50 ปี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงที่ต้องเริ่มต้น

1,124 views

amazing2009

หลายคนคงไม่ทราบว่า ปีนี้ครบรอบ 50 ปีของการก่อตั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) หรือชื่อเดิมว่า องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(อ.ส.ท.) ผู้ทำคลอด อ.ส.ท. ในเวลานั้นก็คือคนเดียวกับผู้ทำให้ป่าเขาใหญ่กลายเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศ คือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี โดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว (อ.ส.ท.)พ.ศ. 2502 โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดรายได้กับประเทศ

50 ปีผ่านไปหลายคนตั้งคำถามว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ควรจะปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างไร

เพราะภาพของ ททท. ในสายตาคนภายนอก คือการเดินสายจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯและหัวเมืองตามภูมิภาคต่าง ๆ ทำไปบ่อย ๆ ก็ไม่ต่างจากการจัดงานอีเวนท์ จัดงานแสดงสินค้าของภาคเอกชน

และระยะหลังก็มีข่าวนักการเมืองมาล้วงเงินและล้วงลูกให้กับบริษัทพรรคพวกของตัวเองอย่างอิ่มหมีพีมัน พอเวลาบ้านเมืองเกิดวิกฤติการณ์ทางการเมือง อาทิยึดสนามบิน หรือ สงกรานต์เลือดในเดือนเมษายนที่ผ่านมา  คนของททท. ก็ใช้วิธีเดินสาย โรดโชว์ ไปตามต่างประเทศ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ หรือไม่ก็ใช้งบประมาณมหาศาลทุ่มทุนซื้อสื่อโฆษณาทางทีวีและสิ่งพิมพ์

เมื่อปีกลายอยู่ดี ๆ ททท. ก็เลือกพี่เบิร์ด มาเป็นพรีเซนเตอร์ส่งเสริมให้ผู้คนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ด้วยงบมโหฬาร ท่ามกลางความมึนงงของมืออาชีพในวงการ ว่าเหตุไฉนจึงเลือกศิลปินลายครามผู้นี้ ทั้ง ๆที่มีดาราชื่อดังจำนวนมากที่สดใสกว่าและตรงกลุ่มเป้าหมายมากกว่า และราคาไม่แพงขนาดนี้

หลายปีมาแล้วที่ททท. ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าบุญทุ่ม จัดงานอีเวนต์ มาร์เก็ตติ้งแต่ละอย่างมักจะใช้เงินมหาศาลเกินความจำเป็น โดยฝีมือของบริษัทรับทำอีเวนต์ที่เกิดกันเป็นดอกเห็ด แต่แทบจะไม่เคยประเมินว่า เม็ดเงินหลายสิบล้านบาทที่ลงทุนไปนั้น เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือเปล่า หรือเป็นช่องทางของการคอรัปชั่นที่ทำกันมานาน   ตัวอย่างงานบางกอกฟิลม์เฟลติวัล แต่ละปีใช้งบนับร้อยล้านบาท กลายเป็นช่องทางทำมาหากินของผู้ใหญ่ของททท. เป็นข่าวอื้อฉาวมาไม่นาน

ที่ผ่านมาททท. ดูเหมือนจะให้ความสนใจกับการทำตลาดมากกว่าการทำวิจัย งบประมาณปีละเกือบหมื่นล้านของททท. ส่วนใหญ่ก็ถลุงไปกับการจัดงานอลังการทั้งในและต่างประเทศ มีบางคนตั้งคำถามว่า การที่เกาะสมุย เกาะพีพี เกาะพะงัน หรือ ถนนข้าวสาร เมืองปาย โด่งดังไปทั่วโลก เป็นฝีมือของ ททท.ที่ทำวิจัยเก็บข้อมูลว่าสถานที่เหล่านี้มีศักยภาพการท่องเที่ยวสูง ก่อนจะทำการโปรโมท หรือเป็นเพราะฝรั่งที่มาท่องเที่ยวพากันบอกกันปากต่อปาก จนติดอันดับโลกอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ทางททท.เพิ่งจะมาต่อยอดทำการตลาดไม่กี่ปีนี้เอง

เพื่อนผู้คร่ำหวอดในการท่องเที่ยวมักเปรียบเทียบประเทศไทยกับฝรั่งเศส ที่มีขนาดพื้นที่และประชากรใกล้เคียงกัน มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงอาหารประจำชาติที่โด่งดังไปทั่วโลก แต่เหตุไฉน ฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมามากที่สุดในโลกราวปีละ 82 ล้านคน  เทียบกับประเทศไทยที่มีนักท่องเที่ยวราวปีละ 14 ล้านคน ก็นับว่ามากกว่าเกือบ 7 เท่า

คำตอบก็คือ การท่องเที่ยวฝรั่งเศสได้ทำการวิจัยและมียุทธศาสตร์ที่จะให้ฝรั่งเศสเป็นชาติที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมามากที่สุดครับ โดยเขาทำวิจัยพบว่าความเร็วเป็นเคล็ดลับสำคัญ

ประการหนึ่งที่จะทำให้ฝรั่งเศสเป็นชาติที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากที่สุดในโลก เพื่อนคนนี้เล่าให้ฟังว่า “หลายสิบปีก่อนหน้านี้ อิตาลีเป็นชาติที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกจากนั้นขบวนนักท่องเที่ยวก็เคลื่อนไปยังสเปน หลังจากสเปนเปิดทะเล พัฒนาที่พัก คนเยอรมันและอังกฤษนิยมเดินทางไปกันมาก  จนกระทั่งทางการฝรั่งเศสมีนโยบายให้ประเทศเป็นศูนย์การคมนาคมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง โดยพัฒนาระบบขนส่งมวลชน สร้างรถไฟความเร็วสูงเรียกว่า Bullet Train ความเร็ว 350 กม./ชม. แข่งกับการโดยสารเครื่องบิน ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น  นักท่องเที่ยวต่างชาติก็วนมาที่ฝรั่งเศส แล้วจากฝรั่งเศสสามารถไปอิตาลี ไปสเปนโดยรถไฟหัวกระสุนได้ ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าการท่องเที่ยวในประเทศนี้สะดวกมาก อาทิคุณลงจากเครื่องบินที่สนามบินในกรุงปารีส ต่อรถไฟไปเมืองมาร์เซยย์ระยะทางร่วมพันกิโลเมตร ใช้เวลาเพียงสามชั่วโมงเท่านั้นถึงกลางเมืองเลย”

คนฝรั่งเศสทราบดีว่า ในอนาคตนักท่องเที่ยวจะเดินทางด้วยตัวเองมากขึ้น การออกแบบป้ายต้องชัดเจนและง่ายต่อความเข้าใจของนักเดินทางจากทั่วโลก  เขาเลยออกแบบป้าย และสัญลักษณ์ต่าง ๆ บนท้องถนนและตามตึกอาคารให้เป็นสากล สีเขียวหมายถึงอะไร สีแดงหมายถึงอะไร คนต่างชาติที่เดินทางมาจะได้เข้าใจได้ง่าย ทุกวันนี้ใครไปเที่ยวฝรั่งเศสก็พบว่า ป้ายสาธารณะของเขาอ่านและเข้าใจง่ายเพียงใด

แม้กระทั่งภาพยนตร์ The Da Vinci Code ที่ถ่ายทำในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ก็เป็นความชาญฉลาดของทางการฝรั่งเศส ที่วางแผนอนุญาตให้ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ เพื่อหวังโปรโมทสถานที่แห่งนี้ให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก จนปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีผู้เข้าชมปีละ 5 ล้านกว่าคน เกินครึ่งเดินทางมาจากทั่วโลก

ทั้งหมดนี้ไม่ได้มาจากการทำอีเวนต์ โรดโชว์แต่ประการใด แต่นี่คือตัวอย่างของการทำวิจัย และการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องยาวนานของทางการฝรั่งเศส ว่าจะมีวิธีการดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างไร จนทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเกือบร้อยล้านคนแล้ว ขณะที่ประเทศไทยปีนี้ได้ 13 ล้านคน ก็หืดขึ้นคอเต็มที ถามว่า ทุกวันนี้ททท.มีงานวิจัยเชิงคุณภาพอย่างไรมั่ง คนในททท.คงได้แต่ขำ ๆ

อย่างไรก็ตาม ได้อ่านวิสัยทัศน์ของผู้ว่าการททท.คนใหม่ นายสุรพล เศวตเศรนี ก็พอจะดีใจขึ้นมาบ้าง คุณสุรพลแถลงนโยบายว่าจะไม่เน้นแผนการดำเนินงานเดิม แต่จะเน้นวิสัยทัศน์ 4 ประเด็นหลัก คือ 1.การนำเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น เพราะอาศัยการโรดโชว์ หรือเทรดโชว์ เพียงอย่างเดียวคงจะไม่ได้ ต้องมีการนำเสนอข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น 2.สร้างการรับรู้ให้ไทยเป็นจุดหมายหลักของการท่องเที่ยว เน้นสร้างความผูกพัน และเน้นเรื่องของการสื่อสารทางความรู้สึกมากกว่า 3.สร้างเสริมสังคมเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ท่องเที่ยว ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ไม่ให้ถูกมองว่าทำลายสิ่งแวดล้อม และ 4.หนุนการบริหารข้อมูลในภาวะวิกฤตอย่างชัดเจน เพื่อให้การแก้ไขวิกฤตที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขโดยเร็ว

หวังว่าสิ่งที่คุณสุรพลแถลงไว้ น่าจะเป็นแนวทางที่ได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง ก่อนที่คำพูดเล่น ๆของคนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะเป็นจริง คำพูดที่ว่า “การมีหรือไม่มีททท. อาจจะไม่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าปีละ 1 ล้านล้านบาท  ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวก็มาเที่ยวเมืองไทยไม่แตกต่างกันมาก เพราะการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับเมืองไทย อาหารไทย สถานที่ต่าง ๆ ในเมืองไทยแพร่หลายอย่างรวดเร็วทางสื่อต่าง ๆ ”

อย่ามัวแต่จัดงานอีเวนท์ มาร์เก็ตติ้ง หรือโรดโชว์อยู่เลย ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังแล้วครับ

มติชน 22 พย. 2552

พฤศจิกายน 27 2009 10:13 am | สังคม-การเมือง

3 ความเห็น ต่อ “50 ปี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงที่ต้องเริ่มต้น”

  1. ป๋อง โป๊ยเซียน on 28 พ.ย. 2009 at 12:15 pm #

    เห็นด้วยกับการส่งเสริมระบบการเที่ยวด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัทนำเที่ยว

    เที่ยวแล้ว..อย่าลืมดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วยนะครับ

  2. คนคู่ on 02 ธ.ค. 2009 at 12:15 pm #

    เดินให้ช้าลง มองให้กว้างขึ้น แบบคนอายุ 50 ใช้ความอาวุโสเป็นภูมิคุ้มกันให้กับสิ่งแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม และคิดถึงลูกหลานบ้าง….แค่นี้ก็ยินดีนักแล้ว

  3. ปุ้ม on 12 ก.พ. 2010 at 11:51 am #

    เบื่อ ททท. เน้นแต่โฆษณา ให้คนไปเที่ยวเยอะ ๆ เป้าหมายแค่ทำรายได้ วัดผลแค่จากยอด arrival จัดอีเว้นท์ก็เน้นที่การขายสินค้า ไม่ใช่คุณภาพสินค้า ตั้งหน้าตั้งตาขายผัดไทยไปทั่วโลก

    สองปีก่อน ไปเที่ยวเกาะพีพี เรือสปีดโบ๊ทขับกันฉวัดเฉวี่ยน เรือหางยาวก็แออัด หางเสือหวิดเฉี่ยวหัวนักท่องเที่ยวที่กำลังดำน้ำดูปะการังอยู่

    ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม? วัด ตลาดน้ำ ? ก็แค่ขายคำว่าโบราณ ด้วยการติดป้ายสีน้ำตาล เขียนด้วย font หน้าตาเก่าหน่อย และใส่คำว่าโบราณไว้ท้ายสินค้า อย่างชาโบราณ กาแฟโบราณ ฯลฯ

Trackback URI | Comments RSS

ร่วมแสดงความคิดเห็น