บทความ

  • รวบรวมโดย : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ / วิรพา อังกูรทัศนียรัตน์ / ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ ก่อนวิวัฒนาการของดาร์วิน ราว ๓๔๓ ปีก่อน ค.ศ. อริสโตเติลเขียนหนังสือชื่อ History of Animals เสนอแนวคิด “บันไดของธรรมชาติ” (ladder of life) โดยจัดอันดับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายตามลำดับความซับซ้อน อันเป็นฐานของการจำแนกประเภทหรืออนุกรมวิธาน (taxonomy) ๑๖๖๕ โรเบิร์ต ฮุก นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ค้นพบหน่วยชีวิตที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ที่สุดของสิ่งมีชีวิต เรียกว่า “เซลล์” (cell) แต่ละเซลล์มีหน้าที่เฉพาะและทำงานร่วมกันเพื่อให้สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ได้ ๑๘๐๙ - ๑๒ กุมภาพันธ์ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เกิดในชรูว์สเบอรี (Shrewsbury) ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรคนที่ ๕ ของนายแพทย์โรเบิร์ต ดาร์วิน และนางซูซานนาห์ เวดจ์วูด - ฌอง-บาตีสต์ เดอ ลามาร์ก นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส ตีพิมพ์หนังสือ Philosophie Zoologique เสนอแนวคิดว่า สปีชีส์ต่างๆ มีวิวัฒนาการโดยการสืบทอดลักษณะที่ได้รับมาภายหลัง (acquired characteristics) ๑๘๑๘ ดาร์วินเข้าโรงเรียนกินนอนในชรูว์สเบอรี เป็นเวลา ๗ ปี เริ่มชอบสะสมซากแมลง เปลือกหอย ไข่นก เหรียญต่างๆ และหินแปลกๆ เขาเล่าภายหลังว่า การสะสมสิ่งเหล่านี้คือการเตรียมตัวเป็น นักธรรมชาติวิทยาในเวลาต่อมา ๑๘๒๕ ดาร์วินสอบเข้าเรียนด้านการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระตามความปรารถนาของบิดา ๑๘๒๗ เรียนแพทย์ได้ ๒ ปี ดาร์วินรู้ตัวว่าไม่ชอบ เคยหนีเรียนวิชาผ่าศพ บิดาจึงส่งเขาเข้าเรียนทางศาสนาที่ไครสต์คอลเลจแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ด้วยหวังจะให้ดาร์วินบวชเป็นบาทหลวงในอนาคต ๑๘๒๘ ดาร์วินเริ่มสนใจวิชาด้านกีฏวิทยาอย่างมาก สะสมแมลงเต่าทอง พร้อมกับเข้าเรียนวิชาพฤกษศาสตร์และธรณีวิทยา    ๑๘๓๑ - จบการศึกษาระดับปริญญาตรีโดยไม่ได้รับเกียรตินิยม และทำงานวิจัยในเคมบริดจ์เป็นเวลา ๒ เทอม...

    ย่อโลกวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน

    รวบรวมโดย : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ / วิรพา อังกูรทัศนียรัตน์ / ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ ก่อนวิวัฒนาการของดาร์วิน ราว ๓๔๓ ปีก่อน ค.ศ. อริสโตเติลเขียนหนังสือชื่อ History of Animals เสนอแนวคิด “บันไดของธรรมชาติ” (ladder of life) โดยจัดอันดับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายตามลำดับความซับซ้อน อันเป็นฐานของการจำแนกประเภทหรืออนุกรมวิธาน (taxonomy) ๑๖๖๕ โรเบิร์ต ฮุก นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ค้นพบหน่วยชีวิตที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ที่สุดของสิ่งมีชีวิต เรียกว่า “เซลล์” (cell) แต่ละเซลล์มีหน้าที่เฉพาะและทำงานร่วมกันเพื่อให้สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ได้ ๑๘๐๙ – ๑๒ กุมภาพันธ์ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เกิดในชรูว์สเบอรี (Shrewsbury) ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรคนที่ ๕ ของนายแพทย์โรเบิร์ต ดาร์วิน และนางซูซานนาห์ เวดจ์วูด – ฌอง-บาตีสต์ เดอ ลามาร์ก นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส ตีพิมพ์หนังสือ Philosophie Zoologique เสนอแนวคิดว่า สปีชีส์ต่างๆ มีวิวัฒนาการโดยการสืบทอดลักษณะที่ได้รับมาภายหลัง (acquired characteristics) ๑๘๑๘ ดาร์วินเข้าโรงเรียนกินนอนในชรูว์สเบอรี เป็นเวลา ๗ ปี เริ่มชอบสะสมซากแมลง เปลือกหอย ไข่นก เหรียญต่างๆ และหินแปลกๆ เขาเล่าภายหลังว่า การสะสมสิ่งเหล่านี้คือการเตรียมตัวเป็น นักธรรมชาติวิทยาในเวลาต่อมา ๑๘๒๕ ดาร์วินสอบเข้าเรียนด้านการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระตามความปรารถนาของบิดา ๑๘๒๗ เรียนแพทย์ได้ ๒ ปี ดาร์วินรู้ตัวว่าไม่ชอบ เคยหนีเรียนวิชาผ่าศพ บิดาจึงส่งเขาเข้าเรียนทางศาสนาที่ไครสต์คอลเลจแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ด้วยหวังจะให้ดาร์วินบวชเป็นบาทหลวงในอนาคต ๑๘๒๘ ดาร์วินเริ่มสนใจวิชาด้านกีฏวิทยาอย่างมาก สะสมแมลงเต่าทอง พร้อมกับเข้าเรียนวิชาพฤกษศาสตร์และธรณีวิทยา    ๑๘๓๑ – จบการศึกษาระดับปริญญาตรีโดยไม่ได้รับเกียรตินิยม และทำงานวิจัยในเคมบริดจ์เป็นเวลา ๒ เทอม…

  • เช้าวันศุกร์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ สนามบินทั้งสองแห่งถูกปิดมาแล้ว ๒ วัน เหลือเวลาอีกเพียง ๑ ชั่วโมงก็จะถึงเวลาบรรยายวิชาการให้แก่ผู้บริหารจำนวน ๔๐ คน

    แสงดาวแห่งศรัทธา (จิตวิทยาว่าด้วยการสงบสติและขัดขืนอำนาจ)

    เช้าวันศุกร์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ สนามบินทั้งสองแห่งถูกปิดมาแล้ว ๒ วัน เหลือเวลาอีกเพียง ๑ ชั่วโมงก็จะถึงเวลาบรรยายวิชาการให้แก่ผู้บริหารจำนวน ๔๐ คน

  • เดือนธันวาคม ค.ศ. ๒๐๐๘ ที่ผ่านมา มีข่าวน่าใจหายจากแวดวงหนังสือเทศออกมาอยู่เรื่อย ๆ เช่น การเลิกจ้างพนักงาน การปลดฟ้าผ่า การเสนอขายกิจการ

    วงการหนังสือเผชิญหน้าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

    เดือนธันวาคม ค.ศ. ๒๐๐๘ ที่ผ่านมา มีข่าวน่าใจหายจากแวดวงหนังสือเทศออกมาอยู่เรื่อย ๆ เช่น การเลิกจ้างพนักงาน การปลดฟ้าผ่า การเสนอขายกิจการ

  • ภัทรวดี สุพรรณพันธุ์ แอนนาเป็นเด็กหญิงวัย ๙ ขวบที่ไม่ธรรมดา เธอเฉลียวฉลาด มั่นใจ แต่งตัวเนี้ยบ และไม่เคยลังเลที่จะตัดสินคนอื่น โลกของเธอคือโลกของชนชั้นกลางผู้มีอันจะกิน พ่อเป็นทนาย แม่เป็นคอลัมนิสต์ของนิตยสารแฟชั่นชื่อดัง ส่วนตายายก็เป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังงามในชนบท เธอเข้าโรงเรียนคาทอลิก มีพี่เลี้ยงซึ่งทำกับข้าวแสนอร่อยและคอยอาบน้ำแต่งตัวให้ เธอตั้งตัวเป็นพี่ใหญ่ในหมู่ญาติ (ตัวเล็ก ๆ) และบอกทุกคนว่าเธอชอบฟังแต่นิทานที่มีเจ้าชายกับเจ้าหญิงเท่านั้น อยู่มาวันหนึ่ง พี่เลี้ยงก็โพล่งออกมาว่า “อาของเธอน่ะเป็นคอมมิวนิสต์” “อะไรนะคะ” เธอถามอย่างงุนงงกับศัพท์คำใหม่ “คอมมิวนิสต์ไง” พี่เลี้ยงกระแทกกระทั้นอย่างมีน้ำโห “ไอ้พวกสีแดงมีหนวด (rojos barbudos) ป้าต้องหนีออกจากคิวบาก็เพราะไอ้ฟิเดล๑ กับพวกคอมมิวนิสต์นี่ละ พวกมันยึดเอาของของป้าไปทุกอย่างเลย ทั้งบ้าน…ที่ดิน…ทุกสิ่งทุกอย่าง …ไอ้พวกสารเลวเอ๊ย…พวกมันเกือบทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์แน่ะ” จากนั้นความเปลี่ยนแปลงก็ทยอยเข้ามาเยือนโลกอันแสนสุขของแอนนา เริ่มจากน้าสาวพาลูกอพยพจากสเปนมาพักอยู่ที่บ้านชั่วคราว ไม่นานพ่อก็ลาออกจากงานและหันมาเป็น “นักเคลื่อนไหวทางการเมือง” อย่างเต็มตัว ส่วนแม่ก็พาผู้หญิงแปลกหน้าเข้าบ้านไม่เว้นแต่ละวัน แล้วพูดกันถึงสิ่งที่เธอไม่เข้าใจอย่างเรื่อง “ทำแท้ง” นอกจากนี้ยังไม่รวมพวกผู้ชายท่าทางแปลก ๆ ไว้ผมเผ้าและหนวดเครารุงรัง ที่แวะเวียนกันมาสนทนายามดึกกับพ่อแม่ของเธออยู่เสมอ แต่อะไรก็ไม่ร้ายเท่ากับการต้องย้ายออกจากบ้านหลังโก้ที่มีสวนสวย ไปอยู่อพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ที่เธอต้องแชร์ห้องนอนและเตียงสองชั้นกับน้องชายตัวแสบ เท่านั้นยังไม่พอ พี่เลี้ยงคนโปรดยังถูกเชิญออก และพ่อแม่ยังห้ามไม่ให้เธอเรียนวิชาไบเบิลด้วย “เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของชั้น !!” แอนนาคงรู้สึกคับแค้นใจและอยากประท้วงโลกที่ช่างหมุนเปลี่ยนไปราวกับว่าเธอไม่มีตัวตน แต่สิ่งที่เธอทำได้ในอายุขนาดนี้คือการตั้งคำถาม…ถาม…และถาม… ฉากหลังของหนัง Blame it on Fidel (Julie Gavras, ๒๐๐๖) คือกรุงปารีสช่วงต้นทศวรรษ ๑๙๗๐ ที่อุณหภูมิทางการเมืองทั่วโลกกำลังร้อนระอุจากการปะทะกันระหว่างค่ายโลกเสรีกับค่ายสังคมนิยม อันมีสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็นโต้โผใหญ่ หนังผูกโยงเหตุการณ์ทางการเมืองในสเปน ชิลี และฝรั่งเศสเข้าด้วยกัน แล้วถ่ายทอดความซับซ้อนและลักลั่นของสิ่งที่เรียกว่า “อุดมการณ์ทางการเมือง” ได้อย่างแหลมคม โดยดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครซึ่งเป็นเด็กผู้หญิงในครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง อันเป็นวิธีการที่คล้ายคลึงกับ Pan’s Labyrinth (Guillermo del Toro, ๒๐๐๖) และ Persepolis (Vincent Paronnaud / Marjane Satrapi, ๒๐๐๗) หนังวิพากษ์ระบอบการปกครองในสเปนและอิหร่านซึ่งออกฉายไปไม่นานนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับ Pan’s Labyrinth หนังดรามากึ่งแฟนตาซีซึ่งใช้วิธีผสมผสานการเล่าเรื่องแบบสมจริงและเหนือจริงเข้าด้วยกัน เพื่อถ่ายทอดสภาพสังคมสเปนในยุคหลังสงครามกลางเมืองที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการทหารอันโหดร้ายทารุณของนายพลฟรังโก้ และ...

    Blame it on Fidel: การเมืองไม่ใช่เรื่องของเด็ก (ไม่ยอมโต)

    ภัทรวดี สุพรรณพันธุ์ แอนนาเป็นเด็กหญิงวัย ๙ ขวบที่ไม่ธรรมดา เธอเฉลียวฉลาด มั่นใจ แต่งตัวเนี้ยบ และไม่เคยลังเลที่จะตัดสินคนอื่น โลกของเธอคือโลกของชนชั้นกลางผู้มีอันจะกิน พ่อเป็นทนาย แม่เป็นคอลัมนิสต์ของนิตยสารแฟชั่นชื่อดัง ส่วนตายายก็เป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังงามในชนบท เธอเข้าโรงเรียนคาทอลิก มีพี่เลี้ยงซึ่งทำกับข้าวแสนอร่อยและคอยอาบน้ำแต่งตัวให้ เธอตั้งตัวเป็นพี่ใหญ่ในหมู่ญาติ (ตัวเล็ก ๆ) และบอกทุกคนว่าเธอชอบฟังแต่นิทานที่มีเจ้าชายกับเจ้าหญิงเท่านั้น อยู่มาวันหนึ่ง พี่เลี้ยงก็โพล่งออกมาว่า “อาของเธอน่ะเป็นคอมมิวนิสต์” “อะไรนะคะ” เธอถามอย่างงุนงงกับศัพท์คำใหม่ “คอมมิวนิสต์ไง” พี่เลี้ยงกระแทกกระทั้นอย่างมีน้ำโห “ไอ้พวกสีแดงมีหนวด (rojos barbudos) ป้าต้องหนีออกจากคิวบาก็เพราะไอ้ฟิเดล๑ กับพวกคอมมิวนิสต์นี่ละ พวกมันยึดเอาของของป้าไปทุกอย่างเลย ทั้งบ้าน…ที่ดิน…ทุกสิ่งทุกอย่าง …ไอ้พวกสารเลวเอ๊ย…พวกมันเกือบทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์แน่ะ” จากนั้นความเปลี่ยนแปลงก็ทยอยเข้ามาเยือนโลกอันแสนสุขของแอนนา เริ่มจากน้าสาวพาลูกอพยพจากสเปนมาพักอยู่ที่บ้านชั่วคราว ไม่นานพ่อก็ลาออกจากงานและหันมาเป็น “นักเคลื่อนไหวทางการเมือง” อย่างเต็มตัว ส่วนแม่ก็พาผู้หญิงแปลกหน้าเข้าบ้านไม่เว้นแต่ละวัน แล้วพูดกันถึงสิ่งที่เธอไม่เข้าใจอย่างเรื่อง “ทำแท้ง” นอกจากนี้ยังไม่รวมพวกผู้ชายท่าทางแปลก ๆ ไว้ผมเผ้าและหนวดเครารุงรัง ที่แวะเวียนกันมาสนทนายามดึกกับพ่อแม่ของเธออยู่เสมอ แต่อะไรก็ไม่ร้ายเท่ากับการต้องย้ายออกจากบ้านหลังโก้ที่มีสวนสวย ไปอยู่อพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ที่เธอต้องแชร์ห้องนอนและเตียงสองชั้นกับน้องชายตัวแสบ เท่านั้นยังไม่พอ พี่เลี้ยงคนโปรดยังถูกเชิญออก และพ่อแม่ยังห้ามไม่ให้เธอเรียนวิชาไบเบิลด้วย “เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของชั้น !!” แอนนาคงรู้สึกคับแค้นใจและอยากประท้วงโลกที่ช่างหมุนเปลี่ยนไปราวกับว่าเธอไม่มีตัวตน แต่สิ่งที่เธอทำได้ในอายุขนาดนี้คือการตั้งคำถาม…ถาม…และถาม… ฉากหลังของหนัง Blame it on Fidel (Julie Gavras, ๒๐๐๖) คือกรุงปารีสช่วงต้นทศวรรษ ๑๙๗๐ ที่อุณหภูมิทางการเมืองทั่วโลกกำลังร้อนระอุจากการปะทะกันระหว่างค่ายโลกเสรีกับค่ายสังคมนิยม อันมีสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็นโต้โผใหญ่ หนังผูกโยงเหตุการณ์ทางการเมืองในสเปน ชิลี และฝรั่งเศสเข้าด้วยกัน แล้วถ่ายทอดความซับซ้อนและลักลั่นของสิ่งที่เรียกว่า “อุดมการณ์ทางการเมือง” ได้อย่างแหลมคม โดยดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครซึ่งเป็นเด็กผู้หญิงในครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง อันเป็นวิธีการที่คล้ายคลึงกับ Pan’s Labyrinth (Guillermo del Toro, ๒๐๐๖) และ Persepolis (Vincent Paronnaud / Marjane Satrapi, ๒๐๐๗) หนังวิพากษ์ระบอบการปกครองในสเปนและอิหร่านซึ่งออกฉายไปไม่นานนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับ Pan’s Labyrinth หนังดรามากึ่งแฟนตาซีซึ่งใช้วิธีผสมผสานการเล่าเรื่องแบบสมจริงและเหนือจริงเข้าด้วยกัน เพื่อถ่ายทอดสภาพสังคมสเปนในยุคหลังสงครามกลางเมืองที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการทหารอันโหดร้ายทารุณของนายพลฟรังโก้ และ…

  • โทรศัพท์ดังในเวลาสองนาฬิกา ผมลุกขึ้นจากโต๊ะเขียนหนังสือไปหาวัตถุที่ยังส่งเสียงไม่หยุด อย่างที่เขาพูดกั

    บันทึกของคนไม่เลือกข้าง

    โทรศัพท์ดังในเวลาสองนาฬิกา ผมลุกขึ้นจากโต๊ะเขียนหนังสือไปหาวัตถุที่ยังส่งเสียงไม่หยุด อย่างที่เขาพูดกั

  • ถึง มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล จะมีอายุเพียง ๒๖ ปี และเป็นผู้กำกับรุ่นเด็กที่สุดในระบบสตูดิโอ

    รักแห่งสยาม : ภาพยนตร์โดย ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

    ถึง มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล จะมีอายุเพียง ๒๖ ปี และเป็นผู้กำกับรุ่นเด็กที่สุดในระบบสตูดิโอ

  • สำนวนไทยที่เกี่ยวกับหนูมีมากมาย เช่น หนูตกถังข้าวสาร หมายถึงชายยากจนได้แต่งงานกับหญิงร่ำรวย

    โลกวิทยาการ – หนู : สัตว์โปรดของนักวิทยาศาสตร์

    สำนวนไทยที่เกี่ยวกับหนูมีมากมาย เช่น หนูตกถังข้าวสาร หมายถึงชายยากจนได้แต่งงานกับหญิงร่ำรวย

  • ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าวงการวิทยาศาสตร์และสื่อสารมวลชนบ้านเราให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักทางวิทยาศาสตร์แก่สาธารณชน

    คลื่นความคิด : วิทยาศาสตร์ที่ถูกบิดเบือน เรื่องใหญ่ที่ต้องช่วยกันแก้ไข

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าวงการวิทยาศาสตร์และสื่อสารมวลชนบ้านเราให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักทางวิทยาศาสตร์แก่สาธารณชน

  • นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ป่าธรรมชาติเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดีที่สุดในโลก โดยจะเก็บคาร์บอนไว้ในรูปของเนื้อไม้

    ทางเลือกแห่งความหวัง : ธนาคารต้นไม้ ปลูกต้นไม้ใช้หนี้ (ให้โลก)

    นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ป่าธรรมชาติเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดีที่สุดในโลก โดยจะเก็บคาร์บอนไว้ในรูปของเนื้อไม้

  • "กิจกรรมของมนุษย์มีส่วนในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึงร้อยละ ๖๐"

    ข้อความจากดวงดาวสีน้ำเงิน

    “กิจกรรมของมนุษย์มีส่วนในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึงร้อยละ ๖๐”

  • ครั้งหนึ่ง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า "ผมไม่รู้ว่าอาวุธที่จะใช้ในสงครามโลกครั้งที่ ๓ คืออะไร...

    บทเรียนและความหวังของมนุษยชาติใน เก็น เจ้าหนูสู้ชีวิต

    ครั้งหนึ่ง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า “ผมไม่รู้ว่าอาวุธที่จะใช้ในสงครามโลกครั้งที่ ๓ คืออะไร…

  • คำข้าว ภาพประกอบ : “นายดอกมา” “ถ้าไม่ใช่เพราะเพลงของเขา เราอาจไม่พบไดโนเสาร์ตัวนี้ตั้งแต่แรกก็ได้” สกอตต์ แซมป์สัน นักโบราณชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยยูทาห์ สหรัฐอเมริกา คนที่ค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลก พูดประโยคข้างต้นอย่างยกความดีให้ “เขา” คนหนึ่ง “เขา” คนนั้นไม่เคยปรากฏว่ามาช่วยใครขุดไดโนเสาร์เลยสักที อยู่ดีๆ ก็มีไดโนเสาร์เป็นชื่อตัวเองได้ ปลายทศวรรษที่แล้ว แซมป์สันและคณะนักขุดค้นชาวอเมริกันต่างมหาวิทยาลัยพากันไปปักหลักสำรวจหาฟอสซิลไดโนเสาร์ที่เกาะมาดากัสการ์ แดนอุดมสัตว์หน้าตาประหลาด ขณะขุดค้นคราใดที่ได้ฟังเพลงของวง Dire Straits คณะของแซมป์สันก็มักได้พบฟอสซิลไดโนเสาร์ครานั้น จึงทั้งน่าและไม่น่าประหลาดใจปนกันไปที่แซมป์สันและคณะจะยกชื่อไดโนเสาร์ตัวใหม่ให้แก่มือกีตาร์นักแต่งเพลงรุ่นเก๋าเก๋าอย่าง มาร์ก คฺนอปเฟลอร์ นักร้องนำผู้เป็นพลังขับเคลื่อนวงร็อกอย่าง Dire Straits ทั้งที่ใครในคณะนักขุดอาจตั้งชื่อไดโนเสาร์ตัวนั้นตามชื่อผู้ค้นพบก็ได้ “ไม่มีอะไรที่ให้เกียรติคฺนอปเฟลอร์ได้ดีกว่าการตั้งชื่อไดโนเสาร์ตามชื่อของเขา” นั่นเป็นการยกย่องตามประสานักโบราณชีววิทยาอย่างแซมป์สัน ในชีวิตของคฺนอปเฟลอร์เคยได้รับการยกย่องจากวงการอื่นๆ อาทิ ได้รับเครื่องราชฯ จากควีนอังกฤษ ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางดนตรีจากมหาวิทยาลัย ๒ แห่ง ได้รับเลือกเป็นนักกีตาร์อันดับ ๒๗ ประเภทคลาสสิก โฟล์ก ร็อก จากการจัดอันดับ ๑๐๐ นักกีตาร์ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลของนิตยสาร Rolling Stone ฯลฯ มาร์ก คฺนอปเฟลอร์ ผู้แต่งเพลงและเล่นดนตรีอันทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ความฮึกเหิม ความรัก ความเศร้า ความเข้าใจ และความรู้คนนี้ เกิด ๑๒ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๙ ที่สหราชอาณาจักร พ่อเป็นสถาปนิกชาวยิวฮังการี ลี้ภัยคอมมิวนิสต์มาตั้งรกรากในบ้านเกิดเมืองนอนของแม่ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ มีลุงที่ชอบเล่นฮาร์โมนิกาและเปียโนแบบบลูส์สนุกสนาน คฺนอปเฟลอร์จึงซึมซับและรักดนตรี จนก่อตั้งวงของตัวเองมาแต่เด็ก มีศิลปินในดวงใจได้แก่ เช็ต แอตกินส์ จิมมี่ เฮนดริกซ์ และ สกอตตี มัวร์ แม้จะรักชอบดนตรี แต่เขาก็เข้าเรียนวิชาการหนังสือพิมพ์ในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จบแล้วได้งานเป็นนักข่าวของ Yorkshire Evening Post ก่อนเรียนต่อวิชาภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยลีดส์ แถมยังสอนหนังสือที่วิทยาลัยอีกแห่งไปด้วย ตอนนี้เองที่เขาเริ่มพบปะกับนักดนตรีท้องถิ่นและมีกิจกรรมดนตรีร่วมกัน มีคนบอกว่าที่คฺนอปเฟลอร์เขียนเพลงบัลลาดเล่าเรื่องชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อมได้ดีเหลือเกิน ก็เพราะเคยเป็นครูและนักข่าวมาก่อน วันหนึ่ง ขณะคุยเล่นกับเพื่อนในลอนดอน คฺนอปเฟลอร์ค้นพบ “เสียงกีตาร์ของตัวเอง” จากการใช้นิ้ว (ไม่ใช่ปิ๊ก) เล่นกีตาร์โปร่งเกือบพังตัวหนึ่งที่ถูกซ่อมไว้ให้พอใช้การได้ จากนั้น...

    คนสร้างคำ : Masiakasaurus knopfleri (มาเซียกาซอรัส คฺนอปเฟลอริ)

    คำข้าว ภาพประกอบ : “นายดอกมา” “ถ้าไม่ใช่เพราะเพลงของเขา เราอาจไม่พบไดโนเสาร์ตัวนี้ตั้งแต่แรกก็ได้” สกอตต์ แซมป์สัน นักโบราณชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยยูทาห์ สหรัฐอเมริกา คนที่ค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลก พูดประโยคข้างต้นอย่างยกความดีให้ “เขา” คนหนึ่ง “เขา” คนนั้นไม่เคยปรากฏว่ามาช่วยใครขุดไดโนเสาร์เลยสักที อยู่ดีๆ ก็มีไดโนเสาร์เป็นชื่อตัวเองได้ ปลายทศวรรษที่แล้ว แซมป์สันและคณะนักขุดค้นชาวอเมริกันต่างมหาวิทยาลัยพากันไปปักหลักสำรวจหาฟอสซิลไดโนเสาร์ที่เกาะมาดากัสการ์ แดนอุดมสัตว์หน้าตาประหลาด ขณะขุดค้นคราใดที่ได้ฟังเพลงของวง Dire Straits คณะของแซมป์สันก็มักได้พบฟอสซิลไดโนเสาร์ครานั้น จึงทั้งน่าและไม่น่าประหลาดใจปนกันไปที่แซมป์สันและคณะจะยกชื่อไดโนเสาร์ตัวใหม่ให้แก่มือกีตาร์นักแต่งเพลงรุ่นเก๋าเก๋าอย่าง มาร์ก คฺนอปเฟลอร์ นักร้องนำผู้เป็นพลังขับเคลื่อนวงร็อกอย่าง Dire Straits ทั้งที่ใครในคณะนักขุดอาจตั้งชื่อไดโนเสาร์ตัวนั้นตามชื่อผู้ค้นพบก็ได้ “ไม่มีอะไรที่ให้เกียรติคฺนอปเฟลอร์ได้ดีกว่าการตั้งชื่อไดโนเสาร์ตามชื่อของเขา” นั่นเป็นการยกย่องตามประสานักโบราณชีววิทยาอย่างแซมป์สัน ในชีวิตของคฺนอปเฟลอร์เคยได้รับการยกย่องจากวงการอื่นๆ อาทิ ได้รับเครื่องราชฯ จากควีนอังกฤษ ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางดนตรีจากมหาวิทยาลัย ๒ แห่ง ได้รับเลือกเป็นนักกีตาร์อันดับ ๒๗ ประเภทคลาสสิก โฟล์ก ร็อก จากการจัดอันดับ ๑๐๐ นักกีตาร์ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลของนิตยสาร Rolling Stone ฯลฯ มาร์ก คฺนอปเฟลอร์ ผู้แต่งเพลงและเล่นดนตรีอันทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ความฮึกเหิม ความรัก ความเศร้า ความเข้าใจ และความรู้คนนี้ เกิด ๑๒ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๙ ที่สหราชอาณาจักร พ่อเป็นสถาปนิกชาวยิวฮังการี ลี้ภัยคอมมิวนิสต์มาตั้งรกรากในบ้านเกิดเมืองนอนของแม่ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ มีลุงที่ชอบเล่นฮาร์โมนิกาและเปียโนแบบบลูส์สนุกสนาน คฺนอปเฟลอร์จึงซึมซับและรักดนตรี จนก่อตั้งวงของตัวเองมาแต่เด็ก มีศิลปินในดวงใจได้แก่ เช็ต แอตกินส์ จิมมี่ เฮนดริกซ์ และ สกอตตี มัวร์ แม้จะรักชอบดนตรี แต่เขาก็เข้าเรียนวิชาการหนังสือพิมพ์ในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จบแล้วได้งานเป็นนักข่าวของ Yorkshire Evening Post ก่อนเรียนต่อวิชาภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยลีดส์ แถมยังสอนหนังสือที่วิทยาลัยอีกแห่งไปด้วย ตอนนี้เองที่เขาเริ่มพบปะกับนักดนตรีท้องถิ่นและมีกิจกรรมดนตรีร่วมกัน มีคนบอกว่าที่คฺนอปเฟลอร์เขียนเพลงบัลลาดเล่าเรื่องชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อมได้ดีเหลือเกิน ก็เพราะเคยเป็นครูและนักข่าวมาก่อน วันหนึ่ง ขณะคุยเล่นกับเพื่อนในลอนดอน คฺนอปเฟลอร์ค้นพบ “เสียงกีตาร์ของตัวเอง” จากการใช้นิ้ว (ไม่ใช่ปิ๊ก) เล่นกีตาร์โปร่งเกือบพังตัวหนึ่งที่ถูกซ่อมไว้ให้พอใช้การได้ จากนั้น…

  • ข่าวสังหารหมู่ที่เวอร์จิเนียเทคผ่านมาหลายเดือนแล้ว ถึงเวลาคุยเรื่องโรคจิตและความรุนแรงกันดี ๆ อีกสักครั้ง

    จิตวิทยา : โรคจิตและความรุนแรงในสังคม

    ข่าวสังหารหมู่ที่เวอร์จิเนียเทคผ่านมาหลายเดือนแล้ว ถึงเวลาคุยเรื่องโรคจิตและความรุนแรงกันดี ๆ อีกสักครั้ง

  • ในชีวิตคุณคงรู้จักคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่ฉลาดกว่าคุณ เก่งกว่าคุณ หรือรู้มากกว่าคุณ

    คน (ไม่) สำคัญ : มิเชล เดอ มงแต็ง บิดาแห่งเหตุผลบนปัญญา

    ในชีวิตคุณคงรู้จักคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่ฉลาดกว่าคุณ เก่งกว่าคุณ หรือรู้มากกว่าคุณ

  • เด็กไทยไอคิวต่ำแล้วต่ำอีก เป็นข่าวแล้วเป็นข่าวอีก ลองมาดูกันนะครับว่าวัน ๆ เด็ก ๆ ของเราทำอะไรกันบ้าง ถึงไอคิวต่ำกันนัก

    จิตวิทยา : แช็ต

    เด็กไทยไอคิวต่ำแล้วต่ำอีก เป็นข่าวแล้วเป็นข่าวอีก ลองมาดูกันนะครับว่าวัน ๆ เด็ก ๆ ของเราทำอะไรกันบ้าง ถึงไอคิวต่ำกันนัก

  • รินใจ ภาพประกอบ : อ้อย กาญจนะวณิชย์ น้องโยเป็นเด็กชายวัย ๗ ขวบ วันหนึ่งป้าชวนน้องโยซ้อนมอเตอร์ไซค์เข้าไปในเมือง ระหว่างทางมีรถพุ่งมาชนอย่างจัง ป้าแขนหัก ส่วนน้องโยขาแหลกเละไปข้างหนึ่ง ทั้งสองถูกนำส่งโรงพยาบาลนครปฐมทันที หมอเล่าว่าขณะที่ป้าร้องโอดโอยอยู่นั้น น้องโยกลับนิ่งเงียบ ไม่ส่งเสียงร้องหรือแสดงอาการทุรนทุรายแต่อย่างใด ยอมให้หมอทำการรักษาอย่างสงบจนใคร ๆ ก็แปลกใจ เมื่อผ่าตัดเสร็จ หมอถามว่าทำไมน้องโยไม่ร้องเลย น้องโยตอบสั้น ๆ ว่า “ผมกลัวป้าเสียใจครับ” น้องโยรู้ว่าป้ากำลังเจ็บปวดเพราะแขนหัก จึงไม่อยากให้ป้าเป็นทุกข์มากไปกว่านี้หากได้ยินเสียงร้องของตน ป้าคงรู้สึกแย่อยู่แล้วที่เป็นเหตุให้หลานต้องมาประสบอุบัติเหตุร้ายแรง น้องโยจึงไม่อยากซ้ำเติมความทุกข์ของป้าด้วยการแสดงความเจ็บปวดให้ป้าเห็น ในยามที่ตัวเองกำลังประสบเคราะห์กรรมแสนสาหัส น้องโยกลับมีใจนึกถึงคนอื่น ใช่หรือไม่ว่าการนึกถึงคนอื่นกลับทำให้น้องโยสามารถอดทนต่อความเจ็บปวดได้อย่างยากที่เด็ก (หรือแม้แต่ผู้ใหญ่) จะทำได้ ในทางตรงข้ามหากน้องโยนึกถึงแต่ตัวเองว่า “ทำไมถึงต้องเป็นฉัน” หรือ “จะทำยังไงดีถ้าขาฉันถูกตัด” น้องโยคงดิ้นทุรนทุรายด้วยความทุกข์ทรมานยิ่งกว่าป้าเสียอีก ความเห็นใจและการนึกถึงผู้อื่นสามารถทำให้เรามีพลังต่อสู้กับความทุกข์และอดทนต่อความยากลำบากได้อย่างที่ตัวเองอาจนึกไม่ถึง จะเรียกว่านี้เป็นพลังแห่งความรักหรืออานุภาพแห่งเมตตากรุณาก็ได้ มนุษย์เรานั้นมีศักยภาพเหลือประมาณ ความรักหรือเมตตากรุณามีอานุภาพตรงที่สามารถดึงศักยภาพนั้นออกมาได้อย่างเต็มที่ ผู้เป็นแม่สามารถอดทนต่อความยากลำบากได้แทบทุกอย่าง ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะความรักที่มีต่อลูกนั่นเอง แต่ความรักหรือเมตตากรุณานั้นไม่ได้มีเฉพาะกับผู้เป็นแม่เท่านั้น หากยังมีได้กับทุกคน โดยเฉพาะเมื่อเกิดสายสัมพันธ์แห่งความเห็นอกเห็นใจ หมออมรา มลิลา เล่าถึงชายผู้หนึ่งซึ่งประสบอุบัติเหตุ สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง มิหนำซ้ำไตยังวายฉับพลัน จึงอยู่ในภาวะโคม่า หมอบอกว่ามีโอกาสรอดน้อยมากแม้จะถูกนำส่งโรงพยาบาลทันที แต่เขาก็รอดมาได้ สิ่งที่ช่วยชีวิตเขาไว้นั้นเป็นมากกว่ายาและความสามารถของหมอ เขาเล่าว่าระหว่างที่นอนหมดสติอยู่ในห้องไอซียูนานเป็นสัปดาห์ บ่อยครั้งที่เขารู้สึกว่ากำลังลอยเคว้งคว้าง แต่มีบางช่วงที่ดูเหมือนจะมีมือมาแตะตัวเขา และมีพลังแผ่เข้ามา ทำให้ใจที่เหมือนจะขาดลอยหลุดไปนั้นกลับมารวมตัวกัน เกิดความรู้ตัวขึ้นมา สักพักความรู้ตัวนั้นก็เลือนหายไปอีก เป็นอย่างนี้ทุกวัน เขามารู้ภายหลังว่ามีพยาบาลคนหนึ่งมาจับมือแล้วแผ่เมตตาให้กำลังใจแก่เขาทุกวันที่เข้าเวร พอจะออกเวรเธอก็มาลาเขา และพูดว่าขอให้สบายทั้งคืน พรุ่งนี้พบกันใหม่ กับคนไข้คนอื่น เธอก็ทำอย่างเดียวกัน คนไข้ผู้นี้มีอาการดีขึ้นเป็นลำดับ จนรู้สึกตัวได้มากขึ้น แต่บางคืนจะรู้สึกทรมานมาก เพราะทั้งเจ็บปวดทั้งหายใจลำบาก จนเขาอยากหยุดหายใจไปเลยจะได้หมดทุกข์ ในยามนั้นเขารู้สึกว่าการตายง่ายกว่าการมีชีวิตอยู่ แต่ขณะนั้นเองเขาก็จะนึกถึงพยาบาลผู้นั้นว่า หากเธอมาพบว่าเขาเสียชีวิตแล้ว เธอคงจะรู้สึกเสียใจและโทษความบกพร่องของตนเอง เขาจึงพยายามอดทนหายใจต่อไปเพื่ออยู่ให้ถึงเช้า จะได้ร่ำลาพยาบาลคนนั้น และบอกเธอว่าหากเขาตายไปก็ไม่ใช่ความผิดของเธอ เธอทำดีที่สุดแล้ว ครั้นถึงตอนเช้า อาการเขาดีขึ้น พอพยาบาลคนนั้นมา เขาก็ลืมร่ำลาเธอ ตกกลางคืนเขากลับมีอาการทรุดลงอีก แต่ก็พยายามอดทนจนถึงเช้าเพื่อลาพยาบาล แล้วก็ลืมอีก เป็นเช่นนี้หลายครั้ง จนอาการดีขึ้นและหายเป็นปรกติ คนไข้ผู้นี้ฝืนสู้กับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสจนสำเร็จ ไม่ใช่เพราะนึกถึงตนเอง แต่เพราะนึกถึงผู้อื่นซึ่งมีน้ำใจกับตน ใจที่เป็นห่วงผู้อื่นทำให้คนเราพร้อมจะมองข้ามความทุกข์ของตนเอง ดังนั้นจึงสามารถอดทนอย่างถึงที่สุด หรืออาจข้ามพ้นขีดจำกัดของตนเองไปได้ด้วยซ้ำ ตรงกันข้ามกับคนที่นึกถึงแต่ตนเอง...

    ริมธาร : ขยายใจให้ใหญ่ขึ้น

    รินใจ ภาพประกอบ : อ้อย กาญจนะวณิชย์ น้องโยเป็นเด็กชายวัย ๗ ขวบ วันหนึ่งป้าชวนน้องโยซ้อนมอเตอร์ไซค์เข้าไปในเมือง ระหว่างทางมีรถพุ่งมาชนอย่างจัง ป้าแขนหัก ส่วนน้องโยขาแหลกเละไปข้างหนึ่ง ทั้งสองถูกนำส่งโรงพยาบาลนครปฐมทันที หมอเล่าว่าขณะที่ป้าร้องโอดโอยอยู่นั้น น้องโยกลับนิ่งเงียบ ไม่ส่งเสียงร้องหรือแสดงอาการทุรนทุรายแต่อย่างใด ยอมให้หมอทำการรักษาอย่างสงบจนใคร ๆ ก็แปลกใจ เมื่อผ่าตัดเสร็จ หมอถามว่าทำไมน้องโยไม่ร้องเลย น้องโยตอบสั้น ๆ ว่า “ผมกลัวป้าเสียใจครับ” น้องโยรู้ว่าป้ากำลังเจ็บปวดเพราะแขนหัก จึงไม่อยากให้ป้าเป็นทุกข์มากไปกว่านี้หากได้ยินเสียงร้องของตน ป้าคงรู้สึกแย่อยู่แล้วที่เป็นเหตุให้หลานต้องมาประสบอุบัติเหตุร้ายแรง น้องโยจึงไม่อยากซ้ำเติมความทุกข์ของป้าด้วยการแสดงความเจ็บปวดให้ป้าเห็น ในยามที่ตัวเองกำลังประสบเคราะห์กรรมแสนสาหัส น้องโยกลับมีใจนึกถึงคนอื่น ใช่หรือไม่ว่าการนึกถึงคนอื่นกลับทำให้น้องโยสามารถอดทนต่อความเจ็บปวดได้อย่างยากที่เด็ก (หรือแม้แต่ผู้ใหญ่) จะทำได้ ในทางตรงข้ามหากน้องโยนึกถึงแต่ตัวเองว่า “ทำไมถึงต้องเป็นฉัน” หรือ “จะทำยังไงดีถ้าขาฉันถูกตัด” น้องโยคงดิ้นทุรนทุรายด้วยความทุกข์ทรมานยิ่งกว่าป้าเสียอีก ความเห็นใจและการนึกถึงผู้อื่นสามารถทำให้เรามีพลังต่อสู้กับความทุกข์และอดทนต่อความยากลำบากได้อย่างที่ตัวเองอาจนึกไม่ถึง จะเรียกว่านี้เป็นพลังแห่งความรักหรืออานุภาพแห่งเมตตากรุณาก็ได้ มนุษย์เรานั้นมีศักยภาพเหลือประมาณ ความรักหรือเมตตากรุณามีอานุภาพตรงที่สามารถดึงศักยภาพนั้นออกมาได้อย่างเต็มที่ ผู้เป็นแม่สามารถอดทนต่อความยากลำบากได้แทบทุกอย่าง ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะความรักที่มีต่อลูกนั่นเอง แต่ความรักหรือเมตตากรุณานั้นไม่ได้มีเฉพาะกับผู้เป็นแม่เท่านั้น หากยังมีได้กับทุกคน โดยเฉพาะเมื่อเกิดสายสัมพันธ์แห่งความเห็นอกเห็นใจ หมออมรา มลิลา เล่าถึงชายผู้หนึ่งซึ่งประสบอุบัติเหตุ สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง มิหนำซ้ำไตยังวายฉับพลัน จึงอยู่ในภาวะโคม่า หมอบอกว่ามีโอกาสรอดน้อยมากแม้จะถูกนำส่งโรงพยาบาลทันที แต่เขาก็รอดมาได้ สิ่งที่ช่วยชีวิตเขาไว้นั้นเป็นมากกว่ายาและความสามารถของหมอ เขาเล่าว่าระหว่างที่นอนหมดสติอยู่ในห้องไอซียูนานเป็นสัปดาห์ บ่อยครั้งที่เขารู้สึกว่ากำลังลอยเคว้งคว้าง แต่มีบางช่วงที่ดูเหมือนจะมีมือมาแตะตัวเขา และมีพลังแผ่เข้ามา ทำให้ใจที่เหมือนจะขาดลอยหลุดไปนั้นกลับมารวมตัวกัน เกิดความรู้ตัวขึ้นมา สักพักความรู้ตัวนั้นก็เลือนหายไปอีก เป็นอย่างนี้ทุกวัน เขามารู้ภายหลังว่ามีพยาบาลคนหนึ่งมาจับมือแล้วแผ่เมตตาให้กำลังใจแก่เขาทุกวันที่เข้าเวร พอจะออกเวรเธอก็มาลาเขา และพูดว่าขอให้สบายทั้งคืน พรุ่งนี้พบกันใหม่ กับคนไข้คนอื่น เธอก็ทำอย่างเดียวกัน คนไข้ผู้นี้มีอาการดีขึ้นเป็นลำดับ จนรู้สึกตัวได้มากขึ้น แต่บางคืนจะรู้สึกทรมานมาก เพราะทั้งเจ็บปวดทั้งหายใจลำบาก จนเขาอยากหยุดหายใจไปเลยจะได้หมดทุกข์ ในยามนั้นเขารู้สึกว่าการตายง่ายกว่าการมีชีวิตอยู่ แต่ขณะนั้นเองเขาก็จะนึกถึงพยาบาลผู้นั้นว่า หากเธอมาพบว่าเขาเสียชีวิตแล้ว เธอคงจะรู้สึกเสียใจและโทษความบกพร่องของตนเอง เขาจึงพยายามอดทนหายใจต่อไปเพื่ออยู่ให้ถึงเช้า จะได้ร่ำลาพยาบาลคนนั้น และบอกเธอว่าหากเขาตายไปก็ไม่ใช่ความผิดของเธอ เธอทำดีที่สุดแล้ว ครั้นถึงตอนเช้า อาการเขาดีขึ้น พอพยาบาลคนนั้นมา เขาก็ลืมร่ำลาเธอ ตกกลางคืนเขากลับมีอาการทรุดลงอีก แต่ก็พยายามอดทนจนถึงเช้าเพื่อลาพยาบาล แล้วก็ลืมอีก เป็นเช่นนี้หลายครั้ง จนอาการดีขึ้นและหายเป็นปรกติ คนไข้ผู้นี้ฝืนสู้กับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสจนสำเร็จ ไม่ใช่เพราะนึกถึงตนเอง แต่เพราะนึกถึงผู้อื่นซึ่งมีน้ำใจกับตน ใจที่เป็นห่วงผู้อื่นทำให้คนเราพร้อมจะมองข้ามความทุกข์ของตนเอง ดังนั้นจึงสามารถอดทนอย่างถึงที่สุด หรืออาจข้ามพ้นขีดจำกัดของตนเองไปได้ด้วยซ้ำ ตรงกันข้ามกับคนที่นึกถึงแต่ตนเอง…

  • พระไพศาล วิสาโล / ภาพประกอบ : อ้อย กาญจนะวณิชย์ มารนั้นเป็นตัวชั่วร้ายที่คนดีมิอยากข้องเกี่ยว อีกทั้งเป็นศัตรูของผู้ใฝ่ธรรม แต่ถ้าพิจารณาจากความหมายที่แท้จริงของมาร ตามที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ได้แจกแจงไว้ อันได้แก่ “สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากคุณความดีหรือผลที่หมายอันประเสริฐ…ตัวการที่กำจัดหรือขัดขวางบุคคลมิให้บรรลุผลสำเร็จอันดีงาม” เราทุกคนย่อมไม่อาจหนีมารพ้น เพราะอย่างน้อย ความแก่ ความเจ็บป่วย และความตาย ก็ถือว่าเป็นมารตัวใหญ่ที่คอยขัดขวางมิให้เราทำความดีงามได้อย่างยั่งยืนและอย่างถึงที่สุด ดังพระอรรถกถาจารย์เรียกว่า ขันธมารและมัจจุมาร มารทั้งสองประการนี้แหละที่ตามรังควานพระพุทธองค์ในช่วงสุดท้ายของพระชนม์ชีพจวบจนปรินิพพาน แน่นอนว่าเรา ๆ ท่าน ๆ ที่เป็นปุถุชนยังต้องเจอมารตัวอื่นอีก โดยเฉพาะกิเลสมารซึ่งทำให้เราหมุนวนอยู่ในวัฏฏะแห่งความโลภ โกรธ หลง จนอาจไม่คิดหาทางหลุดพ้นหรือเชื่อว่ามีความหลุดพ้นด้วยซ้ำ มารชนิดนี้แหละที่สามารถ “ฆ่า” บุคคลให้ตายจากคุณความดีหรือผลที่หมายอันประเสริฐได้อย่างแท้จริง จัดว่าน่ากลัวที่สุด และตราบใดที่ยังไม่มีปัญญาพาให้พ้นจากความหลง เราก็ยังต้องเจอมารชนิดนี้อยู่เรื่อยไป และพลัดติดกับดักของมันอยู่เสมอ ในเมื่อเราหนีมารไม่พ้น เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันชนิดที่ไม่เผลอตกอยู่ในอำนาจของมันจนคลาดเคลื่อนจากทางแห่งความดี ในทัศนะของพุทธศาสนา เครื่องมืออย่างแรกในการต่อต้านอำนาจของมารได้แก่ศีล คือการควบคุมกายและวาจาไม่ให้ทำตามบัญชาของมัน เปรียบเสมือนการสร้างรั้วเพื่อควบคุมตนเองให้อยู่ในขอบเขต แต่ศีลในแง่นี้ยังมีความหมายเชิงลบคือ “ไม่ทำอะไรบางอย่าง” ที่จริงศีลยังมีความหมายเชิงบวกคือ “ทำอะไรบางอย่าง” ได้แก่การทำความดีชนิดที่ทวนกระแสกิเลสหรือสวนทางกับความปรารถนาของมาร เช่น แบ่งปันหรือเผื่อแผ่แก่ผู้อื่นแทนที่จะเอาเข้าตัว ช่วยเหลือแทนที่จะเอาเปรียบ ชื่นชมแทนที่จะหาช่องตำหนิ วิธีนี้จะช่วยให้จิตใจเรามีภูมิต้านทานต่อกิเลสมาร ทำให้มันครอบงำจิตใจของเราลำบาก จะว่าไปวิธีนี้ก็ไม่ต่างจากการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย เชื้อโรคนั้นมีอยู่ในตัวเราตลอดเวลา แต่ที่เราไม่ล้มป่วยก็เพราะภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราเข้มแข็ง สามารถควบคุมให้เชื้อโรคอยู่ในขอบเขต ไม่สามารถแพร่ระบาดจนทำให้ร่างกายปั่นป่วนได้ อย่างไรก็ตาม การที่จิตใจของเราจะมีภูมิต้านทานดีขึ้น นอกจากการฝึกกายวาจาแล้ว จำต้องมีการฝึกฝนจิตใจโดยตรง เช่น ฝึกใจให้ลดความเห็นแก่ตัว นึกถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ด้วยการแผ่เมตตาและความปรารถนาดี หากทำเช่นนี้แม้กระทั่งกับคนที่มีเรื่องกระทบกระทั่งกับเรา ก็จะช่วยลดความเกลียดชังไปได้ การฝึกใจให้มีสมาธิยังช่วยให้จิตใจสงบเย็น ความโลภ ความโกรธ ความว้าวุ่นใจ ก็จะบรรเทาลง ที่ขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง คือการฝึกสติให้ระลึกได้ไวและรู้เท่าทันอย่างรวดเร็วเวลามารเข้ามาก่อกวน มารนั้นเป็นเจ้าแห่งกลอุบาย อุบายนั้นจะได้ผลต่อเมื่อ “เหยื่อ” หลงกล แต่หากเหยื่อรู้เท่าทันในกลอุบายนั้น มารก็ทำอะไรไม่ได้อีกต่อไป ในพระไตรปิฎกเต็มไปด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับมารที่ออกอุบายสารพัดเพื่อขัดขวางพระพุทธเจ้า ภิกษุ และภิกษุณีที่ใฝ่ธรรม เช่น ปลอมตัวเป็นพญาช้าง งูใหญ่ เสือร้าย หรือแกล้งทำแผ่นดินไหวเพื่อหลอกให้กลัว หรือปลอมตัวเป็นมนุษย์เพื่อยั่วยวนให้สึก หรือหว่านล้อมให้กลับไปหากามสุข บางครั้งก็มาชวนพระพุทธองค์ให้เสด็จกลับไปครองราชย์ หรือแม้แต่เข้าไปสิงในท้องของพระโมคคัลลานะ แต่ทุกครั้งมารก็พ่ายแพ้ และที่พ่ายแพ้ก็เพราะถูกรู้ทัน...

    รับอรุณ : เปลี่ยนมารเป็นมิตร

    พระไพศาล วิสาโล / ภาพประกอบ : อ้อย กาญจนะวณิชย์ มารนั้นเป็นตัวชั่วร้ายที่คนดีมิอยากข้องเกี่ยว อีกทั้งเป็นศัตรูของผู้ใฝ่ธรรม แต่ถ้าพิจารณาจากความหมายที่แท้จริงของมาร ตามที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ได้แจกแจงไว้ อันได้แก่ “สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากคุณความดีหรือผลที่หมายอันประเสริฐ…ตัวการที่กำจัดหรือขัดขวางบุคคลมิให้บรรลุผลสำเร็จอันดีงาม” เราทุกคนย่อมไม่อาจหนีมารพ้น เพราะอย่างน้อย ความแก่ ความเจ็บป่วย และความตาย ก็ถือว่าเป็นมารตัวใหญ่ที่คอยขัดขวางมิให้เราทำความดีงามได้อย่างยั่งยืนและอย่างถึงที่สุด ดังพระอรรถกถาจารย์เรียกว่า ขันธมารและมัจจุมาร มารทั้งสองประการนี้แหละที่ตามรังควานพระพุทธองค์ในช่วงสุดท้ายของพระชนม์ชีพจวบจนปรินิพพาน แน่นอนว่าเรา ๆ ท่าน ๆ ที่เป็นปุถุชนยังต้องเจอมารตัวอื่นอีก โดยเฉพาะกิเลสมารซึ่งทำให้เราหมุนวนอยู่ในวัฏฏะแห่งความโลภ โกรธ หลง จนอาจไม่คิดหาทางหลุดพ้นหรือเชื่อว่ามีความหลุดพ้นด้วยซ้ำ มารชนิดนี้แหละที่สามารถ “ฆ่า” บุคคลให้ตายจากคุณความดีหรือผลที่หมายอันประเสริฐได้อย่างแท้จริง จัดว่าน่ากลัวที่สุด และตราบใดที่ยังไม่มีปัญญาพาให้พ้นจากความหลง เราก็ยังต้องเจอมารชนิดนี้อยู่เรื่อยไป และพลัดติดกับดักของมันอยู่เสมอ ในเมื่อเราหนีมารไม่พ้น เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันชนิดที่ไม่เผลอตกอยู่ในอำนาจของมันจนคลาดเคลื่อนจากทางแห่งความดี ในทัศนะของพุทธศาสนา เครื่องมืออย่างแรกในการต่อต้านอำนาจของมารได้แก่ศีล คือการควบคุมกายและวาจาไม่ให้ทำตามบัญชาของมัน เปรียบเสมือนการสร้างรั้วเพื่อควบคุมตนเองให้อยู่ในขอบเขต แต่ศีลในแง่นี้ยังมีความหมายเชิงลบคือ “ไม่ทำอะไรบางอย่าง” ที่จริงศีลยังมีความหมายเชิงบวกคือ “ทำอะไรบางอย่าง” ได้แก่การทำความดีชนิดที่ทวนกระแสกิเลสหรือสวนทางกับความปรารถนาของมาร เช่น แบ่งปันหรือเผื่อแผ่แก่ผู้อื่นแทนที่จะเอาเข้าตัว ช่วยเหลือแทนที่จะเอาเปรียบ ชื่นชมแทนที่จะหาช่องตำหนิ วิธีนี้จะช่วยให้จิตใจเรามีภูมิต้านทานต่อกิเลสมาร ทำให้มันครอบงำจิตใจของเราลำบาก จะว่าไปวิธีนี้ก็ไม่ต่างจากการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย เชื้อโรคนั้นมีอยู่ในตัวเราตลอดเวลา แต่ที่เราไม่ล้มป่วยก็เพราะภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราเข้มแข็ง สามารถควบคุมให้เชื้อโรคอยู่ในขอบเขต ไม่สามารถแพร่ระบาดจนทำให้ร่างกายปั่นป่วนได้ อย่างไรก็ตาม การที่จิตใจของเราจะมีภูมิต้านทานดีขึ้น นอกจากการฝึกกายวาจาแล้ว จำต้องมีการฝึกฝนจิตใจโดยตรง เช่น ฝึกใจให้ลดความเห็นแก่ตัว นึกถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ด้วยการแผ่เมตตาและความปรารถนาดี หากทำเช่นนี้แม้กระทั่งกับคนที่มีเรื่องกระทบกระทั่งกับเรา ก็จะช่วยลดความเกลียดชังไปได้ การฝึกใจให้มีสมาธิยังช่วยให้จิตใจสงบเย็น ความโลภ ความโกรธ ความว้าวุ่นใจ ก็จะบรรเทาลง ที่ขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง คือการฝึกสติให้ระลึกได้ไวและรู้เท่าทันอย่างรวดเร็วเวลามารเข้ามาก่อกวน มารนั้นเป็นเจ้าแห่งกลอุบาย อุบายนั้นจะได้ผลต่อเมื่อ “เหยื่อ” หลงกล แต่หากเหยื่อรู้เท่าทันในกลอุบายนั้น มารก็ทำอะไรไม่ได้อีกต่อไป ในพระไตรปิฎกเต็มไปด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับมารที่ออกอุบายสารพัดเพื่อขัดขวางพระพุทธเจ้า ภิกษุ และภิกษุณีที่ใฝ่ธรรม เช่น ปลอมตัวเป็นพญาช้าง งูใหญ่ เสือร้าย หรือแกล้งทำแผ่นดินไหวเพื่อหลอกให้กลัว หรือปลอมตัวเป็นมนุษย์เพื่อยั่วยวนให้สึก หรือหว่านล้อมให้กลับไปหากามสุข บางครั้งก็มาชวนพระพุทธองค์ให้เสด็จกลับไปครองราชย์ หรือแม้แต่เข้าไปสิงในท้องของพระโมคคัลลานะ แต่ทุกครั้งมารก็พ่ายแพ้ และที่พ่ายแพ้ก็เพราะถูกรู้ทัน…

  • ไกรวุฒิ จุลพงศธร teandyou@hotmail.com   ๑. ท่ามกลางการครองพื้นที่โรงหนังส่วนใหญ่ของ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตลอดไตรมาสแรกของปี …ยังมีหนัง “ชีวประวัติบุคคลสำคัญ” อีกเรื่องที่ฉายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ด้วยพื้นที่เพียง ๒ โรงเท่านั้น สิ่งที่หนังทั้งสองเรื่องน่าถูกจับมาเปรียบเทียบ ก็คือ “วิธีคิด” เราคุ้นชินกับวิธีการนำเสนอหนังชีวประวัติ (Biopic) ในแบบที่ย่อชีวิตทั้งหมดของบุคคลเป้าหมาย-ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย-ให้อยู่ภายในเวลา ๒ ชั่วโมง (หรือในกรณีของ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ใช้กรอบเวลายาวนานถึง ๓ ภาค) วิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ผู้ชมติดตามได้ง่ายที่สุด เพราะ “การดูหนังชีวประวัติ” ในแบบนี้ไม่แตกต่างจาก “การอ่านหนังสือชีวประวัติ” สักเท่าไร เราติดตามชีวิตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เห็นการเติบโต ต่อสู้กับอุปสรรค ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว จวบจนวันสิ้นลมหายใจ เดินออกจากโรงหนังก็ได้บทสรุปคร่าวๆ ว่าชีวิตเขาเป็นอย่างไร ถึงผู้ชมจะคุ้นเคย แต่การนำเสนอลักษณะนี้ก็มีปัญหาเกิดขึ้นประจำ ได้แก่ ๑. หนังถูกอัดแน่นไปด้วยเหตุการณ์นานัป จนเหมือนละครหลังข่าวหลายตอนจบที่ถูกย่นย่อบีบอัดให้อยู่ภายในระยะเวลาหนึ่งรอบฉาย อารมณ์ในหลายๆ ฉากจึงไม่สามารถไปถึงขีดสุดได้ ๒. บ่อยครั้งที่ผู้ชมได้เห็นแต่เพียง เปลือก ภาพร่างคร่าวๆ หรือกราฟชีวิต แต่ไม่ได้เข้าใจ “ภาวะภายใน” ของบุคคลต้นเหตุ หรือต่อให้มี “ภาวะภายใน” ก็ถูกนำเสนออย่างแบนราบ ๓. ผู้ชมไม่ดื่มด่ำในความสามารถที่แท้จริง หรือสิ่งที่เขาได้รับการยกย่อง ๔. ในกรณีที่ทายาทยังมีชีวิตอยู่ ท้ายที่สุดเพื่อป้องกันการฟ้องร้อง ภาพลักษณ์ของบุคคลต้นเหตุก็ต้องดีงาม หรือเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ Ray (๒๐๐๔) หนังชีวประวัติของ เรย์ ชาร์ลส์ นักร้องชื่อดัง ซึ่งแม้ตัวหนังจะได้รับการยกย่องในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถแก้โจทย์ปัญหาเหล่านี้ได้ ไล่ไปตั้งแต่ข้อ ๑. หนังถูกอัดแน่นจนอารมณ์อยู่ในระดับใกล้เคียงกันไปทั้งเรื่อง และจบลงอย่างค้างๆ คาๆ ด้วยการขึ้นตัวอักษรบรรยายว่า ชาร์ลส์ ประสบความสำเร็จอย่างไร ได้รับรางวัลมากแค่ไหน ฯลฯ ๒. หนังถ่ายทอดภาวะภายในอยู่แค่มิติเดียว คือการแก้ปมในอดีต ครั้งหนึ่งแม่ของชาร์ลส์เคยผลักดันลูกชายพิการให้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้ และพลังรักอันยิ่งใหญ่ของแม่นี้เองที่ชาร์ลส์ดึงมาใช้เพื่อเอาชนะยาเสพติด และกลับขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง ๓. หนังให้ค่ากับความยิ่งใหญ่ของชีวิต (ผู้ชมรับรู้ภาพชีวิตคร่าวๆ ว่าถึงเขาเป็นคนตาบอด แต่ก็เป็นอัจฉริยะสู้ชีวิต) แต่ไม่เน้นกระบวนการคิดของศิลปินในการสร้างผลงาน (เราไม่รู้วิธีที่ได้เพลงสักเพลง แต่รู้สึกว่า...

    ภาพยนตร์ : Fur : An Imaginary Portrait of Diane Arbus ณ ห้องสีฟ้าชั้นบนสุด

    ไกรวุฒิ จุลพงศธร teandyou@hotmail.com   ๑. ท่ามกลางการครองพื้นที่โรงหนังส่วนใหญ่ของ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตลอดไตรมาสแรกของปี …ยังมีหนัง “ชีวประวัติบุคคลสำคัญ” อีกเรื่องที่ฉายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ด้วยพื้นที่เพียง ๒ โรงเท่านั้น สิ่งที่หนังทั้งสองเรื่องน่าถูกจับมาเปรียบเทียบ ก็คือ “วิธีคิด” เราคุ้นชินกับวิธีการนำเสนอหนังชีวประวัติ (Biopic) ในแบบที่ย่อชีวิตทั้งหมดของบุคคลเป้าหมาย-ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย-ให้อยู่ภายในเวลา ๒ ชั่วโมง (หรือในกรณีของ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ใช้กรอบเวลายาวนานถึง ๓ ภาค) วิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ผู้ชมติดตามได้ง่ายที่สุด เพราะ “การดูหนังชีวประวัติ” ในแบบนี้ไม่แตกต่างจาก “การอ่านหนังสือชีวประวัติ” สักเท่าไร เราติดตามชีวิตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เห็นการเติบโต ต่อสู้กับอุปสรรค ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว จวบจนวันสิ้นลมหายใจ เดินออกจากโรงหนังก็ได้บทสรุปคร่าวๆ ว่าชีวิตเขาเป็นอย่างไร ถึงผู้ชมจะคุ้นเคย แต่การนำเสนอลักษณะนี้ก็มีปัญหาเกิดขึ้นประจำ ได้แก่ ๑. หนังถูกอัดแน่นไปด้วยเหตุการณ์นานัป จนเหมือนละครหลังข่าวหลายตอนจบที่ถูกย่นย่อบีบอัดให้อยู่ภายในระยะเวลาหนึ่งรอบฉาย อารมณ์ในหลายๆ ฉากจึงไม่สามารถไปถึงขีดสุดได้ ๒. บ่อยครั้งที่ผู้ชมได้เห็นแต่เพียง เปลือก ภาพร่างคร่าวๆ หรือกราฟชีวิต แต่ไม่ได้เข้าใจ “ภาวะภายใน” ของบุคคลต้นเหตุ หรือต่อให้มี “ภาวะภายใน” ก็ถูกนำเสนออย่างแบนราบ ๓. ผู้ชมไม่ดื่มด่ำในความสามารถที่แท้จริง หรือสิ่งที่เขาได้รับการยกย่อง ๔. ในกรณีที่ทายาทยังมีชีวิตอยู่ ท้ายที่สุดเพื่อป้องกันการฟ้องร้อง ภาพลักษณ์ของบุคคลต้นเหตุก็ต้องดีงาม หรือเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ Ray (๒๐๐๔) หนังชีวประวัติของ เรย์ ชาร์ลส์ นักร้องชื่อดัง ซึ่งแม้ตัวหนังจะได้รับการยกย่องในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถแก้โจทย์ปัญหาเหล่านี้ได้ ไล่ไปตั้งแต่ข้อ ๑. หนังถูกอัดแน่นจนอารมณ์อยู่ในระดับใกล้เคียงกันไปทั้งเรื่อง และจบลงอย่างค้างๆ คาๆ ด้วยการขึ้นตัวอักษรบรรยายว่า ชาร์ลส์ ประสบความสำเร็จอย่างไร ได้รับรางวัลมากแค่ไหน ฯลฯ ๒. หนังถ่ายทอดภาวะภายในอยู่แค่มิติเดียว คือการแก้ปมในอดีต ครั้งหนึ่งแม่ของชาร์ลส์เคยผลักดันลูกชายพิการให้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้ และพลังรักอันยิ่งใหญ่ของแม่นี้เองที่ชาร์ลส์ดึงมาใช้เพื่อเอาชนะยาเสพติด และกลับขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง ๓. หนังให้ค่ากับความยิ่งใหญ่ของชีวิต (ผู้ชมรับรู้ภาพชีวิตคร่าวๆ ว่าถึงเขาเป็นคนตาบอด แต่ก็เป็นอัจฉริยะสู้ชีวิต) แต่ไม่เน้นกระบวนการคิดของศิลปินในการสร้างผลงาน (เราไม่รู้วิธีที่ได้เพลงสักเพลง แต่รู้สึกว่า…

  • ในสมุดการบ้านของเด็กนักเรียน หรือคู่มือ how to มีคำคำหนึ่งที่มักถูกมองข้าม แต่ก็ขาดเสียไม่ได้ คำนี้มีหน้าที่เพียงบอกให้ผู้อ่านสนใจข้อความที่จะตามมา

    มืออาชีพ : วิธีทำงาน วิธีคิด วิธีใช้ชีวิต ของนักออกแบบปก : วิธีทำ

    ในสมุดการบ้านของเด็กนักเรียน หรือคู่มือ how to มีคำคำหนึ่งที่มักถูกมองข้าม แต่ก็ขาดเสียไม่ได้ คำนี้มีหน้าที่เพียงบอกให้ผู้อ่านสนใจข้อความที่จะตามมา

  • ผมเชื่อว่าไม่ว่าใครก็ตามที่เฝ้ามองธรรมชาติด้วยความรู้สึกว่าเป็นเพียงสาวก มิใช่ศาสดาผู้อยู่เหนือ

    คนใจสัตว์ : โลกของมัสบูด

    ผมเชื่อว่าไม่ว่าใครก็ตามที่เฝ้ามองธรรมชาติด้วยความรู้สึกว่าเป็นเพียงสาวก มิใช่ศาสดาผู้อยู่เหนือ

Page 6 of 8« First...45678