รายงานและถ่ายภาพ : สุเจน กรรพฤทธิ์

๔๔ ปี หกตุลา “รัฐธรรมนูญ” และบางอย่างที่ “หาย” ไป

ทุกปี ในเดือนตุลาคมมี “วัน” อันเกี่ยวข้องกับการเมืองสำคัญหลายวัน เรื่องเล่าของวันที่ “หกตุลา” (เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙) มักมีสถานะคล้ายกับเสียงกระซิบอันแผ่วเบา และมักเป็นงานเล็กๆ ที่จัดใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ย้อนไปปี ๒๕๖๓ ความทรงจำเรื่องนี้กลับมีชีวิตขึ้นมาอย่างน่าสนใจ จากอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนแรง จากการเคลื่อนไหวของนักศึกษา นักเรียน ที่รื้อฟื้นความทรงจำนี้ขึ้นมาผ่านกิจกรรมต่างๆ

งานที่จัดในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ปีนี้ มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการหลายครั้ง เนื่องจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นำโดย รศ.ดร. เกศินี วิฑูรย์ชาติ อธิการบดี เจ้าของสถานที่จัดงานสั่งห้ามผู้เข้าร่วมงานเสวนา ๓ รายคือ อานนท์ นำภา ทนายความนักสิทธิมนุษยชน พริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำสหภาพนักเรียน นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) และ ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เข้าร่วม ด้วยเหตุผลว่า “ไม่สบายใจ” (มติชนสุดสัปดาห์ออนไลน์, ๓ ตุลาคม ๒๕๖๓)

อย่างไรก็ตามมีงานเสวนาที่น่าสนใจ คือ “วงเสวนาวิชาการรำลึก ๔๔ ปี ๖ ตุลา, หาย : อุดมการณ์ ความทรงจำ รัฐธรรมนูญ” จัดโดยคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) ณ หอประชุมศรีบูรพา มธ. ท่าพระจันทร์ ในวันอาทิตย์ที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๓
สารคดี เก็บความบางส่วนมาจากงานเสวนาที่ผู้เข้าร่วมงานเสวนาบนเวทีพยายามตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ในแง่ของการปะทะทางอุดมการณ์การจัดการความทรงจำ ที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันอย่างแยกไม่ออก

ผศ.ดร. ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์

“…ตอนผมมาเรียน มศ.๕ สอบเทียบเข้าธรรมศาสตร์ปี ๒๕๒๔ ผมก็ประหลาดใจกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาก…มีรุ่นพี่เล่าเรื่องเดือนตุลาให้ฟังทีละนิดทีละหน่อย เรื่องที่เล่าที่จริงจัง คือเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ เป็นความหวังคนยุคนั้นว่าอยากกลับไปมีพลังแบบ ๑๔ ตุลาอีก แต่เรื่องซุบซิบคือ…เหตุการณ์ ๖ ตุลา…คนเล่าเองก็เล่าแบบกะปริดกะปรอย ไม่มีภาพใหญ่ของเหตุการณ์ ตอนนั้นป่าแตก (นักศึกษาที่เข้าป่าแยกตัวออกมาจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกลับสู่เมือง)…

“การฟังเรื่องเหล่านี้ทำให้ตั้งคำถามว่าประเทศอะไรทำไมโหดขนาดนี้… มันกลับตาลปัตรจากที่เคยรับรู้มา…หลังจากนั้นผมมาทำงานสอนหนังสือ…จนอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บอกว่าเรามาทำหนังสือกัน ชื่อ จาก ‘๑๔ ถึง ๖ ตุลา’…หวังจะให้เป็นเครื่องมือในการสืบค้นความจริง…

“สิ่งหนึ่งที่อาจารย์บอกคือ อ่านพิสูจน์อักษรให้ละเอียด…งานที่อ่านยากคืองานของอาจารย์เบน (เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน) เรื่องบ้านเมืองของเราลงแดง…เบนเริ่มต้นว่าประเทศนี้ลงแดงซ้ำซาก วิธีลงแดงคือ ‘ฆ่าคนของตัวเอง’… ฉีดยาต้านคอมมิวนิสต์ทุกวัน วันหนึ่งมันงงกับชีวิต สถาปนาคอมมิวนิสต์ขึ้นมาแล้วฆ่ากลางเมือง…

“หนังสือเล่มนี้อาจารย์ชาญวิทย์ให้ผมใส่รูปมากที่สุด…ไปหานักวาดแผนที่ วาดแผนที่ มธ. ขึ้นมา บอกให้ผมเติมเนื้อหาเข้าไปว่าเกิดอะไรขึ้น…ใส่รูปเข้าไปเยอะๆ ไปขโมยรูปเขามา เพราะว่าเราไม่มีลิขสิทธิ์ ทำสำเนาให้หมดเลย ใครมีอะไรทำสำเนามาให้หมด และให้ผมเขียนคำบรรยายให้ยาวที่สุด เพราะคนไทยไม่มีเวลาอ่านหนังสือ…ดังนั้นต้องให้เขาดูรูปและอ่านคำบรรยายใต้รูป

“ผมกำลังทำวิจัยเกี่ยวกับคณะรัฐมนตรีชุดปี ๒๕๑๖-๒๕๑๙ บางคนบอกว่าตกอยู่ในการครอบงำของพลังรัฐราชการ แต่จากการศึกษาอยู่ใต้พลังประชาธิปไตย ครม. ชุดของสัญญา ธรรมศักดิ์ ต่อมารัฐมนตรี ๘ คน ได้เป็นองคมนตรี (๑ ใน ๔) พอเข้าสู่ชุดของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ร้อยละร้อยของรัฐมนตรีคือคนที่เป็นนักการเมือง ที่ผ่านมาเราไปดูแต่ชื่อและยศ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๑๗ มีมาตราที่ทำให้การเมืองไทยเปลี่ยนไปคือ นายกฯ ต้องมาจาก ส.ส. คนที่เสียประโยชน์คือรัฐทหาร ต่อมาคือคือรัฐนีโอศักดินาที่สูญเสียสถานะ

“ที่ผ่านมา หกตุลา ถูกอธิบายว่าเพื่อปราบปรามฝ่ายซ้าย ซึ่งนักศึกษามักไปทางซ้าย เอานักศึกษามาบูชายัญ เป้าจริงของหกตุลาคือ การยิงไปที่ประชาธิปไตยที่กำลังเฟื่องฟู โดยอธิบายว่ากรรมกร ชาวนากำลังโหมกระหน่ำ…

“มีคำพูดของหม่อมคึกฤทธิ์ดีมาก ท่านว่าประชาธิปไตยไทยเหมือนภูเขาไฟที่อัดอั้นมาตลอดสมัยรัฐบาลทหาร มีลาวาคุกรุ่น พอมีประชาธิปไตยจึงระเบิดออกมา บ้านเมืองเหมือนจะปั่นป่วนวุ่นวาย แต่ดูสถิติการชุมนุมจะค่อยๆ ลดลง ปัญหาต่างๆ ได้รับการแก้ไข เพิ่มพูนชีวิตที่ดีขึ้น นั่นหมายถึงถ้ามีประชาธิปไตยต่อเนื่อง ปัญหาจะถูกแก้ไข”

ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ

“๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ คือการฆ่าหมู่ กับรัฐประหารโดยรัฐราชการ ทุกวันนี้ใช้คำว่า ‘รัฐพันลึก’ เพื่อทวนกระแสปฏิวัติกระฎุมพี ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ ที่พาคนกลุ่มใหม่เข้ามาสู่การเมือง ชนชั้นกลาง นักธุรกิจ ทวนกระแสการเปลี่ยนอำนาจจากข้าราชการสู่กระฎุมพีชนชั้นกลางในช่วงสามปี (๒๕๑๖-๒๕๑๙) ในบริบทที่โลกเกิดสงครามระหว่างค่ายเสรีประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ ในเอเชียอาคเนย์มีสงครามอินโดจีน ปี ๒๕๑๘ คอมมิวนิสต์ในสามประเทศคือเวียดนาม กัมพูชา และลาวชนะ ปีเดียวกันแต่คนละเดือน ในประเทศมีสงครามกับ พคท.

“เมื่ออเมริกาถอนทหาร ความมั่นคงจากกำลังทหาร ๕๐,๐๐๐ คน ที่ตั้งฐานทัพหลายสิบแห่ง เงินทุนที่ทำให้ชนชั้นกลางเติบใหญ่กำลังจะหมด…คนชั้นกลางไทยจึงลงแดง เหมือนที่อาจารย์เบนบอกว่าช่วงสามปีนั้นเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงอย่างลึกซึ้ง สถาบันกษัตริย์สำคัญขึ้นมาก พอไม่เห็นอย่างอื่น จึงกอดสถาบันกษัตริย์แน่น

“…เป็นสงครามอุดมการณ์ซ้ายขวาเข้มข้น พลังฝ่ายขวา ระดมสามสถาบันหลัก (ของชาติ) มาต้านขบวนการนักศึกษาอย่างครบถ้วน ใช้สถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์…เกิดการล้อมปราบโดยม็อบฝ่ายขวา บอกว่านักศึกษาเป็นญวนไม่ใช่ไทย หมิ่นองค์รัชทายาท…ข้อสรุปของผมคือ ชาติเป็นฆาตกรได้

“มีชาติสองแบบ คือชาติที่ฝ่ายซ้ายฝันถึง จินตนาการว่าเน้นความเสมอภาค ประชาธิปไตยกับประชาชน กับชาติที่ฝ่ายขวาจินตนาการถึง เป็นราชาชาตินิยม แตกต่างเหลื่อมล้ำ แต่อุปถัมป์เกื้อกูลกัน ที่สำคัญแม้ประชาชนจะไม่เป็นใหญ่ แต่คนดีต้องมีอำนาจ ยิ่งคนดีมีอำนาจเด็ดขาดก็ยิ่งดี จะได้ป้องกันคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้

“ในแง่ประชานิยมเน้นชนชั้นนำ…จึงเป็นชุมชนที่จินตนาการตรงข้ามกัน เข้าปะทะชนกันในพื้นที่รัฐชาติเดียวกันระหว่าง ๑๔ ถึง ๖ ตุลา เพื่อแย่งชิงรัฐอันเป็นยอดปรารถนา…เพื่อที่จะสถาปนาชาติแบบที่ตนจินตนาการฝันถึง”

ผศ.ดร. บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

“ทุกครั้งที่เรานึกถึงชัยชนะ เราก็นึกถึงจินตภาพ ๑๔ ตุลาคม หลายประการก็กลายเป็นภาระอันหนักหน่วงเช่นกัน เพราะการต่อสู้ทางการเมืองที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง หลายคนบอกว่าต้องการมวลชนระดับ ๑๔ ตุลาคม วิธีคิด วิธีการทำงานของกลุ่มมวลชนในรอบหลายปีที่ผ่านมา มองว่าต้องเท่านั้นเท่านี้จึงนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลง เครดิตทางการเมือง มีนักการเมืองคนหนึ่งที่ไปพูดบนเวทีผู้สื่อข่าวต่างประเทศบอกว่า ไอ้ที่คุณหามาแสนคน (รายชื่อเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญ) นี่มันไม่เยอะหรอก ผมหาได้จะเอาหรือเปล่า การข่มขู่ประชาชนแบบนี้กลายเป็นเรื่องปรกติธรรมดาเสียแล้ว

“…พูดกันว่าระหว่างประชาชนที่มีเอกสารตัวจริง เซ็นชื่อพร้อมบัตรประชากับเอกสารในกูเกิ้ลฟอร์ม กลายเป็นเรื่องที่ต้องคิดกัน แล้วก็มีนักการเมืองคนหนึ่งพูดข่มว่าแสนชื่อหาไม่ยาก ผมก็อยากเห็นว่าจะหาได้ยังไง…ท่านผู้นี้หลงลืมไปว่า รธน. ปี ๒๕๑๗ ไม่ได้แก้ยาก หลายท่านก็ยังยกย่องว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง มีลักษณะก้าวหน้าด้วยซ้ำถ้าอ่านคำปรารภของ รธน. ฉบับนี้…อนุวัตตามความปราถนาของมหาชน

“เราคงไม่ต้องเห็นพ้องกันตลอดเวลา ไม่ควรจะมีใครที่มาอ้างมติมหาชนว่าฉันมีมากกว่าอีก มันมีเหตุผลชัดเจนว่าตัว รธน. ในสังคมไทยเราร่างใหม่ได้ตลอดเวลา… กติกามีปัญหาก็ต้องเปลี่ยน การไปจินตภาพเรื่องแก้ได้ แก้ไม่ได้ ต้องอาศัยคนจำนวนมาก คือจินตภาพของคนที่จะถ่วงรั้งความเปลี่ยนแปลง…ยิ่งทำให้รัฐธรรมนูญแก้ยาก ซับซ้อน โอกาสที่สังคมจะตึงเครียด เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับมูลฐานจะมีมากขึ้น

“อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของมหาชน หากมีเจตจำนงย่อมเปลี่ยนแปลงได้ อำนาจสถาปนาไม่จำเป็นที่จะต้องลงมาอยู่บนท้องถนน ลำพังในทวิตเตอร์ก็เห็นแล้ว การเข้าชื่อเรียกร้องของประชาชน ก็บ่งชี้ว่าประชาชนลงแรงในกระบวนการอันยุ่งยากมันบ่งชี้ในตัวเองแล้ว

“มีบางมาตราใน รธน. ปี ๒๕๑๗ ที่สำคัญมาก รธน. ฉบับนี้ ประกาศใช้ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๗ ถ้าผ่าน ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ไปได้จะครบสองปี ต้องดำเนินการให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น ลองนึกภาพดูถ้าเกิดขึ้น ถึงตอนนี้การเมืองท้องถิ่นบ้านเราจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน…

“บทเรียนจากหกตุลาคม คือความความวิปริตของสังคมที่แทรกลงไปถึงระดับครอบครัว ทุกวันนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตึงเครียด หลายปีที่ผ่านมา บางครอบครัวไปเป่านกหวีด บางครอบครัวใส่เสื้อแดง …ปรากฏการณ์นี้ควรทำให้เป็นเรื่องธรรมดา เป็นความแตกต่างที่เราแลกเปลี่ยนกันได้”

ดร. เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง

“ธรรมเนียมการเล่าเรื่องเหตุการณ์ ๖ ตุลา ปรากฏที่ธรรมศาสตร์ที่เดียว ลองคิดดูว่าการเรียนนิติศาสตร์มันถูกทำให้สะอาด (ปลอดการเมือง) มาก เราได้เรียนกฎหมายฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ฉบับเก่าย้อนไปสองสามปี สำหรับตัวรัฐธรรมนูญ เก่าที่สุดที่ศึกษาคือปี ๒๕๔๐ ส่วนฉบับปี ๒๕๑๗ ถือว่าห่างมากไม่ต้องพูดถึง…

“ตอนเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ผมได้หนังสือ ๒ เล่ม คือ ภาษากฎหมายไทย กับ คู่มือนักศึกษากฎหมาย ของอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร…มันแสดงสถานะคนวงการกฎหมายที่มองอาจารย์ธานินทร์ เป็นความภูมิใจของวงการตุลาการว่าได้รับความไว้วางใจเป็นนายกฯ พระราชทานหลังเหตุการณ์ แต่ไม่มีใครรู้เลยว่ารัฐบาลธานินทร์ใช้อำนาจอย่างไร จบอย่างไร เรื่องเหตุการณ์เดือนตุลานี่เราข้ามไป

“ในความขัดแย้ง รัฐธรรมนูญมีที่น้อยมาก…ในนาทีนั้น (เหตุการณ์หกตุลา) หากรัฐธรรมนูญเป็นตัวแปร เช่น เณรถนอมร้องศาลอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญว่าเขามีสิทธิเข้าประเทศ อาจมีอะไรให้พูดบ้าง แต่มันไม่มี ตอนนั้นคือเรื่องของคน เรื่องของอุดมการณ์ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ

“…สิ่งที่กระทบใจคือ หกตุลาคือการละเมิดกฎหมายอย่างอุกอาจกลางเมือง…การลุกฮือของมวลชน มาฆ่า มาเผา โดยที่ไม่เกิดอะไรต่อจากนั้น โดยนัยคือมวลชนนั้นได้รับมอบอำนาจบางส่วนจากรัฐให้ดำเนินการได้ แล้วคนเหล่านี้ก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ได้หายชั่วข้ามคืน แต่ไม่มีใครพูดด้วยความภูมิใจว่ามีส่วนร่วม

“หกตุลาคือความขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์พื้นฐาน ตกลงเราฆ่าเพื่อรักษาโครงสร้างพื้นฐานการเมืองได้ไหม ตราบใดที่ยังไม่หาข้อสรุปเรื่องนี้ เราก็ไปต่อได้ยาก เพราะถึงเวลาจะมีคนกลุ่มหนึ่งสมาทานอุดมการณ์นี้และพร้อมจะฆ่าอีกฝ่าย…

“หกตุลา ผมไม่แน่ใจว่า จะเรียกว่า ‘ผี’ หรือ ‘ฝันร้าย’ มันทั้งผิดกฎหมาย ผิดบรรทัดฐาน เวลาเราพูดถึงปัญหา วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด สองมาตรฐาน ทหารไม่กลับกรมกอง วนกลับไปหาหกตุลาหมด ถ้าเราไม่สะสางไม่ ชำระเรื่องหกตุลา โอกาสเดินเป็นเส้นตรงไปข้างหน้าจะยาก นี่เป็นสิ่งที่หลอกหลอนวงการกฎหมายมานาน รธน. ปี ๔๐ เราคิดว่าเราจะก้าวผ่านไปได้ แต่พอถึงปี ๔๙ (เกิดรัฐประหาร) เรารู้แล้วว่าไม่จริง”

“การสู้กับผีหกตุลา ส่วนหนึ่งคือการสู้กับวัฒนธรรมรัฐอภิสิทธิ์แบบที่อาจารย์ธงชัยบอกว่ามันให้สิทธิรัฐในการกระทำต่อประชาชนที่เห็นต่าง”

หมายเหตุ : บทความนี้สารคดีเลือกนำเสนอสาระสำคัญบางส่วนจากวิทยาการในงานเสวนา