การเมืองเป็นมายา ปากท้องเป็นของจริง

posters

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งของทางราชการพาดหัวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งทำให้คนจำนวนมากซี้ดปากเป็นแถวด้วยความอึ้ง พร้อมกับรำพึงออกมาว่า “นายแน่มาก”

เมื่ออ่านดูแล้วสามารถสะท้อนวิธีคิดอย่างชัดเจนของข้าราชการผู้ใหญ่หลายคน ที่ยังมีแนวคิดแบบเจ้าขุนมูลนายว่า กูคือความถูกต้อง กูคืออำนาจที่จะชี้เป็นชี้ตายให้ใครกินอะไรก็ได้ ประชาชนคือวัวควายที่คิดไม่เป็น ไม่จำเป็นต้องฟังเสียงของคนเหล่านี้ โดยใช้ประกาศกฎกระทรวงเป็นเครื่องมือในการควบคุมอำนาจ

ก่อนวันวาเลนไทน์ไม่กี่วัน คนเหล่านี้ก็ออกประกาศให้ชาวบ้าน คนเดินดินได้รับทราบว่า บรรดาพริก สะเดา ขิงข่า ตะไคร้หอม คื่นฉ่าย ฯลฯ ทั้งหมด 13 ชนิด ที่คนทั้งประเทศกินกันมานานหลายชั่วอายุคน เป็นวัตถุอันตราย

โอ พระเจ้าจอร์จ คิดได้อย่างไร

อีกหน่อยไปซื้อพริกถุงหนึ่ง คงมีรูปกะโหลกไขว้ปะเอาไว้เตือนสติว่า พริกเป็นวัตถุอันตรายไม่ต่างจากไปซื้อยาฆ่าแมลง

ผู้มีอำนาจเหล่านี้ ได้ประดิษฐ์ภาษาอันทรงอำนาจดังนี้ว่า “…โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคสอง และมาตรา 18 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 โดยดำเนินการตามข้อเสนอของกรมวิชาการเกษตร และความเห็นชอบของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้ประกาศให้พืชสมุนไพรซึ่งใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชรวม 13 ชนิด ได้แก่ สะเดา ตะไคร้หอม ขมิ้นชัน ขิง ข่า ดาวเรือง สาบเสือ กากเมล็ดชา พริก คื่นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายหยาก เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 1

ความหมายของคำว่าวัตถุอันตรายประเภทที่ 1 คือว่า ผู้ใดที่ผลิต หรือปลูก หรือมีไว้ในครอบครอง ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงอย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บรรดาพ่อค้า แม่ค้าที่ขายพืชสมุนไพรเหล่านี้ จะต้องแจ้งให้พนักงานกรมวิชาการเกษตรทราบ และกรอกแบบฟอร์มอย่างเคร่งครัด

ข้าราชการกรมวิชาการเกษตรในพศ.นี้ กำลังประกาศว่า พืช สมุนไพรเหล่านี้ที่คนไทยกินกันมาชั่วนาตาปี เป็นวัตถุอันตราย (เจอที่ไหนให้หนีห่าง หรือเรียกเจ้าหน้าที่มาปราบให้สิ้นซาก)

อันที่จริงเป็นที่ทราบกันดีว่า พืชทั้ง 13 ชนิดนั้น นอกจากเป็นอาหาร ใช้เป็นสมุนไพรแล้ว ชาวบ้านยังนิยมมาใช้แทนยาฆ่าแมลง เพราะพืชเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยกำจัดศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ราคาถูก และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นับวันจะได้รับความนิยมในหมู่เกษตรกรรายย่อยเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่ประกาศกฎกระทรวงฉบับนี้ของกรมวิชาการเกษตรดูเหมือนตั้งใจออกมาเพื่อคุมกำเนิดพืชเหล่านี้เป็นการเฉพาะ ใครมีไว้ในครอบครอง ต้องกรอกแบบฟอร์มของทางการอย่างเคร่งครัด ทำให้การนำพืชเหล่านี้ไปใช้กำจัดศัตรูพืช โรคพืชหรือวัชพืชมีความลำบาก ยากเย็น สลับซับซ้อนมากขึ้น

อันที่จริงต้องเข้าใจว่ากรมวิชาการเกษตรยุคใหม่ ถูกครอบงำจากบรรดานักการเมือง หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่สยบให้กับบริษัทข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการผลิตปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และพืชจีเอ็มโอ

ขณะที่ทิศทางการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน ให้น้ำหนักและส่งเสริมการทำเกษตรธรรมชาติ และเกษตรกรรมแบบอินทรีย์ที่ไม่พึ่งสารเคมีไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลงหรือยาฆ่าหญ้า แต่ผู้ใหญ่ในกรมวิชาการเกษตรบางคนกลับเป็นเนื้อแท้เดียวกับบรรดาบิ๊ก ๆของบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ ซึ่งเป็นธุรกิจทำรายได้มหาศาลปีละนับแสนล้านบาท

แน่นอนว่าหากเกษตรกรรมธรรมชาติขยายตัวมากขึ้น ซึ่งมีการประเมินว่า เกษตรกรไทยร้อยละ 25 เริ่มสนใจแนวทางนี้ มีการรวมตัวกันส่งเสริมให้ใช้สมุนไพรแทนยาฆ่าแมลงหรือปุ๋ยเคมีมากขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย ย่อมส่งผลให้ความนิยมในการใช้สารเคมีน้อยลง ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งนั้นหมายถึงผลประโยชน์มหาศาลของบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ที่ต้องสูญเสียไป

ผลประโยชน์มหาศาลคงพอจะทำให้ข้าราชการผู้ใหญ่บางคนหลับหูหลับตากล้าใช้อำนาจออกประกาศกฎกระทรวงที่ทำร้ายน้ำใจพี่น้องคนไทยทั้งประเทศถึงเพียงนี้ โดยไม่เคยฟังเสียงสะท้อนหรือถามความเห็นของประชาชนเลย ทั้ง ๆที่ประกาศกฎกระทรวงมีผลถึงคนไทยทุกครัวเรือนที่กินพริก กินสะเดา กินขิง กินข่าอย่างแน่นอน

แต่คนไทยพศ.นี้ไม่ได้กินแกลบอีกต่อไป

เมื่อมีคนจำนวนมากออกมาประท้วง มีการขนพริกมาเททิ้งประจานผู้รับผิดชอบ ทางอธิบดีกรมวิชาการเกษตรก็ออกมาพูดอ้อมแอ้มว่า ไม่รู้เรื่อง เพิ่งมารับตำแหน่ง

ลาออกจากราชการไปเถอะครับ จะได้สบายใจกันทุกฝ่ายไม่มีใครเชื่อหรอกว่า ระดับอธิบดีไม่รู้เห็นกับกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนทั้งประเทศ

ประกาศกฎกระทรวงครั้งนี้ ว่าไปแล้วเป็นการสะท้อนสงครามระหว่าง บริษัทข้ามชาติที่ต้องการส่งเสริมการเกษตรแบบใช้สารเคมี โดยมีนักการเมืองและข้าราชการผู้กุมอำนาจทางกฎหมายเป็นเครื่องมือ กับฝ่ายประชาชนจำนวนมากทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงที่สนใจการทำเกษตรอินทรีย์และนับวันจะแพร่หลายมากขึ้น

ไม่แน่ครับ สงครามครั้งนี้ อาจทำให้เกิดความสมานฉันท์ระหว่างประชาชนทั้งสองสี หันหน้ามาจับมือกันชั่วคราว ร่วมกันต่อกรกับข้าราชการ นักการเมืองและบริษัทข้ามชาติ ต่อสู้เพื่อปากท้องของพวกเขาเอง แล้วจะรู้ว่า

การเมืองเป็นมายา ปากท้องเป็นของจริง

Comments

  1. คนคู่

    เป็นเรื่องเหลือเชื่อเรื่องหนึ่งจริงๆ กับวิธีคิดของผู้มีอำนาจของไทย ยิ่งเมื่อฟังเหตุผลของการออกกฎหมายแล้วยิ่งไปกันใหญ่ เพียงแค่ต้องการควบคุมคุณภาพ ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ถึงกับออกกฎที่ตัดรากภูมิปัญญาเพื่อต่อยอดทุนนิยม อะไรมันจะซับซ้อนขนาดนั้น…

  2. jiraprapha

    ถ้าหากเรื่องการกินของคนอื่น “เขา”
    ส่งกระทบต่อการเป็นอยู่ของมัน
    ไม่ว่าอย่างไร…คนเราก็ต้องการทะเยอทะยานสูงขึ้นไปอีกเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากการระเเคะระคายอะไรสักอย่าง

  3. คนไทย

    เวรกรรมจริง ๆ ที่เกิดมาร่วมชาติกับนักการเมืองและข้าราชการพวกนี้ สมองก็ไม่มี ความละอายก็ไม่ปรากฎ อ่านแล้วอยากเอาสมุนไพรมีพิษทั้งหลายนั่นสาดเข้าให้ ดูดิว่าถึงตายป่ะ? แต่เห็นว่าทำไปก็รังแต่จะเสียทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่า มีราคากว่าคนประเภทนี้

  4. คนไทย

    ขอให้ผู้เกี่ยวข้องในการทำเลวครั้งนี้ได้รับผลกรรมด้วยเถิด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.