อะบอริจินกับความกล้าหาญของนักการเมือง

นาน ๆจะเห็นผู้นำประเทศแสดงความกล้าหาญโดยการออกมากล่าวคำขอโทษประชาชนสักครั้ง

นายเควิน รัตต์ วัย 50 ปี ว่าที่นายกรัฐมนตรีของประเทศออสเตรเลียแห่งพรรคแรงงาน ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลได้เตรียมคำขอโทษอย่างเป็นทางการต่อชนพื้นเมืองอะบอริจิน เจ้าของแผ่นดินออสเตรเลียตัวจริง สำหรับการกดขี่ข่มเหง การเอารัดเอาเปรียบของชาวผิวขาวที่มีต่อชาวอะบอริจินมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษ

ลองมาทำความรู้จักประวัติศาสตร์แสนเศร้าของชนพื้นเมืองนี้เสียก่อน


หลายคนอาจจะไม่คุ้นหูกับคำว่าอะบอริจิน  แต่อาจจะรู้จักอาวุธโบราณชนิดหนึ่งที่เรียกว่า บูมเมอแรง อาวุธล่าสัตว์ทำด้วยไม้ของชนกลุ่มนี้ เวลาขว้างออกไปแล้วจะหมุนกลับมาได้เอง

ชาวอะบอริจินอพยพมาจากทวีปเอเชียมาตั้งรกรากอยู่ในทวีปออสเตรเลียเมื่อประมาณ 40,000 หมื่นปีก่อน ชาวพื้นเมืองเหล่านี้มีผมดำ ผิวคล้ำ ตาลึก โหนกคิ้วสูง จมูกกว้าง ริมผีปากหนา และผมหยิกเป็นฝอยเหมือนขนแกะ หรือผมเหยียดตรง พวกเขาอยู่อาศัยในดินแดนแห่งนี้ด้วยความสงบสุขมาช้านาน ก่อนที่คนผิวขาวจากยุโรป ส่วนใหญ่เป็นนักโทษอุกฉกรรจ์จากอังกฤษ หรือบรรดานักล่าปลาวาฬ นักล่าแมวน้ำ จะมาเยือนทวีปเป็นครั้งแรกเมื่อสองสามร้อยปีก่อน

พอขึ้นฝั่งได้ไม่นาน คนผิวขาวที่คิดว่าตัวเองเป็นเชื้อชาติสูงส่ง มีอารยะเหนือกว่าผิวอื่น ก็พากันสังหาร ปล้นฆ่า ข่มขืน คนพื้นเมืองเป็นว่าเล่น มีบันทึกเล่าว่า

พวกนักล่าแมวน้ำลักขโมยผู้หญิงและฆ่าสามีหรือพ่อแม่จนหมด และนำตัวมาอยู่ในเรือเพื่อบำเรอความใคร่และเป็นทาสแรงงานสารพัดในเรือ และยังต้องดำน้ำจับหอยเป๋าฮื้อและกุ้งลอปสเตอร์ให้กิน หากใครขัดขืนจะถูกยิงทิ้งเอาศพโยนลงทะเลทันที

ผู้หญิงบางคนถูกเผาทั้งเป็น บางคนถูกให้นำหัวสามีของเธอที่เพิ่งถูกตัดมาร้อยเชือกแขวนคอ

พอคนผิวขาวอพยพมามากขึ้นเรื่อย ๆ ทางการอังกฤษได้ออกกฎหมายว่า คนผิวขาวมีสิทธิในการไล่ฆ่าชาวพื้นเมืองได้โดยไม่ผิดกฎหมาย บรรดาคนขาวจึงขี่ม้าเอาปืนไล่ยิงชาวอะบอริจินเป็นว่าเล่น ไม่ต่างอะไรจากการล่าสัตว์ บางทีก็วางกับดักเหล็กมาวางดักคนเหล่านี้ในป่า ใส่ยาพิษในอาหารแล้วนำไปวางล่อ

ถ้าสามารถจับตัวได้เป็นๆ พวกผู้ชายจะถูกตัดอวัยวะเพศแล้วปล่อยให้วิ่งไปตายด้วยความเจ็บปวด ส่วนผู้หญิงก็จับมาข่มขืนแล้วทุบหัวทิ้ง บางครั้งก็นำศพมาเป็นอาหารเลี้ยงสุนัข

การสังหารหมู่ทีละ 20-30 คนไม่ใช่เรื่องผิดปกติ พรานยุโรปบางคนก็ต้อนเอาอะบอริจินหลายสิบคนมาอยู่ในลานกลางแจ้ง และล้อมยิงตายด้วยความเมามัน

บางคนโชคดีหน่อยถูกคณะละครสัตว์จับตัวไปอยู่ในกรงขัง ตระเวนแสดงเป็นตัวประหลาดให้คนในยุโรปได้เห็นไม่ต่างอะไรจากสัตว์ป่าจากแอฟริกา

นอกจากนั้นมีการตั้งค่าหัวให้คนผิวขาวรายใดก็แล้วแต่ที่สามารถจับหรือขโมยชาวอะบอริจินเป็นๆ ได้ ในราคา 5 ปอนด์สำหรับผู้ใหญ่ และ 2 ปอนด์สำหรับเด็กๆเพื่อนำไปขายเป็นทาสให้กับคนผิวขาว จนกลายเป็นชื่อเรียกคนเหล่านี้ว่า “คนรุ่นถูกขโมย”

 เพียงระยะเวลาไม่ถึงร้อยปี ชาวอะบอริจินในเกาะแทสมาเนีย เกาะแห่งหนึ่งในทวีปออสเตรเลีย มีประมาณ 5,000 คน ได้ลดลงเหลือไม่ถึง 80 คน ขณะที่ชาวอะบอริจินในออสเตรเลียประมาณ 300,000 คน ได้เหลืออยู่เพียงไม่กี่หมื่นคน ส่วนใหญ่หิวโหย สิ้นหวังและติดโรคจากคนขาว จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2419 ทรูกานีนีหญิงอะบอริจินสายพันธุ์แท้คนสุดท้ายก็ตรอมใจตาย ส่วนชาวอะบอริจินในปัจจุบันก็คือลูกผสมระหว่างคนขาวกับชาวพื้นเมือง

คนผิวขาวในออสเตรเลียประสบความสำเร็จในการไล่ล่าชาวพื้นเมืองพันธุ์แท้ ๆ จนสูญหายไปจากโลกนี้ ไม่ต่างจากการสูญพันธุ์ของเนื้อสมัน

ผู้เขียนเคยไปเห็นสภาพของชาวอะบอริจินในเกาะแทสมาเนีย ส่วนใหญ่ยากจน สกปรก ไม่มีการศึกษา ติดเหล้า ไม่มีความหวังใด ๆในชีวิต ไม่ต่างจากคนเร่ร่อนตามท้องสนามหลวง

หลายปีที่ผ่านมา นายจอห์น โฮเวิร์ด อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เพื่อนร่วมอุดมการณ์กับนายจอร์จบุช จนได้ฉายาว่า ผู้ช่วยนายอำเภอ ได้ปฏิเสธที่จะกล่าวคำขอโทษต่อชาวอะบอริจิน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกบรรดาคนขาวลักขโมยไปเป็นทาสแรงงาน จนกลายเป็นที่รู้จักกันในชื่อที่เรียกว่า “คนรุ่นถูกขโมย” ด้วยเหตุผลว่า

เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นนานนับร้อยปีแล้ว และจะทำให้รัฐบาลต้องจ่ายเงินชดเชยเป็นจำนวนมหาศาล

แต่นายรัดด์ ได้ให้สัญญาว่าจะกล่าวคำขอโทษต่อชนเผ่าพื้นเมืองอะบอริจินในรัฐบาลใหม่โดยเร็ว จากโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นในอดีต

เขาบอกว่า เนื้อหาของการขอโทษนี้จะเป็นการขอโทษอย่างแท้จริง และมีความหมายสำคัญอย่างมากต่อชนเผ่าอะบอริจินที่จะได้รับความถูกต้องและการชดเชยอย่างเป็นธรรม

“เราจะทำเช่นนั้นเพื่อสร้างสะพานจากนั้นคุณสามารถใช้สะพานนั้นเริ่มทำบางสิ่งที่เหมาะสม เช่นปิดช่องว่างความแตกต่างระหว่างชนเผ่าพื้นเมืองอะบอริจิน และชาวออสเตรเลีย ผมไม่ได้สร้างภาพเพื่อผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น”

ต้องดูกันต่อไปว่า นักการเมืองผู้นี้จะเป็นนักสร้างภาพหรือสนใจในปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง

แต่อย่างน้อยต้องชื่นชมความกล้าหาญของเขา ที่ออกมาขอโทษพลเมืองชั้นต่ำในประเทศได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ หรือกลัวว่าคะแนนนิยมในหมู่คนขาวจะหดหายไป

ส่วนนักการเมืองไทยทุกพรรค ทุกสมัยที่ผ่านมา ไม่มีสักครั้งที่จะได้ยินคำว่า ขอโทษ ประชาชน จากผู้แทนเหล่านี้เลย

หรือเราจะเลือกนักการเมือง ที่กล้าพอจะเอ่ยคำว่า ขอโทษ กับความผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมา
 

………………………………………………

ก่อนจบขอฝากบทกวีของเด็กชายผิวดำแห่งแอฟริกา ที่ได้รางวัลยอดเยี่ยมจากสหประชาชาติประจำปี 2006 มาสะกิดใจเล่น

เมื่อผมเกิด ผมผิวดำ

เมื่อผมโตขึ้น ผมก็ยังผิวดำอยู่

เมื่อผมอยู่ใต้แสงแดด ผมก็คงยังผิวดำ

เมื่อผมกลัว ผมก็ผิวดำ

เมื่อผมป่วย ผมก็ยังผิวดำ

และเมื่อผมตาย ผมก็ยังคงผิวดำ

และคุณ…เพื่อนมนุษย์ผิวขาว

เมื่อแรกเกิด คุณมีผิวสีชมพู

เมื่อคุณโตขึ้น คุณมีผิวสีขาว

เมื่อคุณอยู่ใต้แสงแดด คุณมีผิวสีแดง

เมื่อคุณหนาว คุณมีผิวสีน้ำเงิน

เมื่อคุณกลัว คุณมีผิวสีเหลือง

เมื่อคุณป่วย คุณมีผิวสีเขียว

เมื่อคุณตาย คุณมีผิวสีเทา

และคุณเรียกผมว่า คนผิวสี??
 

Comments

  1. คนคู่

    เป็นบทกวีที่ยอดเยี่ยมจริงๆ สำหรับเมืองไทย ดินแดนที่ไม่มีปัญหาสีผิว ก็อาจกล่าวได้ว่า แนวโน้มความกล้าหาญของข้าราชการ กับ ความจริงใจของนักการเมืองก็เหมือนกับอัตราส่วนของชาวอะบอริจินในปัจจุบัน

  2. 1234

    เหมือนหนังเรื่องนี้เลย Australia.2008 แต่พวกล่าอนานิคมนี่ก็ป่าเถื่อนมากเนอะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.