๐๐ กว่าปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ยาเสพติดเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เกือบทั่วโลกต่างปักใจเชื่อว่า การติดยาเสพติดเกิดจากสารเคมีในตัวยาเหล่านั้น ซึ่งเมื่อมนุษย์เสพติดต่อกันระยะหนึ่ง ร่างกายจะเรียกร้องต้องการสารเคมีนั้นอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ ความเชื่อข้างต้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไป แต่มีพื้นฐานการทดลองทางวิทยาศาสตร์รองรับระดับหนึ่ง นั่นคือการทดลองกับหนู นักวิทยาศาสตร์จับหนูตัวหนึ่งขังในกรงตามลำพังพร้อมขวดน้ำสองขวด ขวดหนึ่งเป็นน้ำเปล่า อีกขวดเป็นน้ำผสมสารเสพติด



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

ผมเคยมีญาติใกล้ชิดที่เสียชีวิตเพราะติดเหล้า และยังมีเพื่อนที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งปอดเพราะติดบุหรี่ การติดเหล้าติดบุหรี่ หรือติดยาเสพติดร้ายแรงอื่น ๆ ถูกฝังในความเข้าใจเรามาตลอดว่าเป็นเรื่องพฤติกรรมส่วนบุคคล อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะฤทธิ์ยาเสพติด แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เราก็มองหรือมีภาพของคนติดยาคนเสพยา ว่าเป็นคนไม่ดี และถึงขั้นคนร้าย และแน่นอนคนทั่วไปอย่างเราควรอยู่ให้ห่างๆ  ห่างทั้งคนติดยาและยาเสพติด การแก้ไขปัญหายาเสพติดตลอดเวลาหลายสิบปีของทางการจึงเป็นการปราบปราม จับกุม ลงโทษ  ทั้งคนเสพยา คนติดยา ถูกรวมเป็นอาชญากรเหมือนผู้เกี่ยวข้องในขบวนการค้ายาเสพติด คำถามคือการจับกุมลงโทษจะทำให้ผู้เสพยาหรือติดยาหยุดการเสพยาหรือหายจากการติดยาได้หรือไม่ คำตอบนั้นน่าจะพอเดากันได้ไม่ยาก ข้อมูลปี ๒๕๖๑ ระบุว่าประเทศไทยมีผู้ต้องโทษในคดียาเสพติดกว่า ๒ แสนคน และแม้จะมีพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕  แต่ผู้ติดยาก็ยังเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายและกระบวนการฟื้นฟูก็มีลักษณะของการบังคับมากกว่าความสมัครใจ ทำให้การฟื้นฟูยากจะประสบความสำเร็จ หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคมและกฎหมายว่าผู้ติดยาเสพติดคือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการช่วยเหลือและรักษา ไม่ใช่อาชญากร ซึ่งหลายประเทศกำลังขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาผู้เสพยาเสพติดด้วยนโยบายตามแนวทางนี้ ขณะที่ข้อมูลใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมองและวิวัฒนาการได้ช่วยเปิดเผยสาเหตุการติดยาเสพติดว่าไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่ถือเป็น “โรคเรื้อรัง” อย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับโรคเบาหวาน มะเร็ง หรือโรคหัวใจ สาเหตุนั้นมาจากปัจจัยที่ผสมผสานกัน ทั้งปัจจัยด้านประสาทชีววิทยา จิตวิทยา สังคม และพันธุกรรม ไม่ว่าผู้ติดยาจะเริ่มเสพยาด้วยเหตุผลอะไร แต่ผลของยาเสพติดคือการเพิ่มขึ้นของสารเคมีในสมองที่ชื่อว่าโดปามีน (dopamine) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกมีความสุข และเป็นสารสำคัญในวงจรสมองส่วนระบบการให้รางวัล เพื่อให้คนเราดำเนินกิจกรรมที่จำเป็นต่อการมีชีวิตรอด เช่น การกินอาหาร หรือการมีเพศสัมพันธ์
มุมมองเรื่อง “กัญชา” จากแอดมินเพจ “กัญชาชน” - รัฐพล แสนรักษ์ เรื่อง : สุเจน กรรพฤทธิ์ , อิสรากรณ์ ผู้กฤตยาคามี ภาพ
ภัควดี วีระภาสพงษ์ ตลอด ๑๐๐ กว่าปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ยาเสพติดเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เกือบทั่วโลกต่างปักใจเชื่อว่า การติดยาเสพติดเกิดจากสารเคมีในตัวยาเหล่านั้น ซึ่งเมื่อมนุษย์เสพติดต่อกันระยะหนึ่ง ร่างกายจะเรียกร้องต้องการสารเคมีนั้นอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ ความเชื่อข้างต้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไป แต่มีพื้นฐานการทดลองทางวิทยาศาสตร์รองรับระดับหนึ่ง นั่นคือการทดลองกับหนู นักวิทยาศาสตร์จับหนูตัวหนึ่งขังในกรงตามลำพังพร้อมขวดน้ำสองขวด ขวดหนึ่งเป็นน้ำเปล่า อีกขวดเป็นน้ำผสมสารเสพติด