บ่อยครั้งหนังบางเรื่องที่ล้มเหลวทั้งรายได้และคำวิจารณ์ก็เหมือนฟื้นจากความตายขึ้นมาใหม่หลังกาลเวลาได้ผ่านไป บ้างถูกประเมินใหม่จากนักวิจารณ์ ได้รับการยกย่องตีความใหม่อีกครั้ง บ้างมาจากคนดูที่พูดถึงหนังเรื่องนั้นอีกครั้ง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ผู้ชมในโลกออนไลน์ใช้สื่อโซเชียลมีเดียให้กับหนังในอดีตบางเรื่อง จนกลายเป็นกระแสในวงกว้างให้กับคนรุ่นหลังที่อาจไม่รู้จักหนังที่ถูกลืมเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง ดังเช่นกรณีของ Meet Joe Black ผลงานหนังปี ค.ศ.1998

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1984 มาร์ติน เบรสท์ ผู้กำกับที่ยังมีผลงานไม่มากนักได้รับโอกาสในการกำกับหนังแอ๊คชั่นปนตลกเรื่อง Beverly Hills Cop แก่ พาราเมาท์ พิคเจอร์ส ผลคือมันส่งให้ เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์ นักแสดงนำของเรื่องกลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ หนังทำเงินอันดับ 1 บนบ๊อกซ์ออฟฟิศยาวนานมากที่สุดจากทุนสร้างเพียงแค่ 15 ล้านเหรียญฯ จากการผสมผสานพรสวรรค์การแสดงตลกของเมอร์ฟี่ย์กับหนังตระกูลตำรวจที่เป็นที่นิยมในขณะนั้นได้อย่างลงตัว เฉพาะในอเมริกามันทำเงินไปกว่า 234 ล้านเหรียญฯ

ผลงานต่อๆ มาเหมือนจะยิ่งตอกย้ำความสามารถของเบรสท์ Midnight Run(1988) และ Scent of Woman(1992) ล้วนเป็นหนังทำเงิน โดยเรื่องหลังยังได้เข้าชิงออสการ์ถึง 4 สาขารวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ส่งให้ อัล ปาชิโน ได้รางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชาย จนอาจเรียกได้ว่าเครดิตความสำเร็จในตอนนั้นทำให้เบรสท์กลายเป็นผู้กำกับที่สตูดิโอยอมเปิดทางให้เขาได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ตามใจนึก

ผลลัพธ์นั้นคือการอนุมัติโปรเจ็คท์สร้างหนัง Meet Joe Black ในปี ค.ศ.1996 มันเป็นการดัดแปลงหลวมจากหนังเก่าปี ค.ศ.1934 เรื่อง Death Takes a Holiday ว่าด้วยเทวทูตที่จะนำความตายมายังมหาเศรษฐี บิล เพอร์ริส โดยเขาขอใช้เวลาช่วงนั้นพักผ่อนเรียนรู้การเป็นมนุษย์ในร่างคนๆ หนึ่ง เบรสท์อยากจะดัดแปลงงานชิ้นนี้มานานตั้งแต่ยุค 80s ก่อนจะกลายเป็นหนังรักแฟนตาซีทุนสร้างสูงถึง 90 ล้านเหรียญฯ ซึ่งผิดจากความคาดหวังของ ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สผู้อนุมัติให้สร้าง เพราะนอกจากตัวหนังจะมีความยาวร่วม 3 ชั่วโมง มันยังแทบไม่มีฉากตื่นเต้นเร้าใจใดๆ ในเรื่อง แม้จะเป็นหนังรักแฟนตาซีว่าด้วยเทวทูตแต่ก็ไม่มีฉากนรก-สวรรค์น่าตื่นตาตื่นใจ มีเพียงแค่ฉากงานเลี้ยงอลังการช่วงท้ายเรื่องเท่านั้น นอกจากนั้นมันยังเดินเรื่องช้าค่อยเป็นค่อยไป แม้จะมีดาราดังร่วมแสดงอย่าง แบรด พิตต์ และ แอนโธนี่ ฮอพกินส์ แต่ก็ดูเหมือนไม่ได้ช่วยอะไร หนังขาดทุนอย่างหนักเพราะทำเงินในอเมริกาไปเพียง 44 ล้านเหรียญฯ แม้ในตลาดต่างประเทศหนังจะได้รับผลตอบรับดีกว่ามากด้วยรายได้ถึง 98 ล้านเหรียญฯ แต่เพราะทำเงินในประเทศย่ำแย่ ประกอบกับการคาดหวังของสตูดิโอผู้สร้างอย่างยูนิเวอร์แซลซึ่งมีผลงานล้มเหลวในปีนั้นหลายต่อหลายเรื่อง อาทิ Fear & Loathing In Las Vegas, Out Of Sight, Babe: Pig In The City และ BASEketball เดิมวางโปรแกรมไว้ในช่วงซัมเมอร์ แต่เพราะเบรสท์ทำงบบานปลายไปกว่าที่ตั้งเอาไว้ถึง 30 ล้านเหรียญฯ มิหนำซ้ำยังตัดต่อล่าช้า จนต้องเลื่อนฉายมาปลายปี ทันทีที่หนังเรื่องนี้เปิดตัวน่าผิดหวัง เพียงสองสัปดาห์ เคซี่ย์ ซิลเวอร์ ซีอีโอของยูนิเวอร์แซลก็ถูกไล่ออก ในปีที่ออกฉายเองนั้นหนังติดโผหนังยอดแย่หลายที่(หนังเข้าชิงรางวัลราซซี่ อวอร์ด สาขาหนังรีเมคยอดแย่แห่งปี)

มีเกร็ดข่าวที่น่าเศร้าในช่วงนั้นอีกว่าคนดูจำนวนไม่น้อยที่ต่อแถวไปชมไม่ได้ตั้งใจไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยซ้ำ แต่ไปเพราะรู้ว่ามันเป็นหนังไม่กี่เรื่องที่จะฉายตัวอย่างภาพยนตร์ Star Wars: Episode I – The Phantom Menace ที่เป็นการกลับมาของภาพยนตร์ไซไฟชุดสตาร์ วอร์ส ต่างหาก(ในยุคที่โลกยังไม่มี การลงตัวอย่างหนังลง Youtube ดังปัจจุบัน) เมื่อคนเหล่านี้ดูแล้วก็เดินออกจากโรงไป

ในปี ค.ศ.2003 มาร์ติน เบรสท์ ยังคงล้มเหลวกับหนังทุนสูงอีกครั้งกับ Gigli หนังรักที่นำแสดงโดยคู่รักในขณะนั้นอย่าง เบน เอฟเฟล็ค และ เจนนิเฟอร์ โลเปซ หนังมีความยาว 3 ชั่วโมง ทุนสร้างบานปลาย เมื่อออกฉายก็ย่ำแย่ทั้งรายได้และคำวิจารณ์ จนถูกขนานนามว่าเป็นหนังที่ถูกด่าห่วยที่สุดตลอดกาล และทำให้เขาไม่ได้กำกับหนังมาจนถึงวันนี้

ในอีกด้านหนึ่งหากมองข้ามความล้มเหลวดังกล่าวไป Meet Joe Black เป็นหนังรักที่ใครหลายคนชื่นชอบ ยิ่งเมื่อดูจากใน Youtube จะพบว่ามีแฟนหนังอัดคลิปหนังเรื่องนี้ลงหลายต่อหลายฉาก และมียอดผู้ชมไม่น้อย และเมื่อผ่านไป 21 ปี Meet Joe Black ก็กลับมาโด่งดังในโลกออนไลน์เมื่อเมษายน ค.ศ.2019 มีผู้ใช้ทวิตเตอร์ชื่อว่า โรส โอ’ เชีย นำฉากอุบัติเหตุในเรื่องมาลงแชร์พร้อมทวีตว่า “This is the most bonkers one minute of a movie that I have ever seen” (ฉากหนึ่งนาทีที่งี่เง่าที่สุดในหนังเท่าที่ฉันเคยดูมา) ผลคือมีผู้แชร์ต่อนับหมื่นและกดไลค์นับแสนจากผู้ใช้หลายคนที่ไม่เคยรู้จักหนังเรื่องนี้มาก่อนจนกลายเป็นไวรัลขึ้นมา และถูกนำไปทำภาพเคลื่อนไหวล้อเลียน ไปจนมีการนำคลิปอื่นๆ จากหนังมาเล่นกันเพิ่มเติม ซึ่งแม้จะเป็นไปในทางขำขันเสียส่วนใหญ่ เช่น Meet Joe Black ติดเทรนด์ในทวิตเตอร์ปี ค.ศ.2019 เพราะคนเข้าไปดูหนังตั้งแต่ตอนที่มันเข้าฉายครั้งแรกปี 1998 โน่น แล้วเพิ่งเดินออกจากโรงมา (เป็นการสื่อว่าหนังยาวมาก) แต่ก็ทำให้คนอยากหาหนังเรื่องนี้มาดู

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังมีข้อบกพร่องในบทสนทนาที่ขาดความน่าเชื่อถือ รวมถึงความเยิ่นเย้อในหลายต่อหลายฉาก แต่ Meet Joe Black ก็นับเป็นหนังรักโรแมนติคที่น่าประทับใจ แม้หนังจะว่าด้วยความตายที่มาในรูปร่างมนุษย์เพื่อมาเตือนแก่ชายชราคนหนึ่งว่าถึงเวลาอำลาจากโลกนี้ซึ่งไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน หากตัวหนังเองนั้นเน้นถึงเรื่องคุณค่าและความงามของชีวิต ผู้สร้างตั้งใจเล่าแต่ละฉากอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถ่ายนักแสดงนำทั้ง แบรด พิตต์ และแคลร์ ฟลอรานี่ อย่างงดงามทั้งในฉากที่ทั้งคู่เริ่มพูดคุยกันครั้งแรก ร่วมรัก และส่งสัญญาณลาจาก (หนังถ่ายภาพโดย เอมานูเอล ลูเบซสกี้ ซึ่งต่อมาได้ออสการ์จาก Gravity (2013), Birdman (2014), และ The Revenant (2015))

ความสัมพันธ์ระหว่าง บิล เพอร์ริช กับเทวทูตที่ถูกตั้งชื่อปลอมๆ ชั่วคราวว่า โจ แบล็ค เสมือนเป็นคู่ตรงข้ามที่ต่างสะท้อนให้เห็นถึงความหมายของชีวิตที่ต่างกัน มหาเศรษฐีวัยชราซึ่งหลังจากยอมรับเงื่อนไขให้ โจ แบล็ค มาอาศัยที่บ้าน เขาก็ต้องพบกับข้อผิดพลาดในการทำงานมากมายจนถึงขั้นอาจต้องสูญเสียสิ่งที่ตนสร้างมาทั้งชีวิตภายในเวลาไม่กี่วันก่อนถึงงานฉลองวันเกิดครั้งใหญ่ แต่นั่นก็ทำให้เขาหันกลับมามองลูกสาวสองคนอย่างใส่ใจอีกครั้ง

ส่วน โจ แบล็ค เทวทูตที่แม้จะมาในรูปลักษณ์หนุ่มรูปงาม กลับประพฤติตัวราวกับเป็นเด็กน้อยไม่รู้จักโลก มองทุกอย่างด้วยความสนุกไม่ได้ยี่หระว่าใครจะเดือดร้อน หรือถูกมองการกระทำของตนว่าน่าตลก แม้แต่ความรักของเขากับซูซาน ลูกสาวของบิล เขาก็มองอย่างผิวเผินเพียงคนสองคนรักกันก็เพียงพอแล้ว โดยไม่ได้คิดจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง จนหลายคนต้องเตือนเขาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความรัก มันเป็นเพียงความลุ่มหลงเท่านั้น

ชีวิตที่แสวงหาสิ่งต่างๆ มากมายเพื่อสะท้อนความเป็นตัวตนของคนๆ หนึ่ง อาจไม่ได้พานพบความสุข หากไม่เข้าใจและใส่ใจคนรักที่อยู่ใกล้ตัว

เช่นเดียวกับความรัก ก็ไม่อาจเรียกได้เต็มปาก หากเราเลือกปิดบังตัวตนด้านที่สำคัญที่สุดกับคนที่เรามีจิตปฏิพัทธ์

แอนโธนี่ ฮอพกินส์ ในบท บิล เพอร์ริช แสดงฉากพ่อซึ่งเพิ่งตระหนักในการแสดงความรักต่อลูกได้โดยไม่ต้องเน้นการบีบคั้นอารมณ์ เช่นเดียวกับ แบรด พิตต์ ซึ่งแม้บทเทวทูตผู้เหมือนเด็กซนจะชวนหัว หากในฉากช่วงท้ายที่เขามองพลุที่เปล่งประกายบนท้องฟ้า แสดงให้เห็นทักษะการถ่ายทอดอารมณ์ทางสายตาที่ยอดเยี่ยมของเขาได้ดียิ่ง

ฉากยิงพลุดังกล่าวชวนให้นึกถึงประเด็นจากหนังญี่ปุ่นปี ค.ศ.1997 เรื่อง Hana-bi ของ ทาเคชิ คิตาโน่ ที่เปรียบชีวิตเหมือนพลุดอกไม้ไฟ ซึ่งส่องแสงสว่างไสวงดงามเพียงไม่นาน ก็มอดดับไป

อาจไม่ต่างอะไรกับกระแสไวรัลของ Meet Joe Black ที่ทำให้คนอาจพูดถึงเพียงชั่วคราว ก่อนจะถูกกลบหายไปด้วยกระแสอื่น แต่การทำให้ใครสักคนสนใจกลับไปดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง

ก็อาจนับได้ว่าเป็นโอกาสที่เพียงพอแล้ว

ที่มา :