เรื่องและภาพ : ณภัทร เวชชศาสตร์

ต้นปี ๒๕๖๔ การเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนนที่กำลังร้อนระอุต้องหยุดลงเพราะวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ อีกรอบ แต่การพูดคุยทางการเมืองในแอปพลิเคชันคลับเฮาส์ (clubhouse) ที่เพิ่งเริ่มต้นในประเทศไทยช่วงไล่เลี่ยกันสะท้อนถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองว่ายังคงมีอยู่ในภาวะที่ไม่ต่างจากคลื่นใต้น้ำ
ไอซ์ – รักชนก ศรีนอก และ น้อยหน่า – สิริพรรณี สุปรัชญา สมาชิกกลุ่มพลังคลับ ใช้ประโยชน์ของคลับเฮาส์เคลื่อนไหวและแลกเปลี่ยน ร่วมเป็นกระแสการเมืองในคลับเฮาส์

จุดเริ่มต้น
ไอซ์เล่าว่า “ตอนแรกคลับเฮาส์เป็นพื้นที่ค่อนข้างปิด เพราะกว่าจะสมัครได้ก็ต้องมีคนเชิญ (invite) เข้าห้อง แต่ละห้องคือพื้นที่พูดคุยหัวข้อต่างๆ ตามความสนใจ เช่น วิธีการมองโลกในแง่บวก วิธีการประสบความสำเร็จทางธุรกิจ วิธีการทำให้ตัวเองดูดี หรือ How to ทั้งหลาย คนพูดก็ไม่ได้สนใจประเด็นทางการเมือง (ignorant) นัก ส่วนใหญ่เป็นอภิสิทธิ์ชน (privileged person) เช่น เหล่าดารา เจ้าของกิจการ หรือไม่ก็นักธุรกิจ
“อยู่ดี ๆ ก็มีห้องที่เปิดโดยอาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ แลกเปลี่ยนประเด็นทางการเมืองและสถาบันในเชิงวิชาการ มีคนเข้าร่วมกว่า ๘,๐๐๐ คน สร้างความฮือฮามาก จากนั้นก็มีห้องการเมืองมากขึ้น เกิดเป็นกระแสการเมืองในคลับเฮาส์ เราที่เคยคิดว่าเป็นแค่คนธรรมดา พูดไปไม่น่ามีคนฟัง ก็เปิดห้องเกี่ยวกับการเมืองขึ้นมาบ้าง
“ช่วงแรกเป็นแนวแซะการเมือง ออกแนวประชดประชัน เช่นห้อง “ประเทศไทยดีที่สุด” แต่ก็ยังมีคนมาฟังไม่มาก พอเราพูดเรื่องเปิดอภิปรายในสภาที่มีประเด็นเรื่องตั๋วช้าง ก็มีคนเข้ามาแชร์ว่าตั๋วช้างคืออะไร มีประสบการณณ์อย่างไร วันนั้นมีคนเข้าร่วมกว่า ๘,๐๐๐ คน ทำให้เราเปิดห้องเรื่องการเมืองมากขึ้นและเข้มข้นขึ้น”
น้อยหน่าเล่าว่า “เราทำงานในประเด็นสิ่งแวดล้อม ก็เปิดห้องร่วมกับเพจต่างๆ อย่างเช่นเรื่องสิทธิชนเผ่าชาติพันธุ์ แต่พอเห็นไอซ์เปิดห้องพูดถึงบริษัททุนใหญ่แห่งหนึ่ง เราก็เข้าร่วมพูดเรื่องเกี่ยวกับทุนนิยมกินรวบและกลุ่มทุนผูกขาด
“หลังจากนั้นเกิดปรากฏการณ์ที่คุณโทนีหรืออดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาในคลับเฮาส์ ซึ่งใกล้เคียงกันกับที่คดีกรือเซะ ตากใบกำลังจะถูกปิด และอาจถูกลืมอย่างไม่มีข้อสรุป เราก็เลยตั้งคำถามกับคุณทักษิณถึงเรื่องนี้
“เราเชื่อว่าการตั้งคำถามเรื่องความยุติธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน (transitional justice) โดยเฉพาะการแสวงหาความจริงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเราเข้าใจว่าในพื้นที่สาธารณะคุณทักษิณอาจพูดได้ไม่เต็มปาก แต่เราก็อยากรู้ เพราะส่วนมากเราได้แต่อ่านจากข่าว รีพอร์ต หรือจากปากคำของผู้เสียหาย แต่ไม่เคยได้ฟังจากภาครัฐเลย แต่น่าเสียดายที่คุณทักษิณตอบมาเพียงว่าตนจำไม่ได้”
ไอซ์เสริมว่า “ระหว่างเราเล่นคลับเฮาส์ก็คอยดูเทรนด์ในทวิตเตอร์ด้วย พบว่าคนส่วนใหญ่ไม่พอใจคำตอบของคุณทักษิณ เราจึงบอกคุณทักษิณว่าคำตอบของคุณมันใช้ไม่ได้ คนหลายคนไม่พอใจ ณ ตอนนี้ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว คนตื่นรู้กันแล้ว คนไม่ได้แค่พูดแค่เรื่องการทำงานของภาครัฐอย่างเดียว ตอนนี้พูดถึงการปฏิรูปสถาบันกันแล้ว
“พอหลังจากที่เราบอกคุณทักษิณแบบนั้น มันก็เกิดเดดแอร์ ห้องเงียบไป ๑๐ วินาทีได้ (หัวเราะ)
“หลังจากสิ้นสุดห้องของคุณทักษิณ เราก็สังเกตว่าเขาเริ่มกล้าแตะระบบต่าง ๆ มากขึ้น เช่นระบบราชการ ระบบทหาร ถึงแม้ยังไม่ได้พูดสถาบันอย่างตรงไปตรงมา แต่ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากห้องนั้น”

ก้าวร้าว : เพราะสังคมไทยขับเคลื่อนด้วยการด่า
น้อยหน่ากล่าวว่า “เราอาจมองว่าประชาธิปไตยต้องสุภาพนอบน้อม ต้องมีความเป็นปัญญาชน ซึ่งการจำกัดแบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยนะ มันไม่ต่างจากระบอบเผด็จการ ดังนั้นไม่ว่าเราจะพูดอะไร ตราบที่ไม่ละเมิดสิทธิของคนอื่น มันก็ทำได้ ความหลากหลายคือความสวยงามของประชาธิปไตยต่างหาก
“บางคนแสดงออกดุดัน เสียงดัง โวยวาย คุณเคยถามรึเปล่าว่าก่อนหน้านี้เขาเคยพูดสุภาพไหม พูดแล้วมีคนฟังไหม เราปฏิเสธไม่ได้ว่าความโกรธของเขาไม่มีความหมาย จริงๆ แล้ว ส่วนตัวเราก็ไม่ได้ชอบคนเสียงดัง โวยวาย แต่ก็ไม่คิดว่าเรามีสิทธิห้ามคนอื่น ตราบที่เขายังไม่ละเมิดสิทธิคนอื่น เราไม่อยากจำกัดให้ประชาธิปไตยแตะต้องไม่ได้ เป็นแค่พื้นที่ของปัญญาชน คำว่าก้าวร้าวอาจจะเป็นการก้าวล่วงมากกว่ารึเปล่าในมุมมองผู้ใหญ่”
ไอซ์เสริมว่า “ถ้าคุณบอกว่าไม่ชอบความก้าวร้าว เราก็ไม่ชอบความนอบน้อมกับทุกอย่างเหมือนกัน เราพูดแรง เสียงดัง แต่ไม่ได้ด่าหยาบ เราพูดเนื้อหาสาระที่เป็นประเด็นสังคม ถ้าก้าวร้าวคือการเอาความจริงมาพูด เอาปัญหามาแบถาม การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ เราก็รู้สึกว่ามาตรฐานของคุณต่ำไปรึเปล่า
“เราคนรุ่นใหม่ก็พยายามทำความเข้าใจชุดความคิดคนรุ่นเก่าเหมือนกัน อยากให้คุณลดอีโก้ ลดวาทกรรมอย่างอาบน้ำร้อนมาก่อนหน่อย ต้องมาคุยกัน ถ้าคุณอยากลดมาตรฐานเราลง คุณก็ต้องดึงมาตรฐานของคุณเพิ่มไหม ให้สามารถมาเจอกันแล้วมีหัวข้อที่คุยกันได้
“เราไม่ใช่ ส.ส. เป็นเพียงแค่พลเมืองเท่านั้น ถ้าแต่เดิมสังคมขับเคลื่อนด้วยความสุภาพอ่อนโยนมาตลอดแล้วมันพาสังคมมาได้แค่นี้ งั้นลองก้าวร้าวดูหน่อยไหม เผื่อจะทำสังคมไปได้ไกลกว่านี้นิดนึง ก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลรึเปล่า แต่มันก็คือวิธีใหม่ ๆ”

สิ่งที่ Clubhouse ให้
น้อยหน่าบอกว่า “คลับเฮาส์เป็นพื้นที่ให้เรามีเพื่อน สร้างความรู้ที่ไม่เคยรู้หรือหาอ่านไม่ได้ การจะเปิดห้องแต่ละทีเราก็ต้องค้นคว้าหาข้อมูลก่อน มันก็ช่วยเสริมองค์ความรู้ของเรา
“มีตัวอย่างหนึ่งที่น่าจดจำนะ ช่วงครบรอบการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เราก็เอารายงาน ศปช. มาอ่านเรียงลำดับเหตุการณ์ มีคนเสียชีวิตตรงไหน ใครบ้าง ซึ่งก็เผยว่าคนที่โดนยิงเสียชีวิตส่วนมากเป็นอาสาสมัครช่วยคนทั้งนั้น พอวันสุดท้ายมีคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เข้ามาร่วม เราก็ได้พูดคุยถามตอบอย่างตรงไปตรงมา อย่างวลี “เผาเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง” ที่เราสืบรู้ทีหลังว่าเขาไม่ได้พูดที่กรุงเทพฯ เขาพูดในเชิงติดตลกที่ต่างจังหวัด แต่คำนี้ถูกตัดออกมาแล้วเปรียบเหมือนใบสั่งฆ่า เราเลยเปิดพื้นที่ให้คุณณัฐวุฒิอธิบายถึงที่มาที่ไป หลังจากนั้นเราก็ได้รับพลังจากกลุ่มคนเสื้อแดง ได้รับข้อความขอบคุณ ซึ่งจริง ๆ สิ่งที่เราทำไม่ได้มายิ่งใหญ่เลย มันไม่เหมือนกันคนที่ออกไปต่อสู้ในวันนั้น เราแค่อ่านสิ่งที่คนทำมาแล้ว”
ไอซ์บอกว่า “เพื่อนในชีวิตจริงอาจมีหลากขั้วความคิดทางการเมือง แต่ในคลับเฮาส์ทำให้เจอมุมมองใหม่ ๆ ไม่ว่าจะกลุ่มนักวิชาการ เภสัชกร คนทำโรงงาน หรือช่างภาพ รวมตัวกันวิจารณ์รัฐบาลในมิติการทำงานของตัวเอง พอทุกคนร่วมทำสิ่งเดียวกันก็เกิดเป็นเพื่อนสนิทในชีวิตจริง
“เราได้สื่อสารกับคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ ซึ่งต่างจากพื้นที่อื่น ๆ ที่เป็นการสื่อสารช่องทางเดียว คือมีผู้พูดและผู้รับฟังอย่างเดียว แต่ในคลับเฮาส์มันเปิดให้เราได้พูดคุยแบบสองช่องทาง อย่างนักการเมือง เรามีคำถามก็ได้ถามตรง ๆ แม้แต่คนที่เราไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้ร่วมสนทนาด้วย อย่างเช่น คุณทักษิณ คุณอนุทิน หรือคุณธนาธร”
ในยุคสมัยที่ผู้คนต่างถูกผลักเป็นสองขั้วทางการเมืองอย่างร้าวลึก (deeply polarized) เปรียบเหมือนเฉดสีที่ทำให้ทุกอย่างเหลือเพียงขาวและดำ การพูดคุยกันภายใต้เหตุผลและการเคารพสิทธิของผู้อื่นอาจช่วยเกลี่ยให้โลกนี้มีสีหลากหลายมากขึ้น การสร้างพื้นที่ตรงกลางให้ได้สร้างความเข้าใจ ตกลงหาสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจ คือความสำคัญของการสื่อสารแบบสองช่องทางในคลับเฮาส์





