เรื่องและภาพ : สุชาดา ลิมป์
สนับสนุนการลงพื้นที่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

ทรัพยากรท้องถิ่นเป็นของขวัญล้ำค่าที่สวรรค์มอบให้มนุษย์

แต่หากไม่เท่าทันระบบนิเวศอาจกลายเป็นทำลายสมบัติตน

ดั้งเดิมชาวลุ่มน้ำปากพนังมีอาชีพทำนา ปลูกปาล์ม และเลี้ยงกุ้ง โดยเฉพาะอย่างหลังทำกันมาก กระทั่งปี ๒๕๔๗ เกิดปัญหาราคากุ้งทะเลตกต่ำ ซ้ำเติมด้วยการแพร่ระบาดของโรคกุ้งทะเลทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ที่กู้เงินลงทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไม่มีเงินใช้หนี้

ปลายปี ๒๕๖๘ มีโอกาสเยือนฟาร์มปูขาวของเกษตรกรอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช รู้เห็นอดีตล้มเหลวและฟื้นฟูด้วยนวัตกรรมการเลี้ยงแบบรู้ทันปู เวลานี้ปูขาวจึงเป็นอัศวินหน้าใหม่ที่เข้ามาสร้างเศรษฐกิจอู้ฟู่ในหมู่เกษตรกร เพียง ๕ ปีอย่าว่าแต่ใช้หนี้ ธ.ก.ส. ยังเหลือเงินซื้อที่ดินเพิ่มเกินเท่าตัว

แดดส่อง ยิ่งเห็นของขวัญล้ำค่า-ฟาร์มเล็กที่น่าอัศจรรย์เต็มตา

Special Scene Bye-bye : นากุ้ง Welcome to ฟาร์มปูขาว

:: เปิดโลกปูขาว ::

เลื่องลือว่านครศรีธรรมราชเป็นแหล่งผลิตปูทะเลแห่งใหญ่สุดของประเทศ

แต่คนจำนวนมากเพิ่งรู้ว่าปูทะเลไม่ได้มีแต่ปูดำ (Scylla olivacea) ก้ามสีน้ำตาลอมแดง ยังมีปูขาว (Scylla paramamosain) ก้ามครึ่งบนสีเขียวอมน้ำตาลครึ่งล่างสีเหลืองอ่อน ทั้งมีปูเขียว (Scylla serrata) ก้ามสีเขียวเข้มมีลายชัด และปูม่วง (Scylla tranquebarica) ก้ามครึ่งล่างสีน้ำตาลอมม่วง แต่ละชนิดยังต่างรูปลักษณ์อีกมากที่ชาวประมงรู้กันว่าจะแยกอย่างไร กระทั่งนิสัยใช้ชีวิตก็แทบไม่เหมือน ถิ่นอาศัยก็ด้วย ไม่ใช่ทะเลใดก็พบง่าย แต่ถ้ามาอ่าวไทยจะได้สบตา “ปูขาว” ในจันทบุรี สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช

“เมื่อก่อนผมมีฟาร์ม ๑๒ ไร่ จำนวน ๓ บ่อ เลี้ยงกุ้งมา ๒๕ ปี จากกุ้งกุลาดำเปลี่ยนเป็นกุ้งขาว เจอปัญหาการเลี้ยงกุ้งในไทยมีต้นทุนสูง ราคาขายจึงสู้กุ้งนำเข้าไม่ได้ เวลานั้นผมมีหนี้ ธ.ก.ส. ๖-๗ ล้านบาท”

ณัฏฐชัย นาคเกษม เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปูขาว บ้านเนินหนองหงส์ หมู่ที่ ๔ ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราชย้อนจุดเริ่มที่ตกอยู่ในสภาพการณ์ไม่ต่างจากเพื่อนร่วมชุมชน

whitecrab02

ขณะจำเป็นต้องปล่อยวางนากุ้งเพราะยังจนทางออก การระบาดทั่วโลกของโควิด-19 ปี ๒๕๖๓ ก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ แรงงานรับจ้างตกงานต้องกลับบ้านจนเกิดปัญหาเรื่องอาชีพ นักการเมืองท้องถิ่นจึงปรึกษามหาวิทยาลัยในพื้นที่หารือวิธีช่วยให้คนในพื้นที่ไม่ว่างงานเพื่อแก้ปัญหายากจน

“ผมได้รับมอบหมายให้ติดตามเรื่องนี้ จึงไปคุยกับผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาประมงพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มองหาสัตว์เศรษฐกิจทดแทนกุ้งว่ามีอะไรบ้าง ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างและเร่งสร้างรายได้จึงลงเอยที่ ‘ปู’ ในไทยมีปูทะเล ๔ ชนิด คือ ปูดำ ปูขาว ปูม่วง และปูเขียว ความที่ปูม่วงกับปูเขียวจะตัวใหญ่และโตช้าต้องใช้เวลาเลี้ยงราวปีครึ่งจึงได้น้ำหนักพอขาย ซึ่งเวลานั้นเกิดวิกฤตร้อนเงินทำให้รอไม่ได้ ส่วนปูดำมีนิสัยชอบขุดรู ถ้าเลี้ยงในบ่อแล้วขุดตัวละรูต่อเดือน ปูดำ ๓,๐๐๐ ตัว เดือนหนึ่งก็ ๓,๐๐๐ รูแล้ว เกษตรกรไม่ชอบเพราะทำให้พื้นบ่อทะลุ และการเดินล้วงตามรูเพื่อจะเก็บปูมาขายก็เหนื่อยมาก จึงลงเอยที่ ‘ปูขาว’ เวลาเก็บแค่ใช้ลอบโยนลงบ่อแล้วดึงขึ้น”

ดร.กิตติชนม์ อุเทนนะพันธุ์ อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์การเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช เปรยที่มาการขอรับทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ดำเนินโครงการขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้ให้เกษตรกรลุ่มน้ำปากพนัง

“แต่การเลี้ยงปูเป็นเกษตรปราณีตต้องขยันดูแลจึงได้ผลตอบแทนดี การจะชวนใครมาร่วมในปีแรกคงยากเลยไปขอคำแนะนำจาก ธ.ก.ส. ว่ามีที่ดินใดเป็นพื้นที่ NPL บ้างเพื่อจะขอความร่วมมือกับเกษตรกรให้เขาเป็นพื้นที่ต้นแบบเพราะถ้าเราอบรมใครให้ทำสำเร็จได้สักคนเดี๋ยวข้างบ้านเห็นก็ทำตาม”

ที่ดินของณัฏฐชัยอยู่ในข่ายประเมินเป็นหนี้เสีย หรือ NPL (Non-performing Loan) จากการกู้ยืมและไม่ได้มีการชำระเงินคืนตามระยะเวลาที่กำหนด เมื่อเกษตรกรยินดีเปิดรับโอกาสที่อาจช่วยให้ปลดหนี้สำเร็จ นากุ้งร้างจึงกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ชลประทานน้ำเค็มเพื่อการผลิตปูขาวบ้านเนินหนองหงส์”

whitecrab03

เมื่อไม่ต้องลงทุนใหม่ เพียงดัดแปลงสมบัติเดิม แถมมีนักวิชาการเป็นพี่เลี้ยง

ก็พลอยให้อุ่นใจว่าหากเกิดปัญหากับทรัพยากรอีกจะใช้องค์ความรู้รับมือได้

แต่แทนที่ดร.กิตติชนม์จะเดินหน้าโครงการตามลำพัง เขาสร้างการมีส่วนร่วมกับอีกหลายหน่วยงาน รวมถึงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

“มอ.ปัตตานีทำหน้าที่ผลิตพ่อแม่พันธุ์ปูส่งให้กรมประมงเพาะเลี้ยงลูกพันธุ์จนได้ขนาดกระดอง ๐.๕ เซนติเมตร จึงส่งต่อให้เกษตรกรในราคาตัวละ ๓ บาท เพื่อนำไปเพาะอนุบาลต่อในบ่อดินอีก ๔๕ วัน จนได้ขนาด ๕ เซนติเมตร จึงขายต่อให้เพื่อนเกษตรกรอื่นที่ไม่ต้องการอนุบาลวัยเด็กเองในราคากิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท ได้แต่ถ้าไม่ขายก็เลี้ยงต่ออีก ๓ เดือนให้เป็นปูไข่เพื่อเป็นแม่พันธุ์ให้ตนเองจะได้ไม่ต้องซื้อกรมประมงอีก แล้วยังสามารถแบ่งขายได้ในราคาที่เพิ่มเป็นกิโลกรัมละ ๔๕๐ บาท มีตัวเมีย ๓ ตัว ตัวผู้ ๑ ตัว”

whitecrab04

ดร.กิตติชนม์ขยายความ ในพื้นที่บ่อขนาด ๑ ไร่ เกษตรกรสามารถเลี้ยงได้ ๕๐๐ กิโลกรัม ซึ่งแต่ละบ่ออาจมีขนาดถึง ๑๐ ไร่ด้วยซ้ำ ถึงอย่างนั้นก็ยังผลิตได้ไม่พอขายเพราะความต้องการปูในท้องตลาดสูง

เบื้องหลังกำไรที่หอมหวาน ส่วนหนึ่งมาจากฉลาดลดต้นทุนให้เหลือน้อยสุด

“คนทั่วไปมักเข้าใจว่าปูในฟาร์มต้องกินอาหารปู แต่ถ้าเราต้องซื้ออาหารให้ปูไม่เพียงแต่เป็นต้นทุนเพิ่มของเกษตรกรยังเป็นการทำให้รายได้ของเราไหลไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่โดยไม่จำเป็น อาหารปูที่พวกเราใช้คือ ‘ปลาหมอคางดำ’ ซึ่งขยายพันธุ์เร็วมาก เพราะเมื่อตัวเมียไข่เสร็จจะให้ตัวผู้อมไว้แล้วตัวเมียก็ผสมพันธุ์ต่อ สัดส่วนทางเพศจากไข่มักได้ตัวผู้ ๑ ตัวต่อตัวเมีย ๑๐ ตัว ในเมื่อเอาปลาชนิดนี้ออกจากระบบนิเวศยากเราก็นำมาใช้ประโยชน์เป็นอาหารปูเสียเลย ยังช่วยให้ชาวบ้านที่ไม่ได้เลี้ยงปูขาวมีรายได้ด้วยโดยรับซื้อปลาหมอคางดำกิโลกรัมละ ๑๐ บาท จับมาขายวันละ ๕ กิโลกรัมก็มีเงินค่าขนมให้ลูกไปโรงเรียนแล้วครับ หรือจากที่ปรกติเขาต้องไปรับจ้างในเมืองตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็นได้ค่าแรงวันละ ๓๐๐-๔๐๐ บาท เปลี่ยนเป็นอยู่บ้านหาปลาหมอคางดำมาขายเรารายได้ ๕๐๐ บาทอาจใช้เวลาเพียง ๒ ชั่วโมงด้วยซ้ำ”

ยิ่งการรับซื้อจะไม่คัดไซส์ รวมน้ำหนักได้ตามต้องการก็พอ เพราะที่สุดแล้วปลาตัวใหญ่จะนำมาสับเป็นชิ้นส่วนตัวเล็กก็เอามารวมบด น่าคิดว่าเพียงฟาร์มนี้ก็รับซื้อวันละ ๕๐ กิโลกรัม แล้วในนครศรีธรรมราชมีผู้เลี้ยงปูขาว ๓,๐๐๐ ฟาร์ม ถ้าเกษตรกรพร้อมใจใช้ปลาหมอคางดำจะช่วยลดสัตว์รุกรานได้เพียงใด

ถึงอย่างนั้น การจะเลี้ยงปูด้วยปลาหมอคางดำก็ต้องรู้วิธีทำให้น้ำไม่เน่าด้วย

เพราะธรรมชาติของปูชอบอยู่ในสิ่งแวดล้อมสะอาด ทนโรคแต่ไม่ทนสกปรก

“ซึ่งเราตั้งใจให้ฟาร์มปูที่นี่ปลอดยาและสารเคมีโดยใช้ทรัพยากรท้องถิ่น เพราะความล้มเหลวของการเลี้ยงกุ้งในอดีตไม่ใช่ตลาดเติบโตมากจนล้นนะครับ แต่เป็นเพราะเราไม่เท่าทันโลกของสัตว์น้ำ ไม่เท่าทันเทคโนโลยี ดันไปเร่งโตใช้ยาปฏิชีวนะต่างๆ พอถึงจุดหนึ่งไม่อาจคอนโทรลได้จึงล้มไม่เป็นท่า ซึ่งวันนี้เรามีองค์ความรู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของการเลี้ยงปูขาวจึงไม่มีอะไรน่ากังวล”

การไม่ใช้สารเคมีไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรประหยัดต้นทุน แต่การประกอบอาชีพโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมควบคู่ยังช่วยให้เกษตรกรรักษาผลประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

“มหาวิทยาลัยถนัดทางเทคโนโลยีชีวภาพอยู่แล้ว จึงนำจีโนมซึ่งเป็นแบคทีเรียเฉพาะด้านมาพัฒนาเป็นจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเพราะภาคใต้แดดดีเอื้อต่อการเติบโต แล้วจุลินทรีย์เหล่านี้ยังถูกพัฒนาให้ปูกินได้ด้วย การปรับปรุงคุณภาพน้ำด้วยการใช้จุลินทรีย์โพรไบโอติกบำบัดจึงไม่เพียงช่วยให้บ่อเลี้ยงปูสะอาด กลุ่มจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงที่กลายเป็นอาหารปูยังช่วยกระตุ้นการสร้างไข่ในกระดองปูขาวเพศเมียด้วย”

whitecrab05

แล้วเมื่อจบภารกิจจากห้องแลป ดร.กิตติชนม์จะบรรจุหัวเชื้อลงขวดให้เกษตรกรนำไปขยายผล จุลินทรีย์ ๑ ถังสามารถใช้ได้กับปู ๑๐๐ ตัว เป็นเวลามากกว่า ๓ วัน ด้วยต้นทุนเพียงร้อยกว่าบาท เป็นเทคโนโลยีที่ชาวบ้านจับต้องได้ ยืนยันผลจากณัฏฐชัย-เกษตรกรผู้เปิดใจและเปิดฟาร์มตนเป็นพื้นที่ต้นแบบ

“พอหันมาเลี้ยงปูขาวผมก็ได้ทยอยใช้หนี้ ธกส. เลี้ยงปู ๒ ปีก็แบ่งเงินไว้ส่วนหนึ่งสำหรับลงทุนซื้อที่ดินที่อยู่หลังบ้านเพิ่มเพื่อขยายการเลี้ยงปูขาว ปัจจุบันผมเลี้ยงมา ๕ ปี จากเคยมีฟาร์ม ๑๒ ไร่ก็เพิ่มเป็น ๒๗ ไร่แต่ยังทำกับสองคนกับภรรยาได้เพราะมันดูแลง่ายกว่ากุ้งเยอะ ปูที่โตแล้วให้อาหารวันละครั้งในช่วงเย็นเพราะนิสัยปูจะออกหากินในช่วงมืด แล้วก็ใช้จุลินทรีย์ช่วยบำบัดจึงแทบไม่ต้องเปลี่ยนน้ำในบ่อแค่เติมน้ำอย่างเดียว แล้วอาศัยประสบการณ์จากที่เคยเลี้ยงกุ้งสังเกตคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลง”

เจ้าของฟาร์มปูขาวบ้านเนินหนองหงส์สะท้อนว่าเขาไม่เคยปิดบังเทคโนโลยีหรือเทคนิคต่างๆ ที่ได้จากนักวิชาการ นอกจากเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ทุกคนเข้ามาศึกษาได้จะยิ่งยินดีหากเป็นเกษตรกรด้วยกัน

“เวลานี้การหันจากกุ้งมาเลี้ยงปูขาวยังไม่แพร่หลาย แต่ถ้าใครๆ ได้เห็นว่าผมทำสำเร็จมีกำไรขนาดไหนทำไมจะไม่อยากทำกันล่ะเมื่อต่างก็มีบ่อกุ้งร้างเป็นทุนเดิมอยู่แล้วไม่ต้องลงทุนอะไรมากเลย”

ส่วนถ้าอยากรู้ว่ากำไรขนาดไหน นักวิชาการ-พี่เลี้ยงของเขาช่วยเปรียบให้เห็นภาพชัดขึ้น

“รายได้จากการเลี้ยงกุ้งครั้งหนึ่งได้ ๑ ล้านบาท แต่มาจากต้นทุนราว ๗ แสนบาท ขณะที่การเลี้ยงปูแต่ละครั้งมีรายได้ ๓ แสนบาท แต่มาจากการลงทุนไม่ถึง ๕ แสนบาท”

กำไรพอกันแต่ลงทุนต่างเกือบเท่าตัว

whitecrab06

:: เชฟเทเบิลในฟาร์มปู ::

มาที่นี่นอกจากได้อิ่มเอมทางปัญญายังอิ่มพุงมากในราคาย่อมเยา

“ปูตัวขนาด ๕ เซนติเมตรน้ำหนักประมาณ ๔ ขีด ที่กรุงเทพฯ ขายกันกิโลกรัมละ ๙๐๐-๑,๐๐๐ บาท หรืออาจถึงตัวละ ๕๐๐-๖๐๐ บาท แต่ถ้ามากินที่นี่ผมขายปูกิโลกรัมละ ๔๕๐ บาท”

ณัฏฐชัยพาชมนาปูที่ลืมภาพอดีตนากุ้งร้างไปสนิท สาธิตการจับปู

whitecrab07

“ก่อนดักจับปูในนาผมจะงดให้อาหาร แล้วเอาเหยื่อล่อไว้ในลอบล่อให้ปูเข้าไปกิน ถ้าเป็นปูขนาด ๕ เซนติเมตรมันอาจจะเข้าลอบทีละ ๑๐-๒๐ ตัวแล้วแต่ความหนาแน่นบริเวณนั้น ถ้าเป็นตัวใหญ่ก็จะได้ทีละ ๑-๒ ตัว มันไม่ค่อยมาพร้อมกันเพราะจะกัดกันเรื่องแย่งพื้นที่”

whitecrab08

ปูที่โตได้ขนาด ๕ เซนติเมตรแล้ว เขาจะย้ายไปเลี้ยงในบ่อที่ร่มชั่วคราว เอาใบแสมใส่ไว้ในบ่อให้เป็นที่หลบซ่อนของปู เตรียมสำหรับการจัดส่งออร์เดอร์ที่มียอดอยู่ราวเดือนละ ๕๐,๐๐๐ ตัว

whitecrab09

มีข้อมูลเชิงสถิติว่าในไทยมีความต้องการกินปูราว ๑๒,๐๐๐ ตันต่อปี ที่ผ่านมาในประเทศยังผลิตได้ไม่ถึง ๔,๐๐๐ ตันต่อปีจึงต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์เป็นมูลค่าพันล้านบาทต่อปี ซึ่งปัจจุบันนครศรีธรรมราชเป็นแหล่งผลิตปูทะเลแห่งใหญ่สุดในไทย และครึ่งหนึ่งของประเทศอยู่ใน อ.เมือง อ.ปากพนัง และ อ.หัวไทร ของนครฯ รวมมูลค่าปูทะเลที่ ๖๐๐ กว่าล้านบาทต่อปี โดยใช้บ่อเลี้ยงปูจากนากุ้งร้างทั้งหมด ๑๔,๐๐๐ ไร่ ซึ่งนครฯ ยังมีนากุ้งทิ้งร้างอีกกว่า ๔๔,๐๐๐ ไร่ที่ล้วนคือโอกาสทางเศรษฐกิจ

สำหรับแหล่งเรียนรู้ที่นี่ นอกจากได้เห็นแบบอย่างของการอนุบาลลูกปูในนา พักเลี้ยงตัวโตเต็มวัยในบ่อเตรียมส่งขาย ยังมีตัวอย่างของการเลี้ยงแบบ “คอนโดปู” เพื่อพร้อมเสิร์ฟเป็นอาหาร

whitecrab10

“เราจำเป็นต้องมีคอนโดพักปูซึ่งสามารถอยู่ได้เป็นสัปดาห์ถึงเดือน เพราะถ้าปูอยู่ในบ่อเวลามีแขกมาเยี่ยมชมดูงานแล้วอยากกินปูก็ไม่รู้จะจับปูในบ่อได้เมื่อไรและจะจับได้กี่ตัว การนำมาพักเลี้ยงในคอนโดเป็นรูปแบบหนึ่งของการสร้างรายได้ที่แน่นอน ลูกค้ามาฟาร์มเมื่อไรก็มีปูพร้อมขายเป็นอาหารให้ได้ทันที”

สายชล ช่อชั้น หนึ่งในเกษตรกรที่เข้าร่วมกลุ่มผู้เลี้ยงปูขาวเล่าว่าวัสดุที่ใช้ทำคอนโดปูควรเป็นกล่องทึบสีดำให้สอดคล้องกับพฤติกรรมในธรรมชาติของปูที่ชอบอยู่ในที่มืด ไม่ชอบที่สว่างและที่โล่งแจ้ง ตอนกลางวันจึงชอบมุดตัวอยู่ใต้โคลนแล้วค่อยออกมาหากินตอนกลางคืน

whitecrab11

“ในการจะเอากระชอนช้อนปูขึ้นมาต้องใช้ความระวัง ตอนที่ช้อนได้ปูอาจตกใจแล้วใช้ก้ามหนีบ ก็อย่าไปดึงกระชอนแข่ง ต้องรอให้มันปล่อยเอง ไม่อย่างนั้นมันอาจสลัดก้ามทิ้งเพื่อป้องกันตัว โดยธรรมชาติเดี๋ยวก้ามก็งอกได้ใหม่แต่ถ้าเราจะเลี้ยงต่อเพื่อรอก้ามขึ้นเต็มที่อีกก็จะใช้เวลานานเกิน แล้วก้ามที่งอกใหม่กับก้ามเดิมอีกข้างก็จะมีขนาดไม่เท่ากันแล้ว ทำให้ขายไม่ได้ราคา”

whitecrab12

เขายกตัวอย่าง ปูขนาด ๓ ขีด ควรขายได้ราคากิโลกรัมละ ๓๐๐ บาท ในหนึ่งกิโลกรัมมี ๓ ตัว ตกราคาตัวละ ๑๐๐ บาท แต่ถ้าก้ามปูหลุดไปข้างหนึ่งราคาปูตัวนั้นจะเหลือไม่ถึง ๕๐ บาท จากที่ควรขายได้กิโลกรัมละ ๓๐๐ บาทจึงอาจเหลือไม่ถึง ๑๕๐ บาท

“ปูที่ก้ามหลุดเราจึงจะไม่จำหน่ายให้เสียราคาครับ แต่จะเก็บไว้แปรรูปเป็นอาหารต่อ อย่างเวลามีแขกมาฟาร์มใครก็อยากชิมปู เราก็จะแปรรูปเป็นห่อหมกปู น้ำยาปูกินคู่ขนมจีน หรือทำไส้ขนมเป็นกะหรี่พัฟปู ซึ่งอาหารแปรรูปเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้ปูที่สวยสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์”

เมื่อถึงเวลาเหมาะสม ปูจากเมนูต่างๆ ก็ทยอยวางลงโต๊ะ จมูกสัมผัสได้ถึงความหอมหวานชวนสูดอากาศเอากลิ่นปูเข้าปอด นิ้วที่เลอะเทอะคือเสน่ห์ของการกินปู รสที่เลอะอยู่ตามมุมปากคือหลักฐานความอร่อย ยิ่งรู้สึกเป็นการกินที่ดูมีฐานะขึ้นอีกเมื่อทั้งนักวิชาการและเกษตรกรเลี้ยงปูร่วมผสมโรงให้ข้อมูล

whitecrab14

“ราคาขายในจังหวัดเรา ปูดำกับปูขาวยังราคาเดียวกัน แต่ถ้าในท้องตลาดราคาจะขึ้นอยู่กับนำไปประกอบอาหารเป็นอะไร ปูขาวเหมาะแก่การนึ่ง ถ้าใช้ผัดก็นิดหน่อย ปูขาวไข่ที่พวกเรานำมาเสิร์ฟ ๒ ตัวจานนี้น้ำหนักรวม ๘ ขีด พวกเราขายแค่จานละ ๖๐๐-๘๐๐ บาท ส่วนห่อหมกไข่ปูจานนี้ขาย ๑๒๐ บาท แต่เชื่อไหมว่าถ้าอยู่ในร้านอาหารภาคกลางจานนี้เกือบ ๗๐๐ บาทเลยนะครับ”

whitecrab15

ประเด็นนี้น่าสนใจอย่างที่ ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) อธิบายเป้าหมายผลักดันเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากไว้ว่า บทบาทของ บพท. นอกจากจัดสรรทุนวิจัยเชิงพื้นที่ให้นักวิชาการได้สร้างนวัตกรรมบริการชุมชน ยังต้องคำนึงถึงประโยชน์ให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยเพื่อพัฒนาให้เขาสามารถเติบโตเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ในธุรกิจขนาดเล็กได้ ระบบการให้ทุนวิจัยจึงนับว่าเกิดประสิทธิผลที่สุด

whitecrab16

“เวลาภาครัฐพูดถึงการพัฒนาคนมักคิดถึงกำลังคนในอุตสาหกรรมระดับสูงไม่ค่อยนึกถึงกำลังคนฐานรากซึ่งก็คือเหล่าเกษตรกรผู้มีอำนาจในการสร้างเศรษฐกิจชุมชน ในความเป็นจริงร้านเล็กๆ ที่เกษตรกรเป็นผู้กำหนดมาตรฐานแล้วขายกันเองระดับครัวเรือนไม่ว่าจะเปิดบ้านหรือขายในตลาดเขาขายกันดีมาก มีเงินเก็บเงินออมเพราะไม่ต้องตั้งราคาสูง ไม่ต้องสิ้นเปลืองกับมาตรฐานอะไรที่เกินจำเป็น ไม่ต้องกังวลเรื่องกลไกเศรษฐกิจระดับประเทศที่พออุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ถูกกีดกันทางการค้า ส่งต่างประเทศไม่ได้สินค้าก็เสียหาย ขณะที่ตลาดชุมชนคือทางออกที่เกษตรกรเอาไว้ต่อสู้กับนายทุน ทำให้ผลผลิตได้เจอผู้บริโภคโดยไม่ต้องถูกกีดกันจากมาตรฐานอะไรเลย และเป็นรายได้รายวันที่ทำให้ชาวบ้านอยู่ได้แน่นอน

ยอดไม่เยอะแต่ไม่อด ตลาดชุมชนแบบนี้จึงเป็นภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่ผมอยากสนับสนุน”

เพราะแม้สารพัดเมนูปูขาวจากที่นี่จะไม่พึ่งตราประทับโอท็อปก็สะท้อนให้เห็นชัดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยิ่งภูมิปัญญาที่เกษตรกรรู้จักดัดแปลงข้อเสีย นำปูก้ามหลุดขายไม่ได้ราคามาเพิ่มมูลค่าเป็นอาหารเมนูแปลก ยิ่งสะท้อนความสำเร็จจากการที่บพท. และหน่วยงานภาคีลงทุนความรู้กับชาวบ้านทั้งด้านเทคโนโลยีและบริหารจัดการ จนพวกเขาสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของตนและสร้างรายได้ให้กับชุมชน สำคัญสุดคือความรู้จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ติดตัวเขาตลอดไป

และวันหนึ่งกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงปูขาวของอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช อาจต่อยอดการคิดเป็นอะไรได้อีกมาก สร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งโดยไม่ต้องพึ่งพารัฐอีก ด้วยความมั่นใจและภาคภูมิว่า

“ของอร่อยใครก็อยากกิน ยิ่งราคาถูกกว่าพื้นที่ที่ตนอยู่ใครก็ชอบ”