ทำไมข่าววิทยาศาสตร์เป็นจุดอ่อนข่าวไทย

บทเรียนจากการรายงานข่าวทีมหมูป่าติดถ้ำหลวงนางนอน จังหวัดเชียงราย อันเป็นข่าวดังระดับโลกแห่งปี มีประเด็นที่น่าสนใจคือ เป็นการรายงานข่าวที่ครบทุกมิติของข่าว คือข่าวชีวิตผู้คนที่เฝ้ารอ ข่าวการเมือง การกู้ภัย ข่าวไสยศาสตร์ความเชื่อ และการรายงานข่าวที่ให้ความรู้กับประชาชน ทั้งด้านการแพทย์ ธรณีวิทยา อุทกศาสตร์ นิเวศวิทยา ซึ่งขอพูดรวม ๆ ว่าเป็นข่าววิทยาศาสตร์

ทีมข่าวไทยสามารถทำได้ดีในทุก ๆมิติ แต่สำหรับข่าววิทยาศาสตร์ สำนักข่าวไทยหลายแห่งพยายามทำออกมาได้ดีระดับหนึ่ง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสำนักข่าวยักษ์ใหญ่จากเมืองนอกที่มีพื้นฐาน ทำมานาน ความชำนาญและอุปกรณ์ครบเครื่อง จึงมีการเปรียบเทียบให้เห็นว่า การรายงานข่าวด้านวิทยาศาสตร์ของเรายังห่างไกลจากสำนักข่าวยักษ์ใหญ่

ด้านคุณภาพในการทำ infographic อาจจะสูสี แต่ด้านเนื้อหาและความเข้าใจเรื่องยาก ๆ ที่ทำให้ง่ายต่อการดูแล้ว หากดู infographic จากสำนักข่าวเมืองนอก อาทิ เรื่องสภาพภูมิประเทศของถ้ำตลอดระยะทางจากปากถ้ำไปถึงทีมหมูป่า หรือ วิธีการดำน้ำช่วยชีวิตเด็กออกมา จะเห็นได้ว่า ทำได้เข้าใจง่ายและชัดเจนกว่า จึงมีคนติดตามมหาศาล

Infographic เป็นคำตอบของการรายงานข่าวที่ต้องการย่อยข้อมูลยาก ๆ สลับซับซ้อน ให้เข้าใจง่าย ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญของคนทำเทคนิคและเนื้อหามาก

ต้องยอมรับความเป็นมืออาชีพของเมืองนอกที่ทำมานานแล้ว

ผู้เขียนพอสรุปสาเหตุว่า ทำไมการรายงานข่าววิทยาศาสตร์จึงเป็นจุดอ่อนของสำนักข่าวไทย

1. ที่ผ่านมานักข่าวไทยส่วนใหญ่มักมีความชำนาญมากในด้านข่าวการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวอาชญากรรม ข่าวกีฬา ข่าวบันเทิง และทำได้ดีมาก เรามีนักข่าวเก๋าๆที่รู้เรื่องเหล่านี้ดีมาก เพราะข่าวเหล่านี้ล้วนเป็นข่าวกระแสหลักมาโดยตลอด เป็นความต้องการของคนเสพข่าวอย่างพวกเราด้วย

ไม่แปลกที่พื้นที่ข่าวจึงเต็มไปด้วยข่าวประเภทนี้มากกว่าข่าวเชิงวิทยาศาสตร์ซึ่งต้องใช้ความรู้ ความเข้าใจมาก

2.  ที่ผ่านมาข่าวที่คนสนใจคือข่าวที่มีความขัดแย้งเป็นแกนของข่าว อาทิ ข่าวการเมือง นายกทะเลาะกับนักการเมือง ข่าวความขัดแย้งกับข่าวการอธิบายปรากฎการณ์ ข่าวความขัดแย้ง การแข่งขันในวงธุรกิจ ข่าวดาราทะเลาะกัน ข่าวชาวบ้านทะเลาะกับเทศกิจ ไปจนถึงข่าวฆาตกรรมก็เป็นคู่ขัดแย้ง ข่าวกีฬาก็เป็นคู่ขัดแย้งว่าใครจะชนะ บก.ข่าวที่เก่งจึงมีความชำนาญในการดึงความขัดแย้งขึ้นมา

แต่ข่าวเด็กติดถ้ำ ธรรมชาติข่าวไม่ได้มีความขัดแย้ง เป็นเรื่องการกู้ภัย เรื่องมนุษยธรรม .คนดูนอกจากอยากรู้การรายงานสถานการณ์แล้ว ยังสนใจการอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่าอาทิ ทำไมน้ำท่วม ทำไมเด็กออกมาไม่ได้ ลักษณะถ้ำเป็นอย่างไร

3. ที่ผ่านมาแม้นักข่าวจำนวนไม่น้อยมีความพยายามนำเสนอข่าวด้านวิทยาศาสตร์ หรือสิ่งแวดล้อม ที่ทำยากให้เข้าใจง่าย แต่ก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากเจ้าของสื่อหรือผู้บริหารสื่อแต่ละสำนัก เพราะเชื่อว่าข่าวแบบนี้ขายไม่ได้ หรือพูดง่าย ๆ คือ นโยบายของเจาของสำนักข่าวบ้านเรา ไม่เคยให้ความสนใจกับข่าวด้านนี้อย่างจริงจัง

4. ที่ผ่านมาเราจึงไม่ค่อยมีนักข่าวสายนี้ในวงการข่าว มากนัก เราแทบจะไม่เคยเห็นเด็กจบสายวิทยาศาสตร์หรือพวก เนิร์ด มาเป็นนักข่าวเลย ขณะที่เกือบทั้งหมดเป็นนักข่าวสายสังคมศาสตร์

5. พอเกิดเหตุเด็กติดถ้ำข่าวมีแง่มุมข่าวมากมาย ตั้งแต่ชีวิตการทำงานของผู้คน และการอธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอันหลังต้องใช้ความเข้าใจและค่อนข้างยากเพราะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ อาทิ ธรณี อุทกศาสตร์ ภูมิศาสตร์ แพทย์ ฯลฯ

6. สำนักข่าวหลายแห่งพยายามเสนอข่าวอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นแบบวิทยาศาสตร์ แต่อาจจะไม่ได้มีความชำนาญมาก่อน และต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจมากในเวลาจำกัด จึงทำข่าวได้ดีในระดับหนึ่ง ขณะที่สื่อส่วนใหญ่ละเลยข่าวด้านนี้ไปเลย เพราะทำยากเกินไป

7. เมื่อสื่อระดับโลกที่มีความชำนาญในการทำข่าววิทยาศาสตร์มานาน มาทำข่าวนี้ เราจึงเห็นการอธิบายเรื่องวิทยาศาสตร์ในถ้ำมากมายบนสื่อต่างประเทศ และได้รับความสนใจจากคนจำนวนมาก

8. เจ้าของสื่อและผู้บริหารสื่ออาจจะต้องพิจารณาให้ดีว่าในอนาคต จะมีเป้าหมายในการลงทุนการทำข่าวประเภทนี้หรือไม่ เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้พิสูจน์ได้ว่า มีคนสนใจ เรทติ้งมี และสร้างความน่าเชื่อถือกับข่าวแบบนี้ได้ดี

9. เชื่อว่านักข่าวพร้อมอยากรายงานข่าววิทยาศาสตร์ให้ได้ดี. คนดูพร้อมดู แต่ผู้บริหารสื่อมีวิสัยทัศน์พอหรือไม่ในการเสนอข่าวทำนองนี้ ซึ่งสร้างความแตกต่างได้มาก แต่ต้องลงทุน หาคนด้านนี้ คนทำกราฟิกเก่งๆ มีฝ่ายวิจัยฝ่ายข้อมูลที่พร้อมจะป้อนให้นักข่าวและคนทำ

อย่างไรก็ตาม จากบทเรียนการรายงานข่าวครั้งนี้ ผู้บริหารสำนักข่าวหลายแห่งที่ตีโจทย์แตก และทำมานานแล้ว มีการนำเสนอ infographic อธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ ของน้ำท่วม ความลึกของถ้ำ สรีระร่างกายเด็ก ฯลฯ จึงได้เปรียบกว่าหลายสื่อที่ยังรายงานข่าวในบริบทเดิมๆ

ในอนาคต ข่าวการอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆอย่างง่ายๆ หรือข่าววิทยาศาสตร์ จะมีความสำคัญไม่ต่างจากข่าวความขัดแย้งของผู้คน

วันชัย ตัน
กรุงเทพธุรกิจ 16 สิงหาคม 2561

Comments

  1. ชวลิต สุนทรสุข

    ผมดีใจที่สามารส่งข้อความนี้ถึงผูบริหารไทยพีบีเอสได้โดยตรง และได้อ่านบทความของคุณวันชัยว่า
    ทำไมข่าววิทยาศาสตร์เป็นจุดอ่อนข่าวไทย เพราะคนทำสื่อไม่มีพื้นความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะด้านการเกษตร
    นี่จึงเป็นสาเหตุของการสร้างกระแสเกษตรอินทรีย์ ต่อต้านสารเคมี รวามถึงการทำสาระคดีการเกษตรก็ถูกบิดเบื่อนไปด้วยความไม่ได้ตั้งใจเพราะความไม่รู้จริงด้ารการเกษตรและเรื่องของเคมี ผมจึงพบความผิดพลาดในการนำเสนอบอมความทางการเกษตรของช่องไทยพีบีเอส และได้พยายาม ส่งทั้งอีเมลและไลน์เตือนไปหลายครั้งแต่ได้รับคำตอบมาครั้งแรกครั้งเดียวว่าขอบคุณที่แนะนำแล้วจะไปปรับปรุง จากนั้นเมื่อเจอการนำเสนอผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมจึงเริ่ใช้คำรุนแรงต่อว่าเพื่อกระตุ้นให้ตอบหรือติดต่อมาคุยกันแต่ก็เงียบ
    นีคือข้อความที่ผมเคยส่งไปทั้งทางอีเมลและทางไลน์ เพื่ออธิบายเรื่องความเข้าใจผิดเรื่องสารเคมีเกษคร ปุ๋ยเคมี ยากำจัดโรคพืช วัชพืชแมลงและสัตว์ศัตรูพืช ว่ามันคืออะไร ทีมาที่ไป และความเป็นพิษของสารเคมี กรุณาค่อยๆอ่าน แล้วไม่เข้าใจ สงใสก็ติดต่อกลับมาคุยกันได้นะครับ
    เรื่องการเกษตร มันเป็นวิทยาศาสตร์นะครับ ทุกอย่างมีองค์ประกอบทางเคมี แม้แต่ชีวิตเลือดเนื้อคนเราเอง เลือดก็ต้องการธาติเหล็ก Fe คนเราก็ต้องไม่ขาดน้ำ H2O พืชก็เช่นกัน ต้องการธาติอาหารพืชทั้ง17ธาตุ(ในอคีตสมัยผมเรียนป.ตรีเกษตร มันแค่16ธาตุ ตอนหลังนักเกษตรค้นพบว่ามีอีก1ธาตุคือนิเกิลNi) นอกจากนี้ยังพบว่ามีธาตุอื่นที่ไม่ได้เป็นธาตุอาหารโดยตรง แต่มีความเกี่ยวข้องทางเคมีโดยอ้อมอีกเช่น โซเดียม (Na), อะลูมิเนียม (Al), แวนาเดียม (Va), ซิลิเนียม (Se), ซิลิกอน (Si) เช่นNa ไม่ได้เป็นธาตุอาหารพืช แต่ไปเกี่ยวข้องกับการละลายของKที่พืชต้องการมาใช้มาก คนโบราญจะใช้เกลื่อใส่โคนต้นมะพร้าวให้ออกลูก เพราะเกลือ NaCl เมื่อใส่ลงดิน Na จะไปทำปฏิกิริยาทางเคมีไล่ที่Kที่มีอยู่ในดินแต่ไม่สามารถละลายเป็นอาหารพืชได้เพราะถูกตรึงด้วยอนุภาคClayทำให้ไม่ปลดปล่อยเป็นอาหารพืชได้ เมื่อNa เข้าไปแทนที่K ในดิน Kจึงสามารถละลายออกมาเป็นอาหารพืชได้ แต่ถ้าใส่เกลือลงในดินมากเกินไป ก็จะกลายเป็นดินเค็มจนพืชหลายชนิดไม่สามารถเติบโตได้อย่างปกติ ทุกอย่างของการเกษตรสามารถพิสูจน์ได้ในทางการค้นคว้าทดลองทางวิทยศาสตร์ ซึ่งบางเรื่องก็ต้องใช่เวลาในการพิสูจน์ เพราะปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้จะมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อม พืชต้องการความสมดุลย์ของธาติอาหาร ถ้าในดินมีธาติบางตัวมากเกินไปก็กลายเป็นพิษกับพืชได้ หรือไปยับยั้งการละลายตัวของธาติอาหารตัวอื่นไม่ให้พืชรากพืชดูดกินได้ เช่นเดียวกัน คนต้องกินเกลือNaCl ในปริมาณหนึ่ง แต่ถ้ากินมากเกินไป เกลือก็จะไปทำลายไตให้ไตวายตายได้ เรื่องการเกษตรต้องพิสูจน์ได้เชิงวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถใช้กระแสต่อต้านเคมีมาพิสูจน์ได้ เรื่องนี้ต้องคุยกันนาน อย่าเพิ่งใช้อารมณ์ตามกระแสนะเพื่อน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งร.๙ท่านให้ความสำคัญเรื่องการเกษตรและท่านใช้คนที่รู้จริงเฉพาะทางให้ทำหน้าที่ในสิ่งที่รู้จริงพิสูจน์ได้โดยการค้นคว้าทดลองทางวิทยาศาสตร์ จึงเป็นที่มาของโครงการณ์ต่างๆมากมายทางด้านการเกษตร ซึ่งต้องศึกษากันในระยะยาวๆ ไม่ใช่ตามกระแสกันในระยะสั้นๆ

    สารเคมีที่นำมาใช้ปราบศัตรูพืชก็เช่นกัน หลายชนิดใช้ได้กับคนและสัตว์แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เช่น S กำมะถัน เป็นได้ทั้งธาตุอาหารพืช ใช้เป้นยากำจัดราแป้ง และใช้กำจัดไรศัตรูพืช ทองแดงก็เช่นกัน เป็นธาตุอาหารพืช สารประกอบทองแดงเช่น Copper hydroxide, Copper chloride, Copper oxychloride สามารถใช้ปราบโรคพืชที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas citri ที่ทำให้พืชตระกูลส้มและมะนาวเป็นโรคแคงเกอร์หรือโรคขี้กลาก ทำให้ใบส้ม ผล ยอด กิ่งก้านเป็นตุ่มๆนูนๆสีน้ำตาล
    ยาเบือหนูwafarin ที่ใช้กันทั้งตามบ้านและการเกษตร ในคนแพทย์เอามาใช้เป็นยาละลายลิ่มเลือดรักษาอาการเส้นเลือดอุดตัน แต่ต้องใช้ในปริมาณdoseที่อยู่ในการควบคุมได้
    สารกลุ่มavermectinที่เกิดจากการหมักของเชื้อจุลินทรีย์ เป็นToxin ที่จุลินทรีย์สร้างขึ้นมาปกป้องตัวเอง เช่นเดียวกันกับ เห็ดพิษที่คนกินตาย หรือเชื้อราPenicilium sp.ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เอามาใช้เป็นยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อโรคแบคที่เรียในคน สารกลุ่มavermectinที่กล่าวไปแล้วใช้เป็นยาฆ่าหนอนในพืช และใช้เป็นยาถ่ายพยาธิในสัตว์ สารพิษจากเห็ดที่คนกินแล้วตาย สามารถนำมาเป็นยากำจัดโรคราพืชได้หลายโรค และปัจจุบันขายกันอยู่ในวงการเกษตรทั่วโลก
    Botox ซึ่งหมอเอามาฉีดให้สาวๆหน้าตึง มันคือสารพิษจากเชื้อClostidium botulinum ซึ่งพบในอาหารกระป๋องหรือหน่อไม้ปี๊บที่ทำไม่สะอาดพอทำให้เชื้อนี้เติบโตได้โดยสภาพที่ไม่มีOxigen คนกินเข้าไปก็เจ็บตายกันให้เห็นอยู่บ่อยๆ
    จะเห็นว่าเคมีมันมีอยู่ตามธรรมชาติทั่วไปอยู่แล้วแต่มนุษย์ต้องรู้จักมันให้มากพอว่าใช้อย่างไรแค่ไหน มีพิษต่อคนมากน้อยอย่างไร
    แล้วคนไม่รู้จริงรังเกียจอะไรนักหนากับคำว่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชซึ่งจริงๆแล้วกว่าจะออกมาผลิตจำหน่ายกันได้ก็ต้องศึกษาทางพิษวิทยาToxicology เช่นเดียวกันกับยาที่ใช้ในคนเหมือนกัน เรื่องนี้มีรายละเอียดอีกมากมายซึ่งต้องใช้ความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.