ภัชราพรรณ ภูเงิน : เรื่อง
กัญญาภัค โวดีด : ภาพ

เวลาตี ๓ ของทุกวัน หากเดินลัดเลาะผ่านแผงขายของที่ตั้งไม่แล้วเสร็จของตลาดโพธาราม ทะลุไปยังลานกว้างบนเขื่อนคอนกรีตริมน้ำ ก้าวตามขั้นบันไดที่ทอดสู่แม่น้ำแม่กลอง จะพบชายคนหนึ่งยืนแช่เท้าในน้ำระดับหัวเข่า สองมือกระชับตะแกรงไม้ไผ่สาน กดให้จมลงใต้ผิวน้ำที่ไหลเอื่อย แล้วออกแรงร่อนไปมาเป็นจังหวะ
ทุกครั้งที่ตะแกรงไม้ไผ่แกว่งไกว ขี้เถ้าสีดำจะค่อยๆ หลุดลอยตามสายน้ำ เผยให้เห็นถั่วงอกต้นเพรียวยาวขาวสะอาดตาเรียงอัดแน่นอยู่ในตะแกรง
ชายผู้นี้คือ ทราย ลูกจ้างชาวเมียนมาวัย ๔๖ ปี เขาและภรรยาเริ่มต้นวันทำงานในเวลาที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ตื่น ภาพล้างถั่วงอกยามเช้ามืดเกิดขึ้นประจำทุกวันจนคุ้นตาคนริมแม่น้ำแม่กลองในอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และเป็นขั้นตอนสุดท้ายสำหรับกิจการของ สมาน สหสัจจะญาณ หรือที่ชาวบ้านรู้จักในนาม “เจ็กเฉีย” ชายวัย ๗๓ ปี ผู้สืบทอดวิถีเพาะถั่วงอกแบบดั้งเดิมของครอบครัวซึ่งสืบต่อมายาวนานเกือบ ๑๗๐ ปี
ภูมิปัญญาถั่วงอกขี้เถ้าดำนี้ นอกจากจะเป็นมรดกประจำตระกูลแล้ว ยังเป็นอาชีพที่เขาใช้หยาดเหงื่อแรงกายทำมาทั้งชีวิตเพื่อดูแลภรรยา และส่งเสียลูกๆ จนเติบโตด้วยความภาคภูมิใจ
กระบวนการเริ่มตั้งแต่เพาะเมล็ดจนถึงวันล้างขายใช้เวลานาน ๔ วัน ในภาษาของคนเพาะถั่วจึงแบ่งเรียกอายุการเติบโตนี้ว่า “ถั่ว ๑ คืน” “ถั่ว ๒ คืน” และ “ถั่ว ๓ คืน” เพื่อง่ายต่อการจดจำว่าต้องดูแลอย่างไร
ขอชวนคุณมาร่วมเปิดประตูโรงเพาะเฝ้าดูเบื้องหลังการเติบโตของถั่วงอก วัตถุดิบอาหารราคาถูกที่อัดแน่นด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ในแต่ละค่ำคืนไปพร้อมๆ กัน


ถั่ว ๑ คืน
ห่างออกมาคนละตำบลกับจุดร่อนล้างถั่วงอกริมเขื่อน โรงเพาะถั่วงอกในปัจจุบันของเจ็กเฉียตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านเลือก ซ่อนตัวลึกในซอยแคบๆ ท่ามกลางบ้านเรือนประปราย
เมื่อประตูโรงเพาะเปิดออกในวันแรก เจ็กเฉียก้าวเข้ามาตรวจผลผลิตอย่างที่ทำทุกวัน มือที่เต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลาค่อยๆ สัมผัสถังพลาสติกอย่างใส่ใจ
เจ็กเฉียเรียนรู้การเพาะถั่วงอกอย่างจริงจังตั้งแต่อายุ ๑๑ ขวบ เรียกว่าเขาเติบโตมาพร้อมอาชีพนี้
หากมองย้อนกลับไป ภาพแรกในความทรงจำของเจ็กเฉีย คือการเพาะถั่วงอกบนหาดทรายริมแม่น้ำแม่กลอง ณ อำเภอโพธาราม ซึ่งเคยเป็นแหล่งเพาะถั่วงอกบนหาดทรายเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย
สมัยนั้นธรรมชาติคือโรงเพาะที่ดีสุด ทั้งผืนทรายอุดมสมบูรณ์และสายน้ำที่ช่วยโอบอุ้ม เพียงนำเมล็ดถั่วเขียวแช่น้ำให้พองตัว หว่านลงในหลุมทรายลึกครึ่งแข้งที่ขุดห่างจากแม่น้ำเพียงไม่กี่เมตร ความชื้นจากสายน้ำจะค่อยๆ ซึมผ่านเม็ดทราย หล่อเลี้ยงเมล็ดถั่วเขียวให้เติบโตโดยไม่ต้องรดน้ำ ต้นถั่วงอกจึงอวบ ขาว กรอบ มีรสหวานตามธรรมชาติ และที่สำคัญปลอดสารพิษ
แต่เมื่อความเจริญเข้ามา ทุกอย่างที่เจ็กเฉียคุ้นเคยก็เปลี่ยนไป
การสร้างเขื่อนคอนกรีตป้องกันตลิ่งบริเวณตลาดโพธาราม ทำให้หาดทรายที่เคยหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของผู้คนมาหลายชั่วอายุคนถูกกลบหายพร้อมวิถีเพาะถั่วงอกแบบดั้งเดิม
สิ่งที่ธรรมชาติเคยมอบให้โดยไม่คิดราคา กลับเป็นต้นทุนที่ต้องซื้อหา ทั้งถังพลาสติกที่ทำหน้าที่แทนหลุมทราย และขี้เถ้าดำจากโรงงานเส้นก๋วยเตี๋ยวซึ่งกลายเป็นผืนดินใหม่สำหรับเพาะปลูก
การเพาะในวันนี้จึงเริ่มด้วยโรยขี้เถ้าบางๆ ลงก้นถัง ใช้มือกดเบาๆ เพื่อปิดรูระบายน้ำ จากนั้นโรยเมล็ดถั่วเขียวสลับขี้เถ้าเป็นชั้นๆ จนสูงประมาณเจ็ดถึงแปดชั้น ซึ่งแต่ละถังจะใช้ถั่วราว ๒ กิโลกรัม ก่อนปิดทับด้วยกระสอบป่าน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เมล็ดกระเด็นออกจากถังระหว่างรดน้ำ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม เป็นอันสิ้นสุดขั้นตอนของวันแรก รอเวลางอกเงยเป็นผลผลิตราว ๑๐-๑๒ กิโลกรัม
แม้ผลผลิตจะไม่อวบอ้วนเหมือนเพาะบนหาดทราย แต่รสหวานตามธรรมชาติและปลอดสารพิษอันเป็นหัวใจของวิธีเพาะยังคงเดิมไม่เปลี่ยน
ทุกครั้งที่หว่านเมล็ดถั่วเขียวลงในถัง เจ็กเฉียไม่ได้ทำเพียงเพื่อส่งขาย หากแต่กำลังรักษาสิ่งที่บรรพบุรุษฝากไว้ ผ่านความใส่ใจทุกขั้นตอน เพื่อให้ถั่วงอกจากโรงเพาะมีคุณภาพตามที่ผู้คนในโพธารามคุ้นเคยมาหลายชั่วอายุคน


ถั่ว ๒ คืน
หลังโรยเมล็ดถั่วเขียวลงในถังพลาสติกและรดน้ำจนชุ่ม นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเฝ้าดูแล
การเพาะถั่วงอกไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว โดยเฉพาะคืนที่ ๒ ซึ่งถือเป็นช่วงชี้ชะตา เพราะจะรู้ว่าเมล็ดถั่วเขียวแตกยอดงาม หรือเน่าเสียจนต้องทิ้งทั้งถัง หากเกิดผิดพลาดขึ้น ก็ยากจะบอกได้ทันทีว่าสาเหตุจากอะไร เมล็ดพันธุ์? การให้น้ำ? สภาพอากาศ? หรือปัจจัยอื่น ทำให้คนเพาะต้องใส่ใจทุกรายละเอียด
คนเฝ้าดูช่วงเวลาสำคัญนี้คือ ทราย ลูกจ้างผู้ทำงานกับเจ็กเฉียมานานกว่า ๒๐ ปี จากคนไม่มีประสบการณ์ เจ็กเฉียค่อยๆ ถ่ายทอดวิธีเพาะทีละขั้นตอน จนวันนี้ทรายสามารถดูแลโรงเพาะแทนเขาได้แทบทั้งหมด
ช่วงเวลา ๐๕.๐๐ น. และ ๑๖.๐๐ น. ของทุกวัน ทรายจะใช้ฝักบัวสายยางรดน้ำวนบนถังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมั่นใจว่าน้ำซึมลงไปถึงก้นถัง เพราะความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงการสูญเสียผลผลิตทั้งถัง
เจ็กเฉียยังจำบทเรียนราคาแพงที่แลกมาด้วยความผิดพลาดได้ดี
“อาชีพเพาะถั่วงอก ถ้าทำเป็น รักในอาชีพ ปีเดียวก็เป็นไท เพราะถั่วงอกมันงอกสมชื่อ แต่ถ้าทำไม่ดี มีแสนหมดแสน ฉันเองก็เคย บางทีเพาะแล้วถั่วไม่ขึ้น ร้องไห้เลย พลิกตำราไม่ถูกว่าเป็นเพราะถั่ว หรือการรดน้ำ หรือขี้เถ้า หรือสภาพอากาศ ดังนั้นจึงต้องทำให้ดีทุกขั้นตอน”
ความผิดพลาดในวันนั้นทำให้เขาเข้าใจว่า อาชีพนี้ไม่มีทางลัด และไม่มีตำราที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ สิ่งเดียวที่พึ่งพาได้ คือการสั่งสมประสบการณ์
เจ็กเฉียจึงถ่ายทอดทุกสิ่งให้แก่ทราย เพราะภูมิปัญญาจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีคนเรียนรู้ เข้าใจ และสานต่อได้
หากย้อนนึกถึงวิชาวิทยาศาสตร์สมัยประถมฯ เราคงคุ้นเคยกับการทดลองเพาะถั่วงอกบนกระดาษทิชชู ซึ่งขนาดเป็นการทดลองง่าย ๆ บางคนรวมถึงผู้เขียนก็เคยเพาะไม่ขึ้น พอเทียบกับการทำโรงเพาะที่ต้องรับมือกับความเสี่ยงสารพัด ถั่วงอกทุกต้นในโรงเพาะแห่งนี้จึงไม่ได้เติบโตจากฃน้ำ ขี้เถ้าดำ และเมล็ดถั่วเท่านั้น หากต้องอาศัยประสบการณ์ ความรับผิดชอบ และความใส่ใจของคนที่เฝ้าดูแลด้วย


ถั่ว ๓ คืน
ก้าวสู่วันที่ ๓ คืนสุดท้ายของการเพาะ หลังรดน้ำเสร็จ ถั่วงอกจะถูกคลุมด้วยผ้าใบมิดชิด ห้ามแสงแดดส่องถึง เพราะแสงแค่นิดเดียวก็อาจทำให้กลายเป็นต้นถั่วเขียวได้ เมื่อต้นถั่วงอกเติบโตยาวราว ๒ นิ้ว คือขนาดกำลังพอดีพร้อมเก็บเกี่ยว
แม้โรงเพาะของเจ็กเฉียจะอยู่ห่างจากแม่น้ำแม่กลอง แต่พอเข็มนาฬิกาถึงเวลาตี ๓ ทรายจะขนถังถั่วงอกขึ้นรถซาเล้งพ่วงมุ่งสู่บันไดคอนกรีตริมแม่น้ำเสมอ
เหตุผลหนึ่งอาจเพราะค่าน้ำประปาที่สูงขึ้น แต่สำคัญกว่านั้นคือ สายน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเป็นผู้ช่วยที่ดีสุดในการชำระล้างเศษขี้เถ้าตามต้นถั่วงอกให้ไหลออกไปตามลำน้ำ ต่างจากอ่างน้ำประปา ที่ต้องคอยตักเศษขี้เถ้าทิ้งตลอด
ภาพทรายยืนร่อนถั่วงอกกลางแม่น้ำ ซ้อนทับภาพความทรงจำของเจ็กเฉียในอดีต ช่วงภรรยาตั้งครรภ์ เขาต้องหาบถั่วงอกลงไปล้างในแม่น้ำเพียงคนเดียวสูงสุดถึงวันละ ๗๕ ถัง
หลังร่อนถั่วงอกด้วยตะแกรงไม้ไผ่กลางสายน้ำแล้ว ถั่วงอกจะถูกแช่ในกะละมังน้ำที่แกว่งสารส้มเพื่อให้สิ่งสกปรกตกตะกอน ช่วยให้ถั่วงอกสะอาด กรอบ และเก็บรักษาได้นานโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี ก่อนนำไปชั่งน้ำหนักและบรรจุถุง โดยแต่ละวันมีผลผลิตที่ต้องส่งขายตลาดราว ๒๕๐-๓๐๐ กิโลกรัม ซึ่งต้องเตรียมให้พร้อมถึงมือลูกค้าประจำภายในเช้ามืดวันเดียวกัน
ไม่ว่าเมืองจะพัฒนาแค่ไหน หรือหาดทรายจะถูกแทนที่ด้วยคอนกรีต แต่สุดท้าย ถั่วงอกทุกต้นก็ต้องเดินทางกลับมาหาแม่น้ำเสมอ เพราะสายน้ำจากแม่น้ำแม่กลองชำระล้างขี้เถ้าดำได้ดีสุด
“ฉันอยู่กับถั่วงอกมาทั้งชีวิต ถั่วงอกให้ทุกอย่าง” เจ็กเฉียกล่าว
ถั่วงอกอาจเป็นเพียงของแถมในชามก๋วยเตี๋ยวที่บางคนไม่ต้องการ แต่สำหรับเจ็กเฉีย มันคือมรดกตกทอด เป็นรากฐานใช้สร้างเนื้อสร้างตัว เป็นหยาดเหงื่อที่เปลี่ยนเป็นบ้าน การศึกษาของลูกหลาน และหล่อเลี้ยงทุกคนในครอบครัวให้อยู่ดีกินดีจนทุกวันนี้
ยิ่งกว่านั้น วัตถุดิบหน้าตาธรรมดานี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนจีนโพธาราม เราจึงมักเห็นถั่วงอกแทรกอยู่ในแทบทุกเมนูบนโต๊ะอาหาร
สำหรับเจ็กเฉีย ถั่วงอกเป็นทั้งผลผลิตแห่งความภาคภูมิใจและวัตถุดิบชั้นเลิศประจำครัว เขาจะนำถั่วงอกสดใหม่จากโรงเพาะมาปรุงอาหาร โดยเฉพาะเมนูโปรดอย่าง “เช็งทึง” น้ำแกงใสแบบจีนดั้งเดิมคล้ายแกงจืด ซดร้อนๆ คล่องคอ ซึ่งความหวานของถั่วงอกคือตัวช่วยสำคัญที่ทำให้น้ำซุปกลมกล่อมขึ้น
นอกจากเช็งทึงแล้ว ถั่วงอกยังนำไปใส่ในสารพัดเมนูผัด ความสดกรอบและรสหวานอ่อนๆ ช่วยชูทั้งเนื้อสัมผัสและรสชาติ เติมเต็มความอร่อยให้อาหารทุกจาน
หากการเพาะถั่วงอกคือวัฒนธรรม การกินถั่วงอกก็เสมือนกลืนกินวัฒนธรรมนั้นเข้าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เพื่อให้วัฒนธรรมบนโต๊ะอาหารนี้ยังดำเนินต่อ วันนี้ชายวัย ๗๓ ปีจึงค่อยๆ ถอยมายืนเบื้องหลัง ปล่อยให้ลูกสาวและลูกเขยรับช่วงกิจการ โดยคงรักษาวิถีเพาะถั่วงอกแบบดั้งเดิมด้วยความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค
ปัจจุบันในอำเภอโพธารามเหลือคนนำถั่วงอกมาล้างในแม่น้ำแม่กลองเพียงสองเจ้า ในอนาคตจะยังมีคนยืนร่อนล้างถั่วงอกอยู่หรือไม่ หรือภาพนี้จะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าของคนรุ่นก่อน
แต่ตราบใดที่ตะแกรงไม้ไผ่ใบยังแกว่งไกว นอกเหนือจากการล้างถั่วงอก คือภาพสะท้อนของภูมิปัญญา วิถีชีวิต และความผูกพันระหว่างผู้คนกับสายน้ำ
