ย้อนกลับไปตอนมัธยมปลาย ผู้เขียนสนใจประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง ยุคที่บ้านเมืองกำลังเร่งเครื่องตามโลกตะวันตกแบบไม่หันหลังกลับ ตั้งแต่รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5 จนถึงรัชกาลที่ 6 เพราะนี่คือช่วงเวลาที่สยามเปลี่ยนแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ความรู้ วิทยาการ ไปจนถึงโครงสร้างรัฐ จากประเทศที่แทบจะปิดประตูให้กับโลกตะวันตก สู่การเป็นผู้เล่นหน้าใหม่บนเวทีนานาชาติ
แต่ที่ชวนให้เสียดายคือ สิ่งที่ตำราเรียนเล่าเกี่ยวกับรัชกาลที่ 6 กลับมีเพียงไม่กี่บรรทัด เรียกว่าสั้นชนิดที่อ่านจบแล้ว ยังไม่ทันได้ตั้งคำถามด้วยซ้ำ
“รัชกาลที่ 6 ทรงริเริ่มทดลองการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยการจัดตั้งดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยขึ้นในบริเวณพระราชวังดุสิต พ.ศ. 2461 เพื่อทดลองฝึกฝนให้บรรดาข้าราชการได้ทดลองปกครองตนเองในนครดุสิตธานี เหมือนกับการจัดรูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่เรียกว่า ‘เทศบาล’”
ประโยคสั้น ๆ นี้กลับทำให้ผู้เขียนสงสัยว่าดุสิตธานีเป็นเมืองแบบไหนกันแน่ จินตนาการตอนนั้นคือ ต้องเป็นเมืองขนาดใหญ่ประมาณอำเภอหนึ่ง มีคนเดิน คุย ซื้อขายกันเหมือนในชีวิตจริงแน่นอน
แต่เมื่อได้ลงมือค้นคว้าจริง ผู้เขียนก็พบว่าดุสิตธานีไม่ได้เป็นเมืองใหญ่ที่เคยจินตนาการไว้เลย หากเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ขนาดเท่าศาลพระภูมิที่เริ่มต้นจากของเล่นในวัยเยาว์ของรัชกาลที่ 6 ก่อนจะถูกพัฒนาให้เป็นเมืองจำลองหลังวังในภายหลัง และยิ่งค้นลึกลงไป ก็ยิ่งพบว่าความเป็น “เมืองประชาธิปไตยแรกของสยาม” อาจไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ตำราเรียนเคยบอกไว้ เพราะเรื่องราวของดุสิตธานีไม่ได้จบแค่การทดลองปกครองเท่านั้น แต่เมืองจำลองนี้ยังทิ้งคำถามบางอย่างที่ยังไม่มีใครตอบได้
แล้วจริง ๆ แล้ว ดุสิตธานีเป็นเมืองของเล่น หรือเป็นเมืองที่เปลี่ยนความคิดด้านการเมืองของคนไทยไปตลอดกาลกันแน่
สาธารณรัฐใหม่
The Genius of Play องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐอเมริกาทำการสำรวจผู้ใหญ่กว่า 2,000 คน พบว่าสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเลือกอาชีพของผู้ใหญ่ มาจากกิจกรรมที่ทำในวัยเด็ก สื่อที่เสพในวัยเด็ก อาชีพของพ่อแม่ รวมถึงของเล่นที่เล่นในวัยเด็กด้วย
หนึ่งในงานอดิเรกของรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่ครั้งสมัยดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ คือ ‘การเล่นละคร’ และ ‘เล่นสร้างเมือง’ อยู่เป็นนิจ
บันทึกครั้งแรกเกี่ยวกับการเล่นสร้างเมืองและพรรคการเมืองของรัชกาลที่ 6 ปรากฏในเรื่อง “จดหมายถึงผีเสื้อ” (Letter to the Butterflies)
ในปี 2445 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ขณะมีพระชนมายุ 21 พรรษา เสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศอียิปต์ จึงมีโอกาสได้พบกับชาวอเมริกันสกุลพอตเตอร์ (Potter) และพระสหายชาวต่างชาติกว่า 100 คน ที่มีโอกาสได้ร่วมกันสร้างเมืองสมมติชื่อว่า “สาธารณรัฐใหม่” โดยสมมติว่าสาธารณรัฐใหม่เกิดขึ้น เพราะการติดต่อกับรัฐบาลเยอรมันเป็นเรื่องเสียเวลาและยุ่งยาก จึงตั้งสาธารณรัฐใหม่เสีย
พระองค์ทรงวางรูปแบบให้มีพรรคการเมือง 2 พรรค ได้แก่ พรรคสาธารณรัฐ ที่พระองค์สังกัดอยู่ (หรือชื่อลำลองว่าพรรคผีเสื้อ) และ พรรคนิยมกษัตริย์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน พร้อมทั้งทรงใช้พระนามแฝงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น General Michael d’Ayuthya เป็นประธานาธิบดี ผู้บัญชาการทหารบกและทหารเรือ, The Comte d’Ayuthya เป็นประธานวุฒิสภา, Senator Carlton H. Terris เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และ Baron V. d’Ayuthya เป็นอธิบดีกรมพิธีการทูต
น่าเสียดายที่สาธารณรัฐใหม่กำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2445 และมีอายุได้เพียง 41 วันเท่านั้น
สมาคมครึ
เมื่อพระราชดำเนินกลับถึงสยามในปีเดียวกัน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงก่อตั้ง “สมาคมครึ” (Gri Society) เพื่อมุ่งสนับสนุนเรื่องการกีฬา มีพรรคการเมือง 2 พรรค คือพรรคสุภาพบุรุษ และพรรคแรงงาน ทรงใช้นามแฝงว่า J.L.M.S. Oxford และทรงสังกัดพรรคแรงงาน
พระองค์ลอกเลียนแบบการดำเนินงาน การจัดที่นั่งประชุม รวมไปจนถึงการเลือกตั้งมาจากรัฐสภาของอังกฤษ เพื่อให้ชาวสยามได้ศึกษาเป็นแบบอย่าง ในระหว่างทดลองระบบนี้เกิดปัญหาคือมีการเปลี่ยนคณะกรรมการผู้บริหารสมาคมบ่อยเกินไป ส่งผลให้สมาคมครึจำเป็นต้องยุติบทบาทในเวลาต่อมา
เมืองมัง
ในปี 2446 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงประทับอยู่ที่พระตำหนักสวนอัมพวา ทรงสร้างเมืองสมมติชื่อ “เมืองมัง” ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่า คำว่า “มัง” มีที่มาจากคำว่า Mango เนื่องจากสวนอัมพวาแปลว่าสวนมะม่วง
เมืองมังเป็นเมืองตุ๊กตาขนานแท้ มีสิ่งก่อสร้างจากการก่ออิฐ โบกปูน ถนน รถราง ซึ่งผู้เล่นยังไม่มีสิทธ์และหน้าที่ในเมืองเหล่านี้ และเมืองมังครั้งแรกนี้จำเป็นต้องปิดตัวลง เนื่องจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จผนวชเป็นภิกษุตามราชประเพณี
4 ปีต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งที่ 2 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงได้รับโปรดเกล้าให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในเวลานี้เอง พระองค์ทรงเริ่มกลับมาละเล่น เมืองมัง ใหม่อีกครั้ง
คราวนี้ทรงเปลี่ยนจากเมืองตุ๊กตากลายเป็นเรือนแถวของจริงให้มหาดเล็กอยู่ห้องละ 2 คน เพื่อสมมติเป็นหมู่บ้าน มีสนาม สระน้ำ พร้อมกับให้มีการเลือกตั้งนคราภิบาล เชรษฐบุรุษ เลขาธิการ โยธาธิการ นายแพทย์สุขาภิบาล
นอกจากนี้ ในเมืองมังยังมีเก็บภาษีอากร การก่อตั้งสโมสร การออกหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ มีธนาคารของตัวเองชื่อว่า ธนาคารลีฟอเทีย (ซึ่งต่อมาถูกพัฒนามาเป็นธนาคารออมสิน)
ที่สำคัญ การละเล่นเมืองมังยังเป็นที่มาของพระราชบัญญัตินามสกุลอีกด้วย
ในเมืองมังแห่งนี้ มีมหาดเล็ก 30 คน เมื่อสำรวจสำมะโนประชากรแล้วพบว่ามีชื่อซ้ำกัน จึงทรงต้องหาฉายาต่าง ๆ จากรูปพรรณสัณฐานหรืออากัปกิริยา ที่ทั้งอาจเป็นการเชิดชูเกียรติหรือเป็นเรื่องล้อเลียนชวนตลกขบขันให้กับบุคคลนั้น เมื่อทรงขึ้นครองราชย์แล้วจึงเกิดพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นด้วยเหตุนี้
เมืองทราย
เมื่อเข้าสู่ปี 2461 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงประกอบพระราชกรณียกิจจนทรงประชวร แพทย์ประจำพระองค์จึงกราบบังคมทูลให้ทรงพักผ่อนริมชายทะเล จึงทรงเสด็จพระราชดำเนินไปยังค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญ และเป็นที่มาของ “เมืองทราย” เมืองจำลองแห่งใหม่
จากบันทึกของหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล อดีตนักเรียนมหาดเล็กในล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 เล่าไว้ว่า “ข้าพเจ้าได้มาเที่ยวชายทะเลก็สนุกยิ่งนัก เราจึงเริ่มขุดทรายเล่นตามภาษาของเด็ก ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะสรงน้ำทะเล เสด็จลงเห็นพวกเราเล่นอะไรสนุก จึงเสด็จเข้าร่วมวงด้วย…”
พร้อมกันนี้หม่อมหลวงปิ่นยังได้บันทึกไว้ด้วยว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้ตั้งชื่อเมืองทรายเอง ไม่ต้องไปค้นคว้าหรือไปสอบถามใครที่ไหน”
เมืองทรายเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ทรงร่วมกับมหาดเล็กสร้างเมือง กำแพง ป้อม น้ำตก น้ำพุ เหมือนเด็ก ๆ เล่นสร้างปราสาททรายริมทะเลอย่างสนุกสนาน แต่เมืองนี้กำลังจะกลายเป็นที่มาของประวัติศาสตร์ในตำราเรียนที่เราต่างคุ้นเคยกันดี
“ครั้งได้ทรงงานบางอย่างที่เมืองทราย ดูเหมือนว่าแม้แต่เด็ก ๆ ก็ยังทำได้ ถ้ามีผู้นำที่ดี แต่เมืองทรายนั้นถูกน้ำทะเลซัดพังทลายอยู่เป็นนิจ จึงทรงตัดสินพระราชหฤทัย จะย้ายเมืองทรายมาอยู่ข้างพระที่นั่งอุดรในพระราชวังดุสิต ซึ่งไม่มีน้ำทะเลมาทำลาย”
“มณฑลดุสิตธานี” จากของเล่นในวัง สู่ความหวังนอกกำแพง
ทันทีที่ทรงเสด็จกลับจากหาดเจ้าสำราญถึงพระที่นั่งอุดรวันที่ 20 กรกฎาคม 2461 ทรงวาดผังการสร้างเมืองเล็ก ๆ บริเวณที่ว่างรอบพระที่นั่ง และในวันที่ วันที่ 25 กรกฎาคม 2461 คือครั้งแรกที่ทุกคนได้รู้จักกับคำว่า “ดุสิตธานี” (ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับโรงแรมดุสิตธานีบริเวณศาลาแดงแต่อย่างใด)
เมืองสมมติแห่งนี้มีทวยนาคร หรือชาวบ้านเกือบ 300 คน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการในกรมมหาดเล็ก
หนังสือ ‘ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว’ เรียบเรียงโดยจมื่นอมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช) บันทึกไว้ว่าบนพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 2 ไร่ครึ่งของพระที่นั่งอุดร ถูกสมมติให้เหมือนราวกับจังหวัดหนึ่ง มี 6 อำเภอ อาคารต่าง ๆ ใช้อัตราส่วนประมาณ 1 ต่อ 20 จึงมีขนาดใกล้เคียงกับศาลพระภูมิเลยทีเดียว อาคารหลายหลังมีความประณีตและสวยงามมาก

“เนื่องจากต้องใช้ความประณีตของช่างฝีมือ ราคาจึงออกมาจะสูงมาก ทั้งไม่มีใครทำขายไว้อีก ราคาค่าจ้างในเวลานั้นถึงพันบาท อยู่ถูก ๆ 200-300 บาทก็มี แต่แทบดูไม่ได้ ถ้าจะเทียบกับเงินเดือนที่ข้าราชการชั้นผู้น้อย 20 บาท ก็หมดหวังที่จะสร้างบ้านเหล่านี้สักหลังหนึ่ง”
การมีบ้านสักหลังในดุสิตธานีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
นอกจากราคาค่าสร้างบ้านจะมีสูงเทียมฟ้าแล้ว เจ้าของบ้านจะต้องเข้าไปดูแลความสะอาดของบ้านเรือน คอยตัดเล็มหญ้าอย่างสม่ำเสมอ มิเช่นนั้น หากเจ้าหน้าที่ตรวจตราความสะอาดของนคราภิบาลมาสอดส่อง เห็นบ้านไหนรกร้างก็อาจจะโดนปรับได้
หลังจากดำเนินการมณฑลดุสิตธานีได้ 1 ปีเศษ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ย้ายเมืองดุสิตธานีไปสร้างใหม่ที่พระราชวังพญาไท เพราะมีบริเวณกว้างขวางมากกว่าอ่างหยกข้างพระที่นั่งอุดรมาก ทำให้รับพลเมืองจากภายนอกราชสำนักได้มากขึ้น

ทนายความ นักการเมือง เจ้าอาวาส
มิใช่เพียงบ้านที่เป็นสิ่งสมมติ แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงสละซึ่งบทบาทของการเป็นผู้ปกครองในโลกความเป็นจริง มาเป็นเพียงทวยนาครใน 3 บทบาท
บทบาทแรกคือทนายความผู้มีนามว่า ท่านราม ณ กรุงเทพ และ นายแก้ว ณ อยุธยา ซึ่งมีบทบาทและตำแหน่งสำคัญทางการเมืองของดุสิตธานี ไม่ว่าจะเป็นผู้นำพรรคการเมือง สภาเลขาธิการ ที่ปรึกษาสมุหเทศาภิบาล เกษตรมณฑล รวมถึงบทบาทเล็ก ๆ อย่างการเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์และมรรคทายกวัดพระบรมธาตุ อีกหนึ่งบทบาทคือทรงใช้นามแฝงว่า พระรามราชมุนี เจ้าอาวาสวัดธรรมธิปไตย ซึ่งทรงแสดงธรรมเทศนาด้วยพระองค์เองอีกด้วย
พรรคแพรแถบสีน้ำเงิน
ดุสิตธานียังมีกฎหมายการปกครองเฉพาะของตนคือ ‘ธรรมนูญการปกครองคณะนคราภิบาลดุสิตธานี’ มีพรรคการเมือง 2 พรรค ได้แก่ พรรคแถบสีน้ำเงิน และพรรคแพรแถบสีแดง
ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวทัศนาจรในสถานที่สำคัญเกี่ยวกับล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 มัคคุเทศก์อาสาสูงวัยท่านหนึ่งเล่าให้ฟังดังนี้
“รู้ไหมว่ารัชกาลที่ 6 ท่านอยู่พรรคไหน ท่านอยู่พรรคแพรแถบสีน้ำเงิน เป็นพรรคที่ไม่นิยมกษัตริย์นะ แสดงว่าท่านให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยมาก”
แต่จากหลักฐานต่าง ๆ ผู้เขียนค้นพบว่าข้อความนี้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องเพียงครึ่งเดียว
หนังสือ ดุสิตธานี : ศูนย์การเรียนรู้ประชาธิปไตยแห่งแรกของไทย อธิบายไว้ว่าพรรคแพรแถบสีน้ำเงินมี ท่านราม ณ กรุงเทพเป็นหัวหน้าพรรค สมาชิกพรรคส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้มีเกียรติยศทั้งสิ้น ใครจะเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากท่านรามเสียก่อน และสมาชิกพรรคนี้เน้นทำตามที่หัวหน้าพรรคสั่ง
ส่วนพรรคแพรแถบสีแดงเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยหรือชั้นเด็ก ๆ ไม่มีหัวหน้าพรรคถาวร เนื่องจากกลัวถูกเพ่งเล็งว่าเป็นพวกหัวรั้น หัวรุนแรง ซึ่งเป็นการคิดไปเอง เพราะล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้เด็ก ๆ ได้ฝึกหัดการประชุมด้วยตัวเอง
ฉะนั้น ผู้เขียนจึงสรุปความว่าพรรคการเมืองในดุสิตธานีนั้น มิได้เกี่ยวข้องกับการนิยมกษัตริย์หรือไม่ หากเกรงว่าหลายท่านจะไปจำสลับกับพรรคผีเสื้อที่เป็นสาธารณรัฐเสียมากกว่า
เลือกตั้ง
แม้จะทรงรับบทเป็นเพียงทวยนาคร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จมายังมณฑลดุสิตธานีในฐานะประมุขของชาติครั้งหนึ่ง เพื่อทรงเปิดศาลารัฐบาลที่ได้ทำการก่อสร้างขึ้นใหม่ พร้อมมีพระกระแสรับสั่งสำคัญว่า
“วิธีการดำเนินการในธานีเล็ก ๆ ของเราเป็นเช่นไร ก็ตั้งใจไว้ว่าจะให้ประเทศสยามได้ทำเช่นเดียวกัน แต่จะให้เป็นการสำเร็จรวดเร็วทันใจดังธานีเล็กนี้ ก็ยังทำไปทีเดียวไม่ได้ โดยมีอุปสรรคบางอย่าง เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าขอให้ข้าราชการทั้งหลาย ตลอดจนทวยนาคร จงตั้งใจกระทำกิจการของตนตามหน้าที่ให้สมกับธานี ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นนี้ ในไม่ช้า จะได้แลเห็นผลของประเทศสยามว่าจะเจริญไปได้เพียงไร”
เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้รัชกาลที่ 6 จะทรงสมมติตัวเองเป็น “นายราม ณ กรุงเทพฯ” ชาวเมืองดุสิตธานีผู้หนึ่ง แต่พระองค์ก็ยังคงมีบทบาทของผู้นำแฝงอยู่ในบทบาทนั้น เช่น การแต่งตั้งตนเองเป็นผู้นำในการจัดการเลือกตั้ง
ประกาศ
ศาลารัฐบาลมณฑลดุสิตธานี
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ว่าถึงกำหนดที่จะเลือกเชรษฐบุรุษและนคราภิบาลเปลี่ยนใหม่ ตามธรรมนูญลักษณะปกครองนคราภิบาลแล้ว ทรงพระราชดำริเห็นว่าท่านราม ณ กรุงเทพ เนติบัณฑิต มีคุณวุฒิและความสามารถหาที่ผู้ใดจะเสมอมิได้ สมควรจะได้รับอำนาจเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง
จึงทรงโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท่านราม ณ กรุงเทพ เป็นผู้รับอำนาจอำนวยการเลือกเชษฐบุรุษและนคราภิบาลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ประกาศมา ณ วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2462
(ลงพระนาม) หม่อมเจ้าปราณีเนาวบุตร
สมุหเทศาภิบาลมณฑลดุสิตธานี
(8 ก.ค. 62)
เหตุที่เป็นเช่นนี้ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุลได้บันทึกไว้ว่า
“หม่อมเจ้าปราณีเนาวบุตร อยากให้มีการเลือกตั้ง แต่ทำไม่เป็น จึงได้มีจดหมายไปเชิญท่านราม ณ กรุงเทพ ผู้รอบรู้ให้มาอำนวยการเลือกตั้ง”
เมื่อมีการเลือกตั้งในครั้งถัดมา ท่านราม ณ กรุงเทพ แสร้งว่าติดภารกิจอื่น ไม่สามารถมาอำนวยการเลือกตั้งได้ และให้ผู้อื่นมากระทำหน้าที่นี้แทน เพราะทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่างไปแล้ว
ถึงจะมีการจัดการเลือกตั้ง แต่ผู้มาดำรงตำแหน่งนคราภิบาลก็มักจะไม่มีประเด็นหรือสาระมาเสนอให้สภาเทศบาล ทวยนาครในดุสิตธานีจึงไม่ไว้วางใจ เป็นผลให้เกิดการยุบสภาครั้งแล้วครั้งเล่า
สุดท้าย ท่านราม ณ กรุงเทพจึงต้องเข้ามามีบทบาทในการดำเนินดุสิตธานีให้เดินต่อไปข้างหน้าได้ ตั้งแต่การเรื่องเล็ก ๆ เป็นผู้คัดเลือกมัคคุเทศน์ ไปจนถึงการล็อบบี้ทางการเมืองในหลายมิติ รวมถึงการเลือกตั้งนคราภิบาลคนสุดท้ายของดุสิตธานี
ในการเลือกตั้งนคราภิบาลคนสุดท้ายนี้ นายลิขิตสารสนอง หรือชัพน์ บุนนาค ทวยนาครท่านหนึ่งของดุสิตธานี ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้เดินทางมาประชุมเหมือนทุกครั้ง และเห็นทวยนาครติดแพรแถบสีน้ำเงินเป็นเครื่องหมายอยู่กันพร้อมหน้า จึงกระซิบถามว่า
“วันนี้เลือกใครกัน คณะพรรคจึงได้ติดแพรแถบสีน้ำเงินเพื่อรวมเสียงข้างมาก และมีการเสนอรายชื่อผู้จะเข้าแข่งขันเป็นนคราภิบาลได้หรือยัง” เพื่อนสมาชิกตอบไปเพียงสั้น ๆ ว่า “กำหนดตัวไว้แล้ว เป็นม้ามืดบอกไม่ได้ ประเดี๋ยวถึงเวลาประชุมก็รู้เอง”
สุดท้ายแล้ว นายลิขิตสารสนองได้รับเลือกให้เป็นนคราภิบาล ซึ่งกฎของการเลือกตั้งมีอยู่ว่าหากปฏิเสธการเข้ารับตำแหน่งจะต้องเสียค่าปรับ ทันทีที่ต้องเดินออกไปแถลงรับตำแหน่งกลางที่ประชุม นายลิขิตสารสนองได้กล่าวขอบคุณท่านราม ณ กรุงเทพ ผู้ทรงเป็นองค์ประธาน และกล่าวว่าเมืองดุสิตธานีนั้นเป็นเมืองที่กำลังสุกใสรุ่งเรือง เพราะมีท่านราม ณ กรุงเทพเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทเมืองนี้ขึ้นมา ตนนั้นอยู่ในชั้นวัยเยาว์ เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ยังขาดความชำนาญในเรื่องกิจการบ้านเมือง หากปฏิบัติงานไม่เป็นที่พอใจก็จะเข้าสุภาษิตว่าคบเด็กสร้างบ้าน
ท่านราม ณ กรุงเทพทรงมีพระกระแสรับสั่งแต่เพียงว่าในการที่คณะพรรคสนับสนุนนายลิขิตสารสนอง เพราะเห็นว่าเล่าเรียนเก่งและเป็นนักกฎหมาย ถึงจะอายุน้อยก็คิดว่าจะสามารถบริหารดุสิตธานีได้
นายลิขิตสารสนองจึงออกอุบายว่าตนเองจำยอมต้องรับตำแหน่งในครั้งนี้ จากนั้นออกไปคุกเข่ากราบลงที่พระบาทของท่านราม ขอให้ท่านรามเป็นที่ปรึกษาของคณะนคราภิบาล ซึ่งทรงนั่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทรงตอบสั้น ๆ ว่า “ข้าพเจ้ายินดีรับเป็นที่ปรึกษาของท่าน” นคราภิบาลคนสุดท้ายนี้ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของดุสิตธานี ด้วยการรั้งตำแหน่งไว้ได้นานถึง 60 ปี (เทียบเท่ากับ 5 ปีในเวลาปัจจุบัน)
สุดท้าย ดุสิตธานีได้ปิดทำการไปพร้อมกับการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเหลือเพียงบทเรียนและข้อถกเถียงต่าง ๆ ให้บุคคลรุ่นหลัง

เล่นเมืองเพื่อมองโลก หรือโลกจริงที่มองผ่านเมืองเล่น
นับตั้งแต่เริ่มสร้างดุสิตธานีในรัชกาลที่ 6 ก็เกิดข้อถกเถียงต่อเนื่องว่าเมืองแห่งนี้เป็นพื้นที่ทดลองประชาธิปไตยจริง หรือเป็นเพียงเมืองของเล่นที่จำกัดอยู่หลังวังเท่านั้น เพราะการดำเนินงานต้องใช้เงินจำนวนมาก และผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นข้าราชบริพารและบุคคลชั้นสูง ทำให้บางฝ่ายตั้งคำถามว่า ประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในพื้นที่เช่นนี้จะนับเป็นของจริงได้เพียงใด
อย่างไรก็ตาม เอกสารร่วมสมัยสะท้อนว่าผู้ที่ถูกเรียกว่าทวยนาครมองดุสิตธานีว่าเมืองแห่งนี้เป็นพื้นที่ฝึกบทบาทความเป็นพลเมือง ผ่านการเลือกตั้ง การอภิปราย และการมีหนังสือพิมพ์ของตนเอง จนบางคนเชื่อว่า ดุสิตธานีคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ระบอบใหม่ แม้จะจำกัดอยู่ในวงแคบก็ตาม
จมื่นอมรดรุณารักษ์ ได้อรรถาธิบายมุมมองของท่านไว้ว่า
“การที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียกประชุมประชาชนชาวนาครมาประชุมพร้อมกัน แล้วทรงอธิบายวิธีการเลือกตั้งขึ้นมาในวันแรกนั้น พวกข้าราชบริพารทุกคนแม้แต่ตัวผู้เขียนเอง ก็รู้สึกยังไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่รับสั่งในวันนั้น เพราะนึกในใจว่า อยู่ดีๆ อำนาจที่จะส่งผู้ใดก็ตามมาเป็นผู้บริหารในท้องถิ่นก็อยู่ในพระราชอำนาจของพระองค์อย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว เหตุใดจะมาทรงปล่อยให้คนอื่นเลือกเอาตามใจชอบอีกเล่า”
เรื่องข้อถกเถียงเกี่ยวกับการใช้งบประมาณในดุสิตธานี หม่อมหลวงปิ่นได้ชี้แจงไว้ว่า
“มีคนชอบกล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล่นเมืองตุ๊กตา…ผู้เขียนอยากแปลคำว่าเล่นว่าทำงานอย่างสนุกเพลิดเพลิน ผู้ที่เก็บของดีจากดุสิตธานีได้ก็เอาไป ผู้ที่เก็บไม่ได้ก็ปัญญาอ่อน ก็เป็นผู้ที่เราต้องให้ความสงสาร ให้ความเมตตา ส่วนเรื่องเงินที่ใช้ ทุกคนที่มาใช้เงินกันบางคนละเล็กละน้อย มิได้ใช้งบจากพระคลังข้างที่”
ขุนตำรวจเอก พระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) สนับสนุนในแนวคิดนี้ด้วยว่า
“พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะสอนให้คนไทยรู้จักการปกครองตัวเองแบบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน ครั้นแล้วในขั้นต่อไป ผมก็คาดว่าถ้าไม่เสด็จสวรรคตเสียก่อน ก็คงได้มีการพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ประชาชนไทยด้วยเหมือนกัน”
ขณะเดียวกัน นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่กลับมองต่างออกไป โดยชี้ว่าโครงสร้างของดุสิตธานียังคงอยู่ภายใต้อำนาจของราชสำนักอย่างเข้มข้น และไม่อาจนับเป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบได้
ศาสตราจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์ชาวไทยเคยเขียนบทความถึงเมืองจำลองดุสิตธานีไว้ว่าในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงสร้างดุสิตธานี ไม่มีใครพูดหรือคิดว่าดุสิตธานีเป็นบทเรียนประชาธิปไตย ตรงกันข้าม ส่วนใหญ่ของข้าราชการสำนักคิดว่า “ในหลวง” ท่านโปรดเล่นเมืองตุ๊กตาเสียมากกว่า
มากไปกว่านั้น แนวคิดเรื่องดุสิตธานีคือการสอนประชาธิปไตยแก่คนไทยนั้น เป็นแนวคิดที่เพิ่งมาสอนกันหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ดุสิตธานีไม่ใช่ภาพสะท้อนของสังคมไทยอย่างแท้จริง เพราะราษฎรในเมืองนี้มีแต่ข้าราชบริพารและคหบดีเท่านั้น
“ไม่ว่าเมืองนี้จะชื่ออะไร และจำลองนครยุโรปมาได้ใกล้เคียงอย่างไรก็ตาม แต่มันเป็นเมืองตุ๊กตาอย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะมันไม่ “จริง” ไม่ใช่ไม่ “จริง” เพราะเข้าไปอาศัยหลับนอนในนั้นไม่ได้ หรือเข้าไปทำมาหากินเลี้ยงชีพในนั้นไม่ได้เท่านั้น แต่ไม่ “จริง” ที่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในเมืองนั้นไม่ได้ตัดขาดออกไปจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมไทยภายนอกดุสิตธานี
“แน่นอนว่า ไม่มีใครลืมหรอกว่าเอดิเตอร์ของดุสิตสมิตนั้นไม่ใช่ราษฎรสามัญ แต่คือพระเจ้าอยู่หัวในสังคมข้างนอกซึ่งชีวิตจริงของทุกคนยืนอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครลืมว่านคราภิบาลคือเจ้าพระยายมราช รวมทั้งไม่ได้ลืมความสัมพันธ์ที่เป็นจริงระหว่างเจ้าพระยายมราชกับพระเจ้าอยู่หัวในสังคมนอกดุสิตธานี ทุกคนในดุสิตธานีล้วนสำนึกได้ดีว่าของจริงของแต่ละคนคืออะไร และด้วยเหตุดังนั้นความสัมพันธ์ในดุสิตธานีจึงเป็นแค่ของหลอก”
ส.ศิวรักษ์ นักประวัติศาสตร์ชาวไทยได้แสดงความคิดเห็นถึงดุสิตธานีไว้สั้น ๆ ว่า
“พูดกันอย่างไม่เกรงใจ เป็นของเล่นของท่านครับ ในหลวงท่านชอบเล่น ท่านรวยท่านก็เล่นได้เยอะหน่อย ไม่ได้จริงจังอะไร แล้วพวกข้าราชการสำนักก็ยกย่องว่าเป็นที่มาของประชาธิปไตย ท่านบอกเลยว่าถ้ามีประชาธิปไตย เจ๊กมันจะเข้ามาคุม เพราะเจ๊กมันมีสตางค์มาก”
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าดุสิตธานีเป็นเมืองจริงหรือเมืองของเล่น หากแต่อยู่ที่ว่าพื้นที่จำลองแห่งนี้ได้ทิ้งมรดกทางความคิดอะไรไว้ให้คนไทยบ้าง ตั้งแต่วิธีมองบทบาทของประชาชน ไปจนถึงจินตนาการเรื่องการปกครองตนเอง
แม้เวลาจะผ่านมากว่าศตวรรษ ดุสิตธานียังคงเป็นที่พูดถึงในชั้นเรียนของนักเรียนไทย และถูกเล่าต่อไปในรูปแบบใหม่ ๆ ผ่าน บอร์ดเกม “ดุสิตธานี–ท้องถิ่นวิวัฒน์” และ “ดุสิตธานี–รัฐเนรมิต” ซึ่งจัดทำโดยมูลนิธิสถาบันการศึกษาในรัชกาลที่ 6 และสมเด็จฯ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจประวัติศาสตร์ได้สำรวจการดำเนินงานของดุสิตธานีด้วยตัวเองผ่านการลงมือทดลอง ไม่ใช่เพียงการอ่านจากตำรา
ในมุมมองของผู้เขียน เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไม่ต่างจากละครเวทีขนาดใหญ่ที่ถูกเล่าใหม่อยู่เสมอ เราอาจอ่านเพื่อถกเถียง เรียนรู้ และถอดบทเรียนร่วมกันได้
แต่ท้ายที่สุด ประวัติศาสตร์ไม่ควรเป็นคำสรุปที่ผู้อื่นมอบให้ หากเป็นพื้นที่ให้ผู้อ่านได้ตั้งคำถามและสร้างความหมายด้วยสายตาของตนเองมากกว่า เพราะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่ได้พูดในน้ำเสียงเดียว และทุกการตีความต่างสะท้อนบริบท ความรู้ และข้อจำกัดของยุคที่มันถูกอธิบาย
ดังนั้น แทนที่จะเชื่อความเห็นใดเพียงด้านเดียว ผู้เขียนอยากชวนให้ลองกลับไปอ่านหลักฐานชั้นต้นทางอย่างรอบคอบ แล้วตัดสินด้วยเหตุผลของตัวเองว่าดุสิตธานีควรถูกจดจำในฐานะบททดลองของอุดมคติ หรือเป็นเพียงเงาสะท้อนของอำนาจในเวลานั้นกันแน่
อ้างอิง :
- มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (2523). Letters to the Butterflies. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย.
- จมื่นอมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช). (2513). ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ไทยวัฒนาพานิช.
- ปิ่น มาลากุล, ม.ล., 2446-2538 (2539). งานละครของพระบาทสเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม ประชาธิปไตยแบบต่าง ๆ. ไทยวัฒนาพานิช.
- (2554). ดุสิตธานี: ศูนย์การเรียนรู้ประชาธิปไตยแห่งแรกของไทย. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. กลุ่มงานผลิตเอกสาร.
- (2541). อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ขุนตำรวจเอก พระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) ต.ม., ว.ป.ร., ป.ป.ร. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2541. โรงพิมพ์สารบรรณทหารเรือ.
- นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2547, 25 สิงหาคม). การเมือง สังคม การศึกษา วัฒนธรรม และเพศศึกษา (ทีทรรศน์ปกิณกะจากเชียงใหม่). มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน. สืบค้นจาก https://midnightuniv.tumrai.com/midnight2545/document9774.html
- Dhanadis – ธนดิศ. (2564, 26 พฤศจิกายน). ร.6 “สวรรคตเพื่อรักษาประเทศชาติ” (ตอนที่ 2/3). YouTube. https://www.youtube.com/watch?v=y7I060W4AIo

