เรื่องและภาพ : ณัฐชานันท์ กล้าหาญ

ตกบ่ายภายในบ้านเงียบเชียบ ความโปร่งแสงต่ำกว่าแดดด้านนอก เรานั่งบนโซฟาลายดอกไม้วินเทจ หมิม-แมวส้มตัวโปรดของเธอเดินวนไปรอบๆ พินิจพิเคราะห์คนแปลกหน้า

ทราย อินทิรา เจริญปุระ นั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกันจนเบาะยวบ เธอใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น ราวกับว่าวันนี้เป็นวันสบายๆ ของมนุษย์คนหนึ่งที่ในอดีตจนถึงปัจจุบันหลายคนในอีกวงการเรียกเธอว่า “ดาราเสื้อแดง”

ในยุคเรเนซองส์ของเวทีคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ทรายเป็นพิธีกรรายการ Divas café ช่อง Voice TV เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมลงนามเรียกร้องการแก้ไขกฎหมายมาตรา ๑๑๒ และที่สำคัญที่สุดคือเป็นผู้หยัดยืนเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยมาโดยตลอด แม้โดนถล่มยับตอนที่ข่าวถูกเผยแพร่ออกไป

“เราก็เป็นครอบครัวชนชั้นกลาง มีรถใช้ ไม่ใช่ ๑ เปอร์เซ็นต์ของยอดพีระมิดหรอก แต่ก็ไม่เคยต้องมาต่อสู้ fight for ชาวบ้าน แต่ว่าการที่เราไม่มีปัญหาก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นบนโลกไม่มีปัญหา”

ผู้เขียนและทรายจบมาจากโรงเรียนเอกชนหญิงล้วนที่มีปรัชญาว่า “รักประเพณี มีมรรยาทงาม” แห่งเดียวกัน รุ่นพี่คนนี้เติบโตมาในบ้านที่พ่อเป็นสิบโททหารม้ายานเกราะ

ทรายหัวเราะพร้อมเสริมว่ายุคนั้นตัวเองยังได้ถ่ายภาพเป็นตัวอย่างของเด็กหญิงที่แต่งตัวตามระเบียบถูกต้องอยู่เลย

ชื่อเสียงของ ทราย เจริญปุระ เจ้าของเพลง “สายลมที่หวังดี” พัดพาหน้าประวัติศาสตร์ของการเป็นดาราเสื้อแดงสู่ท่อน้ำเลี้ยงของม็อบที่ยังได้รับสปอตไลต์ในแง่มุมที่ต่างไปจากอดีตมาก

และพัดพาตัวตนภายในอีกสารพัดที่แม้แต่ตัวเธอเองก็เพิ่งค้นพบ

ทราย เจริญปุระ และอยากให้เธอรับผิดชอบที่จะมีความสุข

Unscripted

๑๘ นาทีแรก

“เราว่าตัวเราพื้นฐานเหมือนคนทั่วๆ ไปแหละ รู้สึกว่าการเมืองมันไกลตัว แต่เราเป็นเด็กที่อยู่กองถ่ายฯ มาตลอด เมื่อก่อนพ่อจะมีบ้านพักทีมงาน เราเคยถามน้าช่างไฟว่าทำไมไม่อยู่บ้าน เขาก็บอกว่าอยู่มุกดาหาร ที่นั่นไม่มีงาน คือถ้าไม่มีบ้านที่พ่อเราทำไว้เขาก็กลับไปทำนา

“พอ ป. ๓ เราอ่านนิยายเรื่อง คำพิพากษา ของ ชาติ กอบจิตติ แล้วเรามองภารโรงที่โรงเรียนมีความหมาย ทุกคนมันไม่แบนๆ อ่ะ ช่วงนั้นเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ่อเราก็จะบรีฟคร่าวๆ ว่าวิธีการมันไม่ถูกต้อง”

ในตัวบ้าน ถ้าหันขวาไปนิดเดียวก็จะเห็นหนังสือเรียงกันในตู้ไม้สีน้ำตาลชิดผนัง แต่เห็นไม่ชัดนักว่ามีหนังสือประเภทไหนบ้าง

“ถึงยุคของคุณทักษิณที่ออกนโยบายกองทุนหมู่บ้าน* เราได้ยินใครสักคนในกองถ่ายฯ บอกว่า พอชาวบ้านมี ก็ใช้เงินเกินตัว เราคิดว่าไม่ใช่นะ แล้วการเชื่อมต่อเรื่องการเมืองก็มาพีคอีกในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี ๒๕๕๓

“บ้านแม่เราที่อ่างทองท่วมทุกปี ของบริจาคไม่เคยไปถึง ติดอยู่กับหัวหน้าหมู่บ้าน เราเห็นคนพยายามจะบริจาค แต่ต้องบริจาคกันอีกกี่ครั้งในชีวิต แล้วของก็ไม่ถึงยายกูสักที”

ทรายอยู่ในจักรวาลที่มีตาและยายอยู่ต่างจังหวัด ยายไม่ค่อยอยากไปหาหมอเพราะต้องเหมารถไป เวลาหายวับเป็นวันกับการเอารองเท้าไปจองคิวเพื่อเข้ารักษา แต่ในอีกจักรวาลหนึ่งทรายเป็นนักแสดง เป็นชนชั้นกลาง การหายตัวไปตามจักรวาลเหล่านี้สร้างคำถามที่ไร้คำตอบตายตัวมาโดยตลอด

“ตอนนั้นพื้นที่ทางการเมืองในสังคมโดยรวมๆ ยังไม่แหลมคมมาก คือแบ่งเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง แต่คนยังไม่เอาทุกอย่างมาเชื่อมกันว่าปัญหามันคือการบริหารจัดการ การชุมนุมยุคนั้นคือปักหลักเท่านั้น ตอนนั้นเราก็คิดแค่นี้ว่าเดี๋ยวมันก็เลือกตั้งไง ไม่ได้โยงไปถึงว่ามันเป็นสิทธิหรือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่วันหนึ่งทุกคนก็พูดว่าการเลือกตั้งมันไม่ดี”

วันที่เธอเดินออกไปเลือกตั้งหน้าบ้าน เสียงตอบรับจากประชาชนในยามนั้นติดลบล้นหลามจนเหวอ แต่ก็ยังไม่ระอุในใจ จนกระทั่งเหตุการณ์ที่ พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ถูกลอบสังหาร

“เรานั่งอยู่ในบ้านของคนรู้จัก ตอนนั้นมีถ่ายทอดสด เสธ. แดงให้สัมภาษณ์อยู่แล้วโดนยิง ช็อกมาก ทุกคนก็บอกว่าเปิดช่องอื่นสิ มีอีกไหม แม่งตายซะที ทันใดนั้นทุกอย่างก็ประกอบกันในหัวว่าอันนี้ไม่ได้ ถ้าลูกเขาเห็นพ่อโดนยิงแบบถ่ายทอดสด แล้วทุกคนมีความสุขจังเลย เขาจะรู้สึกยังไง คือยังจำความเหวอวันนั้นได้อยู่ ชอบหรือไม่ชอบเขาเป็นเรื่องหนึ่ง แต่นี่มันไม่ใช่โดยสิ้นเชิง”

หลังจากนั้น หนังสือประวัติศาสตร์ การเมือง ที่เคยอ่านผ่านตาก็เริ่มมีผลกับชีวิตและทัศนคติทางการเมือง

“ตอนเด็กๆ เราอ่านข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต หนังสือของอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช อ่านเพราะมันก็ตั้งชิดกัน ทมยันตีก็อ่านนะ ทุกอย่างมันถมลงมาแต่ยังไม่ได้แยกแฟ้มคัดกรอง แล้วพอเกิดเหตุเรื่องมาตรา ๑๑๒ เราก็เห็นว่ามันอันตรายนะ”

*กองทุนหมู่บ้านคือนโยบายประชานิยมในปี ๒๕๔๔ ที่ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้นมุ่งเน้นการจัดการกระตุ้นเศรษฐกิจของหมู่บ้าน เสริมสร้างสวัสดิการในสังคมชุมชนให้มีรายได้เลี้ยงตัวเอง โดยให้เงินทุนหมู่บ้านละ ๑ ล้านบาท

inthira02

นาทีที่ ๑๘

ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ คณะนิติราษฎร์อันประกอบด้วยคณาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผลักดันแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ปีต่อมากลุ่มนักวิชาการ นักเขียน และนักเคลื่อนไหวก็เข็นประเด็นนี้ต่อในนามคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา ๑๑๒ (ครก. ๑๑๒) โดยเปิดให้ประชาชนลงชื่อให้ครบ ๑๐,๐๐๐ ชื่อ เพื่อเสนอร่างกฎหมายให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป

ทรายเองก็เป็นหนึ่งในชื่อนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

“เรารู้สึกว่ามันเป็นหลุมดำ อยู่ๆ คนหายไปได้เลย ตอนนั้นยังไม่มีการใช้กฎหมายนี้เท่าไหร่ เราก็คิดแค่ว่ามันเป็นพื้นที่ที่น่าจะพูดถึง เพราะนี่คือ fact ก็ต้องคุยได้ดิวะ ถ้ากฎหมายเขียนขึ้นมาได้ก็ต้องถูกพูดถึงได้”

แต่สถานะดาราเสื้อแดงรวมทั้งสถานการณ์ทางการเมืองทำให้การลงชื่อตามสิทธิมีราคาที่ต้องจ่าย

“พอข่าวออก มีคนโทร. มา รู้หมดว่าน้องสาวเราฝากท้องที่ไหน อายุครรภ์กี่เดือน แม่ป่วยเป็นอะไร ตอนนั้นพ่อไม่อยู่แล้ว เราเป็นหัวหน้าครอบครัว จำได้เลยว่าขับรถจากปากซอยมาแล้วต้องจอด มือเย็น เท้าเย็น รู้สึกว่านี่กูกำลังพาแม่ พาน้องมาตกอยู่ในอะไรกันวะ

“วันนั้นแหละที่จักรวาลซ้อนทับกันเป๊ะ เราโทร. หาพี่คนหนึ่ง เขาก็แนะนำให้ถอนชื่อเถอะ เพราะไม่มีใครรู้ว่านี่คืออะไร เราก็เลยถอนชื่อ ด้วยเหตุผลว่าเราเข้าใจผิดไป แล้วก็เป็นข่าวขึ้นมาเพราะช่วงนั้นเราก็เล่นหนัง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชด้วย”

ผิดหวังในตัวเองไหม

“โอ้โห ล้มเหลวมากเพราะเราเชื่อใน ideology นั้น แล้วไม่ได้รู้สึกว่านี่คือความผิด ฉันไม่ได้อยากให้ทุกคนฆ่ากันได้อย่างเสรี กฎหมายมันพัฒนาได้ไม่ใช่เหรอวะ ไม่เคยคิดนะว่าเราจะโดน คือเราบริสุทธิ์ใจที่จะพูดถึง”

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ถูกรีรันนี้ยิ่งขับให้บรรยากาศเงียบและมืดลง เหมือนภาพถ่ายที่วัดแสงเพี้ยน ๑-๒ สต็อป เราใช้เวลาคุยกันเพียง ๒๐ นาที แต่สิ่งที่ทรายต้องเจอเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วคงอยู่ตลอดไป

“ช่วงที่ลงชื่อ แล้วเราไปกองถ่ายฯ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ รู้สึกว่ากำลังถูกกันออก บางคนก็พยายามจะรื้อเรา แต่ช่วงที่โดนหวดหนักๆ คือช่วง กปปส. เขาก็ถามกันว่าไม่ไปเหรอ เราก็บอกว่า อ๋อ ไม่ไป”

ช่วงเกิดม็อบ กปปส. ยุคแรก ทรายประสบอุบัติเหตุรถชน ต้องผ่าคอ

“มันแย่ขนาดที่ตอนเราใส่เฝือกคอไปทำกายภาพบำบัด เราเข้าลิฟท์ที่เต็มไปด้วยคนถือธงต่างๆ แล้วทุกคนเริ่มเงียบ เหมือนในละครมาก จากนั้นก็มีคำด่าแบบ ‘อีพวกเหี้ย อีล้มเจ้า’ ต้องห้ามแม่อ่านข่าว เพราะเต็มไปด้วยคำสาปแช่ง ซึ่งเราแบบ…”

“……” ก็คือความรู้สึกของคนถามเช่นกัน ดังนั้นคำถามคือโดนหนักขนาดนี้แล้ว คิดที่จะเพลาลงบ้างไหม

“ไม่เคยคิดว่าจะเพลาเลยเว้ย จะเพลาทำไมทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย แต่เขาคิดอีกแบบ บอกเราว่าอย่าฝืน อย่าดื้อ คือกูก็เป็นคนเฉยๆ มากเลยนะ ทั้งหมดทั้งมวลคือมายุ่งกับกูเอง

“เขามาชวนว่า ‘เนี่ย ไปด้วยกันสิ’ กูไม่อยากไป ไม่เชื่อ ไม่สมาทานในสิ่งที่บนเวทีพูด ถ้ามีคนที่พอจะคุยได้ เราก็จะยกตัวอย่างตอนปี ๒๕๓๕ พฤษภาทมิฬ ว่าไม่ใช่อยู่ๆ วาร์ปมาปี ๒๕๕๗ เลย ทำไมเขาไม่มีจินตนาการ แต่สุดท้ายก็สรุปว่า เอาเป็นว่ากูไม่ไปอ่ะ”

ในจุดนี้รู้สึกว่า “เราเป็นดารา” ก็ต้องรับไปบ้างหรือเปล่า

“ทุกคนบอกเราว่า ‘เป็นดาราก็ต้องรับ’ แต่กูก็เป็นคนด้วยไง กูไม่ใช่อุปกรณ์การแสดง”

inthira03

นาทีที่ ๓๘

“รู้สึกโดดเดี่ยวบ้างไหม”

“ก็โดดเดี่ยว” ทรายจุดบุหรี่สูบ ที่เขี่ยบุหรี่ตรงหน้าโซฟาเริ่มมีขี้เถ้าสดๆ

“มันไม่เท่ มันคือซึมเศร้า คือความเป็นเหยื่อ เข้าใจไหมเวลาที่เราเดินเข้าไปในวงแล้วเขาเงียบ แต่เราใส่ใจมากไม่ได้ เพราะจะทำงานต่อไม่ได้ วันจะเสีย แต่มันก็เป็นอย่างงั้นไง”

ควันยังลอยฉุย ภาพจากตรงนี้เห็นเป็น silhouette ที่มีแสงจากด้านนอกผสมกับไฟส้มในบ้านเคลือบปลายผมกลายเป็นโครงของผู้หญิงกำลังสูบบุหรี่ แต่คาดเดาสีหน้าได้ยากจากการตกกระทบของแสงที่เผยเพียงบางส่วน

“ทุกอย่างมีราคาของมัน อยู่ที่ว่าจะให้น้ำหนักกับอะไรมากกว่ากัน เราคิดบนฐานคิดที่ว่าสิ่งที่คิด ทำ เชื่อ ไม่ใช่เรื่องผิดไง แต่บางครั้งจะตั้งคำถามว่าทำไมเราทำได้แค่นี้ เช่น ยุคที่ โรม รังสิมันต์ ออกมาต่อสู้ หรือ ไผ่ จตุภัทร์ โดนจับ เรารู้สึกว่า นี่กูทำได้แค่แชร์ข่าวจริงๆ เหรอวะ

“บ่อยครั้งมากที่เราคิดว่าปัญหามันอยู่ที่กูเปล่าวะ ก็แค่เป็นอย่างที่คนอื่นเขาเป็น แต่ก็ไม่อยากจำตัวเองแบบนั้น เราเลือกเอง แต่มันก็โดดเดี่ยว เราไม่ได้กระหายคนแวดล้อมอยู่แล้ว แต่พอเป็นความโดดเดี่ยวผ่านการตัดขาดทางสังคม มันก็เป็นอีกมิติหนึ่งไปเลย”

สังคมก็แสนจะร่วมแรงร่วมใจ

“เราแม่งกลายเป็นอีบ้าทั้งๆ ที่จริงๆ ก็ป่วยอยู่แล้ว ทุกคนกำลังทำให้เรารู้สึกว่าเพราะมึงเป็นบ้า มึงจึงเป็นแบบนี้ โหย นี่มันถล่มตั้งแต่วิธีคิดจนถึงตัวตนเลย ลากกูไปกระทืบว่ากูผิดในทุกมิติ ไม่ใช่เพราะความเป็นดารา แต่เพราะมึงที่เกิดมาเป็นแบบนี้”

“แล้วพอมีอีกฝั่งที่บอกว่า ‘พี่ทรายดีมาก’ คือกูก็ไม่ได้ดี ไม่ได้เป็นตัวแทนของอะไรบางอย่างเว้ย กูแค่เป็นกูเฉยๆ”

ความนิยมชมชอบในตัวบุคคลเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่การเป็น “กูเฉยๆ” ของทรายในทศวรรษที่มีการชูสามนิ้วเพื่อประท้วงรัฐบาล เปลี่ยนคนที่โดนโลกทำร้ายด้วยเสียงวิจารณ์ลุกลามไปถึงเรื่องส่วนตัว กลายเป็นแม่ยก ท่อน้ำเลี้ยง หรือไอคอนคนสำคัญ ตรงนี้ก็ไม่แน่ใจว่าโลกใจร้ายหรือใจดีกันแน่

“แปลกดี หลังโดนด่ามา ๑๐ ปี ไม่เคยคิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นเลย

“สภาพแวดล้อมทางการเมืองของไทยมันเปลี่ยน มันสะสม เพียงแต่ก่อนคนไม่กล้าพูด ดังนั้นอะไรที่มาปุ๊บ เปลี่ยนตู้ม ฉีกทิ้งทุกอย่าง มันไม่เข้ากับธรรมชาติความเป็นคนไทยที่เรื่อยๆ ประนีประนอม แต่ถ้าอะไรที่ทำให้คนคิดได้แล้วจะกด Undo ไม่ได้แล้ว สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงคือการยืนระยะ”

inthira04

ดีใจไหมมีเพื่อนแล้ว

“ก็ดี แต่ถามว่าเอนจอยกับการอยู่กับคนอื่นมากขึ้นไหม ก็ไม่นะ กูอยากอยู่บ้าน กูเหนื่อย ม็อบเสร็จแล้วก็กลับ เหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่ได้รู้สึกว่าเวลาของกูมาถึงแล้ว ไม่ได้นั่งถามน้องว่ามูฟอะไรต่อ คือกูไม่เห็นจะอยากรู้เลย มึงก็ทำไป เราจะออกแนว กินข้าวรึยัง ยังไม่กินใช่ไหม ไปสั่ง

“ต้องวัยที่ยังไม่ล้า ยังไม่โดนกระทืบจนรู้สึกว่า ‘โลกมันเป็นไปได้’ หายไป คือยังไม่ชอกช้ำ ฟื้นตัวเร็ว แต่พวกแก่ๆ นี่กว่าจะสมาน คือฟกแล้วฟกอีก ฟื้นช้า ไม่ได้หมายความว่าเราจะเลิกเป็นเรา แต่บางทีกว่าจะบริหารจิตบำบัด กว่าจะแดกยา กว่าจะเล่นหนังเล่นละครอีก”

บุหรี่หมดมวนแล้ว เสียงหัวเราะไม่เคยขาด ความ “เฉยๆ” ที่มีมิติให้ค้นหาอีกมากมายก็เจ็บปวดและรื่นรมย์เหมือนนิยายของทมยันตีเช่นเดียวกัน

นาทีที่ ๔๘

ในยุคที่จำนวนเยาวชนโดนฟ้องมาตรา ๑๑๒ และ ๑๑๖ รันเหมือนเลขพนันในคาสิโน ทรายแก้ปัญหาการประกันตัวหรือให้แหล่งพักพิงเด็กที่ถูกขับจากครอบครัวไม่ได้ทั้งหมด แต่สมญานามแม่ยกหรือท่อน้ำเลี้ยงก็ได้มาจากการสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารให้ม็อบตลอดมา

“ช่วงโควิด-๑๙ แรกๆ เราทำข้าวเลี้ยงเพื่อน เลี้ยงไรเดอร์ ตอนนั้นมีพวกแฟลชม็อบของ ตูน-ธเนตร อนันตวงษ์ ที่โดนมาตรา ๑๑๒ เราก็เหมาไอติมมาเลี้ยงน้องให้สลิ่มเจ็บใจ แล้วก็ยาวเลย มีคนฝากเลี้ยงเข้ามาเรื่อยๆ

“เรายังมีบางช่วงที่แบบ อย่ามายุ่งกับกู กูจะอยู่กับแมว แต่เราเห็นภาพลุง ป้า หรือใครๆ เดินเอาตังค์ ๒๐ บาทมาให้ไผ่ หรือให้น้องๆ สู้แทนเขา คนพวกนี้เขามีความหวังกันมาก แค่รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กมันไม่โอเค เขาก็ออกไปช่วย”

ควันปรุงรสในพื้นที่ทึบแสงอีกครั้ง เราหยิบบุหรี่เย็นขึ้นมาจุดสูบไปพร้อมบุหรี่มวนที่ ๒ ๓ ของทราย จังหวะนั้นเราเป็นแค่เพื่อนมนุษย์ที่นั่งคุยแลกเปลี่ยนความเจ็บปวดของคนอื่นผ่านมุมมองของตัวเอง และซึมซับความเจ็บปวดของตัวเองผ่านเรื่องเล่าของคนอื่น เราบอกทรายว่าไม่ว่าคุณจะเชื่อแบบไหน หลักเกณฑ์พื้นฐานมันก็เป็นเรื่องมนุษยธรรม

“ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ทุกคนต้องตาย แต่ระหว่างทางจะมีอะไรใหญ่กว่านี้เหรอ ‘อ๋อ ไม่เป็นไร เลือดแม่งเลอะกูก็ไปล้างๆ ออก’ คือพอกร่อนวาทกรรมต่างๆ ว่าทำให้บ้านเมืองกลับมาสงบสวยงาม มันคือการล้างเลือดคนตายไปเลยอ่ะ มันทำได้จริงๆ เหรอวะ

“มีเพื่อนเราที่ชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกเลย วันหนึ่งเปิดหน้าต่างห้องออกมาแล้วเจอน้องเฌอนอนตายอยู่ข้างล่าง พ่อน้องเฌอเขาต้องขนาดไหน หรืออย่างแม่ลูกเกดต้องเข้มแข็งขนาดไหนที่ลูกกตายแล้วก็มีคนมาล้างเลือดทิ้งไปหมด”

ทรายเคยรู้สึกไหมว่าทำไมต้องเสียสละขนาดนี้ ความโดดเดี่ยว อาการซึมเศร้า ความเจ็บปวดที่ไม่มีวันล้างได้ ทำมากไปหรือเปล่า

“สิ่งที่เราทำไม่ได้ตอบมุมมองทางการเมืองเท่าไหร่ เราเห็นภาพแม่ที่ดิ้นรนขอประกันตัวลูกซึ่งไม่ได้ไปฆ่าใคร เราทำในมุมแบบนี้มากกว่า อย่างแม่อานนท์อยู่ร้อยเอ็ด เราอยากให้เขากอดลูกเว้ย คือเรายังรักแมวเราเลย หรือแม่ยุพิน-แม่ของไมค์บอกว่าเห็นแม่คนอื่นเอารูปลูกมา แต่แม่ไมค์ไม่มีเลย เพราะตอนไมค์เด็กๆ แม่ไม่มีตังค์ คือเราซื้อคืนวันแบบนั้น ซื้อไมค์ตอน ๕-๖ ขวบให้แม่ไปถ่ายรูปไม่ได้”

เราปล่อยให้ทรายเล่าต่อ บุหรี่อร่อยแต่ขมปร่า

“ไม่ได้รู้สึกว่าทำสิ่งพิเศษ เรารู้สึกว่าต้องรับผิดชอบให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะไหว ข้าวของบางอย่างไม่จำเป็นก็ขายไป คือแต่ละคนมีข้าวของหรือผู้คนที่เสียไม่ได้ต่างกัน ช่วงหนึ่งเราต้องใช้รถแต่ตอนนี้ยืมน้องได้ ก็แค่นั้นเอง ไม่ใช่จุดที่ว่ากูเสียสละมากเลยนะเว้ย เราก็เขินน่ะ เพราะในสิ่งที่น้องๆ ทำหรือที่แม่ๆ น้องเขาต้องรับกันอยู่ มันวัดเป็นตัวเงินไม่ได้”

จากคนที่เคยโดนโทร. ขู่เรื่องครอบครัว ต้องตัดใจหักอุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อความปลอดภัยของคนรอบข้าง ทรายเข้าใจดีว่าหลักการที่หนักแน่นมาพร้อมกับบริบทที่ต้องใช้สติชั่ง ตวง วัดเสมอ ไม่เคยมีคำตอบถูกต้องสำหรับการเลือกในแต่ละครั้ง

“เราทำเพราะรู้สึกว่ามันเป็นพื้นฐานของมนุษยธรรมหรือบางอย่างที่เราเชื่อถือ โลกอาจเปลี่ยนไปแต่มนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์ เจ็บได้ ตายเป็น แม่ก็เป็นแม่ ลูกก็เป็นลูก คือพื้นฐานบางอย่างสุดท้ายก็ถอยกลับไปที่ความเป็นมนุษย์ ถ้าเชื่อในสิ่งนี้ มีหัวจิตหัวใจกัน ในบางครั้งเวลาเราพูดคำนี้คนจะแบบ ‘หูย โลกสวย’ เอาเข้าจริงๆ เราก็ไม่รู้ว่าโลกหมุนไปแค่ไหน เลิกคิดจะทันโลกนานแล้ว

ทุกวันนี้ทรายมีความสุขกับอะไร

“(แมว) หมิมวิ่งไปมาเฝ้าแม่ แค่นี้ อยู่บ้านเงียบๆ เซฟโซนของเรา ถ้าจะห่วงก็แมวนี่แหละ กลัวน้องชายให้อาหารแต่ไม่บดก่อน มีความบ้าบออยู่”

เราสำรวจมุมหนังสือ มีทั้งนิยายโบราณยุค ‘๘๐ นิยายสืบสวน เพชรพระอุมา ไปจนถึง ตราบาป ของทมยันตี เราหัวเราะร่วมกันทันที ปลายนิ้วของทรายคีบบุหรี่โดยไม่กลัวขี้เถ้าจะหยดไหม้กระดาษเก่า

ฟ้าเดียวกันน่ะมัน “เอาต์” แล้ว ยุคนี้ใครๆ ก็อ่านกัน

ในความไม่เปลี่ยนแปลง ไม่คิดว่าต้องแสดงออกมากกว่าแต่ก่อน ในจักรวาลของความรู้สึก หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงมหาศาล

เวลาผ่านไปราวชั่วโมงกว่า ทราย เจริญปุระ ตรงหน้าเราไม่เหมือนดาราสักนิด แต่เหมาะกับเพลง “สายลมที่หวังดี” ที่สุด

นาทีที่…

*สัมภาษณ์วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๔