หลักฐานใหม่จากเกาะแกร์ : เมื่อเกสรดอกไม้และเศษถ่าน “ล้มกระดาน” ประวัติศาสตร์เขมร

พฤศจิกายน 20, 2018 
0


Sarakadee : History
ศรัณย์ ทองปาน : รายงาน

เมื่อเอ่ยถึงอารยธรรมขอมหรือเขมรโบราณ เชื่อว่าคนไทยย่อมคุ้นเคยกันดีกับชื่อ “นครวัด-นครธม”

นครวัด-นครธม ตั้งอยู่ในบริเวณราชธานีของอาณาจักรเขมรโบราณ ที่เรียกกันว่า “อังกอร์” หรือ “เมืองพระนคร” ใกล้กับเมืองเสียมเรียบปัจจุบัน แต่ในอดีต ยังเคยมีราชธานีอีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองพระนคร มีชื่อเรียกว่า “เกาะแกร์”

ทฤษฎีที่ยอมรับกันโดยทั่วไปคือ “เกาะแกร์” เคยมีสถานะเป็นราชธานีของอาณาจักรเขมรโบราณอยู่เพียงช่วงเวลาไม่นาน เฉพาะในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๙ หรือปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๕ (พ.ศ. ๑๔๐๐ ปลายๆ) เท่านั้น

จากหลักฐานศิลาจารึก นักประวัติศาสตร์เข้าใจกันว่าพระองค์ทรงช่วงชิงราชบัลลังก์จากราชวงศ์เดิมปราบดาภิเษกสถาปนาตนเป็นกษัตริย์ แล้วย้ายมาบุกเบิกสร้างศูนย์กลางอำนาจแห่งใหม่ ณ ที่แห่งนี้ ห่างไกลจากราชธานีเก่า เพื่อตัดขาดจากอดีต แต่แล้วเมื่อสิ้นรัชสมัยซึ่งยาวนานเพียงไม่ถึง ๒๐ ปี กษัตริย์พระองค์ต่อมาก็ย้ายราชสำนักกลับสู่เมืองพระนครตามเดิม ปล่อยให้ “เกาะแกร์” รกร้าง กลายเป็นราชธานีที่ถูกหลงลืม จนกระทั่งนักโบราณคดีฝรั่งเศสเข้ามา “ค้นพบ” บรรดาซากปราสาทหินมหึมากลางป่ากลางดงเมื่อสักร้อยกว่าปีมานี่เอง

แต่แล้วผลการศึกษาล่าสุดโดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ออสเตรเลีย กลับ “ล้มกระดาน” ทฤษฏีเดิมลงจนหมด

งานวิจัยของ เทแกน ฮอล (Tegan Hall) และคณะ ซึ่งเผยแพร่ผ่านวารสารออนไลน์ PLOS ONE ช่วงต้นเดือนตุลาคม ๒๕๖๑ ระบุว่าจากการศึกษาตัวอย่างถ่านและละอองเรณู (pollen) ในชั้นดินทับถมจากใต้แหล่งน้ำสามแห่งในบริเวณเกาะแกร์ ร่วมกับหลักฐานทางโบราณคดีอื่นๆ พบว่ามีการตั้งบ้านเรือนรวมถึงสร้างวัดวาอารามเล็กๆ ที่นี่อยู่แล้วตั้งแต่ราว ๒๐๐ ปี ก่อนหน้ายุคพระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ และแม้จนเมื่อสิ้นสุดรัชสมัยไปแล้ว ก็ยังคงมีผู้คนอยู่อาศัย ทำไร่ทำนา สืบเนื่องกันต่อมาอย่างน้อยอีกหลายร้อยปี ก่อนที่จะค่อยๆ ถูกทิ้งร้างไปเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ (พ.ศ. ๑๙๐๐ กว่าๆ)

จากผลการศึกษา ยังนำไปสู่ข้อเสนอของผู้วิจัยว่า เอาเข้าจริงแล้ว การเคลื่อนย้ายศูนย์กลางอำนาจ หรือกิจกรรมของราชสำนัก อาจมิได้มีผลต่อชีวิตของราษฎรทั่วๆ ไป มากมายอะไรนัก ยิ่งไปกว่านั้น กรณีศึกษาจากเมืองเกาะแกร์ยังถือเป็นตัวอย่างการใช้เครื่องมือทางโบราณนิเวศวิทยา (paleo-ecological approach) เพื่อสืบสาวประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชุมชนเมือง อันเป็นส่วนของการศึกษา “อดีต” ที่ไม่ถูกละเลยมานานด้วย

อ้างอิง

  • https://phys.org และบทความ Re-evaluating the occupation history of Koh Ker, Cambodia, during the Angkor period: A palaeo-ecological approach จาก https://journals.plos.org
ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต เมื่อจะศึกษา “คำหยาบ” โดยให้มี “หลักการ” มากกว่าคำกล่าวอ้างลอยๆ แค่ว่า “แถวบ้าน” เขาพูดกัน หรือเป็น “ภาษาถิ่น” ย่อมต้องหา
ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต ภาพประกอบ 123rf หนึ่งในวิชา “เคล็ดลางอาถรรพณ์” ที่ยังได้ยินได้รู้ได้เห็นว่ามีคนทำจริงๆ ในชีวิตประจำวันจนถึงเดี๋ยวนี้ และไม่ใช่คนเฒ่าคนแก่ แต่เป็นเด็กรุ่นๆ หรือสาวๆ ก็คือการ “ปักตะไคร้”
ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต หนึ่งในหนังสือ “ตำรากับข้าว” รุ่นแรกๆ ของเมืองไทย คือ “แม่ครัวหัวป่าก์” ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภริยาของเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) พิมพ์ครั้งแรกช่วงปลายรัชกาลที่



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต เมื่อจะศึกษา “คำหยาบ” โดยให้มี “หลักการ” มากกว่าคำกล่าวอ้างลอยๆ แค่ว่า “แถวบ้าน” เขาพูดกัน หรือเป็น “ภาษาถิ่น” ย่อมต้องหา
ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต ภาพประกอบ 123rf หนึ่งในวิชา “เคล็ดลางอาถรรพณ์” ที่ยังได้ยินได้รู้ได้เห็นว่ามีคนทำจริงๆ ในชีวิตประจำวันจนถึงเดี๋ยวนี้ และไม่ใช่คนเฒ่าคนแก่ แต่เป็นเด็กรุ่นๆ หรือสาวๆ ก็คือการ “ปักตะไคร้”
ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต หนึ่งในหนังสือ “ตำรากับข้าว” รุ่นแรกๆ ของเมืองไทย คือ “แม่ครัวหัวป่าก์” ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภริยาของเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) พิมพ์ครั้งแรกช่วงปลายรัชกาลที่